You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เราใกล้จะไขปริศนา "ดาวเคราะห์ดวงที่ 9" ของระบบสุริยะแล้วหรือยัง
- Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- เวลาอ่าน: 8 นาที
นับตั้งแต่ดาวพลูโตถูกถอดสถานะออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในปี 2006 เราก็ได้รับรู้ว่าระบบสุริยะของเรามีดาวเคราะห์อยู่ 8 ดวง ทว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์บางส่วนเชื่อว่าสมาชิกดวงที่ 9 อันลึกลับยังมีอยู่จริง และเราก็อาจกำลังจะค้นพบมันในไม่ช้า ด้วยอานิสงส์จากกล้องโทรทรรศน์ทรงพลังรุ่นใหม่
หอดูดาว เวรา รูบิน ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาทางตอนเหนือของประเทศชิลี เริ่มภารกิจที่ปฏิวัติวิถีที่เรามองจักรวาลเมื่อเดือน มิ.ย. 2025 และหนึ่งในเป้าหมายของมันคือการช่วยไขปริศนาเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในสวนหลังบ้านของระบบสุริยะของเรา
การมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 (Planet Nine) เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจและก่อให้เกิดความเห็นต่างในหมู่นักวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ปี 2016
ในปีนั้นเอง คอนสแตนติน บาตีกิน และไมเคิล บราวน์ นักดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (แคลเทค-Caltech) สหรัฐอเมริกา ตีพิมพ์งานวิจัยเพื่อเสนอว่ามีดาวเคราะห์ซึ่งมีมวลราว 10 เท่าของโลก กำลังโคจรอยู่บริเวณชายขอบของระบบสุริยะ
พวกเขาอ้างว่า มีเพียงการมีอยู่ของ เทหวัตถุ หรือ วัตถุบนท้องฟ้าขนาดมหึมาเท่านั้นที่สามารถอธิบายพฤติกรรมของวัตถุพ้นดาวเนปจูน (trans‑Neptunian objects-TNOs) ระยะไกลจำนวน 6 ดวงได้ โดยวัตถุเหล่านี้เป็นก้อนน้ำแข็งที่โคจรรอบดวงอาทิตย์และอยู่นอกวงโคจรของดาวเนปจูน ในบริเวณที่เรียกว่าแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) และบรรดาวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่อยู่ห่างไกลเหล่านี้ก็มีวงโคจรที่เอียงและยืดยาวผิดปกติ ซึ่งบ่งชี้ว่าพวกมันอาจอยู่ใต้อิทธิพลแรงโน้มถ่วงของเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่า
"ถ้าไม่มีดาวเคราะห์ดวงที่ 9 เราจะไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่างได้อีกต่อไป" ศาตราจารย์บราวน์กล่าวกับบีบีซี
หากคุณไม่ได้ติดตามรายละเอียดที่ซับซ้อนของวงการดาราศาสตร์ คุณอาจพลาดภาพย้อนแย้งในเรื่องนี้ไป กล่าวคือ บราวน์ ผู้เป็นแกนนำสำคัญในการเสนอแนวคิดเรื่องดาวเคราะห์ลึกลับดวงใหม่คนนี้ คือนักดาราศาสตร์คนเดียวกันกับที่ผลงานของเขามีบทบาทชี้ขาดในการนำไปสู่การถอดสถานะของ "ดาวเคราะห์ดวงที่ 9" ดวงก่อนเมื่อ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
นับตั้งแต่มีการค้นพบในปี 1930 ดาวพลูโตเคยเป็นดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดและอยู่ไกลที่สุดในระบบสุริยะของเรา แต่ในปี 2005 บราวน์และเพื่อนร่วมงานอีกสองคนได้ค้นพบดาวเอริส (Eris) วัตถุที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวพลูโต ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ไกลออกไปจากระยะวงโคจรของดาวเนปจูน
การค้นพบดาวเอริสมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากลหรือไอเอยู (International Astronomical Union-IAU) ในการปรับเปลี่ยนนิยามของคำว่า "ดาวเคราะห์" ในปีถัดมา และถอดดาวพลูโตออกจากกลุ่มดาวเคราะห์ ลดสถานะลงเป็นดาวเคราะห์แคระเคียงคู่กับดาวเอริส
แปลกประหลาด เลือนราง และอยู่ห่างไกล
ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งเกี่ยวกับแนวคิดดาวเคราะห์ดวงที่ 9 อีกดวงนี้ คือ จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครพบเห็นและยืนยันมันได้ อย่างน้อยก็อย่างเป็นทางการ ยกตัวอย่างเช่น แม้แต่บราวน์และบาตีกินก็ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เป็นฐานในการนำเสนอแนวคิดที่พวกเขาอ้างถึง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหากดาวเทียมดวงที่ 9 มีอยู่จริง มันจะอยู่ห่างจากเรามาก ๆ นักดาราศาสตร์จากแคลเทคประเมินว่ามันอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์โดยเฉลี่ยมากกว่าดาวเนปจูนราว 20 เท่า นั่นหมายความว่ามันอาจใช้เวลานานถึง 20,000 ปีตามเวลาบนโลก เพียงเพื่อโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบ
ยิ่งวัตถุอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มากเพียงไร มันก็ย่อมสะท้อนแสงได้น้อยมากเท่านั้น และนั่นทำให้มันยิ่งมีความเลือนรางอย่างมาก
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนมากกว่าเดิม คือ พวกยังคาดการณ์ด้วยว่าวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะค่อนข้างประหลาด ในขณะที่ดาวเคราะห์ทั้ง 8 ดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระนาบเกือบเป็นวงกลมและค่อนข้างราบเรียบ แต่การเคลื่อนที่ของสมาชิกดวงที่ 9 ที่คาดว่าจะมีอยู่นั้น จะมีวงโคจรที่ยืดยาวมากและเอียงอย่างชัดเจน
ทว่า ความเป็นไปได้ในการมองเห็นมันอาจกำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากหอดูดาวเวรา รูบิน ช่วยให้เราสแกนท้องฟ้าในซีกโลกใต้ทั้งหมดทุก ๆ 2-3 คืน ต่างจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจับภาพเป้าหมายเฉพาะเจาะจงลึกเข้าไปในห้วงอวกาศ
ด้วยอุปกรณ์อย่างกล้องดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา คาดว่าตลอดภารกิจ 10 ปี หอดูดาวเวรา รูบินแห่งนี้จะจัดทำบันทึกวัตถุบนท้องฟ้านับพันล้านรายการ รวมถึงวัตถุพ้นดาวเนปจูนใหม่ ๆ มากกว่า 40,000 ดวง
"รูบินสามารถค้นพบวัตถุจำนวนมากในอวกาศที่ทั้งเลือนรางและอยู่ไกลกว่าที่เราเคยมองเห็นได้มาก่อน" ดร.ซาราห์ กรีนสตรีต นักดาราศาสตร์ประจำหอดูดาวกล่าว
"ถ้าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 มีอยู่จริงในขนาดและตำแหน่งตามสมมติฐาน หอดูดาวรูบินจะพบมันได้อย่างแน่นอน" เธอกล่าวอ้าง
เหตุการณ์จะซ้ำรอยเนปจูนอีกหรือไม่ ?
บราวน์ยังเชื่อด้วยว่าหอดูดาวรูบินจะ "พบดาวเคราะห์ดวงที่ 9 โดยตรง หรือไม่ก็พบหลักฐานที่แทบโต้แย้งไม่ได้ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่มีอยู่จริง" หากมันมีอยู่จริง เขาคิดว่าอาจสามารถมองเห็นได้ภายใน 1 หรือ 2 ปี ซึ่งจะถูกนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์
"ดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ในระบบสุริยะของเรา และจะเป็นดาวเคราะห์ดวงแรกที่ถูกค้นพบในรอบ 180 ปี!" เขากล่าว
นักดาราศาสตร์รายนี้กำลังอ้างถึงการค้นพบดาวเนปจูนอย่างเป็นทางการในปี 1846
การมีอยู่ของดาวเนปจูนถูกคาดการณ์ไว้แล้วล่วงหน้า หลังจากนักดาราศาสตร์สังเกตเห็นความผิดปกติในวงโคจรของดาวยูเรนัสซึ่งเป็นดาวเคราะห์ข้างเคียง จากนั้นการคำนวณเหล่านี้ถูกนำไปใช้โดยโยฮันน์ ก็อทท์ฟรีด กัลเล นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน เพื่อระบุตำแหน่งของดาวเนปจูนบนท้องฟ้า
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาพบว่าดาวเนปจูนเคยถูกสังเกตเห็นมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 1612 โดยกาลิเลโอ กาลิเลอี แต่ไม่ได้รับการระบุว่ามันเป็นดาวเคราะห์ เพราะการเคลื่อนที่ของมันเมื่อเทียบกับดวงดาวนั้นทั้งช้าและแผ่วเบาเกินกว่าที่กล้องโทรทรรศน์ในยุคนั้นจะตรวจจับได้
เหตุการณ์แบบเดียวกันนี้อาจเกิดขึ้นกับดาวเคราะห์ดวงที่ 9 หรือไม่ ?
ผศ.มาเลนา ไรซ์ นักดาราฟิสิกส์ดาวเคราะห์จากมหาวิทยาลัยเยล สงสัยว่าเรื่องนั้นอาจเป็นไปได้มากทีเดียว
"ฉันไม่เชื่อว่าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะยังไม่มีอยู่ในข้อมูลของเรา เราแค่ต้องดูมันอย่างละเอียดให้มากพอ" เธอกล่าว
พบได้ในระบบดาวอื่น ๆ
เมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์จากไต้หวัน ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย อาจทำสิ่งนั้นได้สำเร็จพอดี
พวกเขาวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจท้องฟ้าจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศอินฟราเรด 2 ตัวที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศในปี 1983 และ 2006 ตามลำดับ และพบจุดจาง ๆ คู่หนึ่งที่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจเป็นตัวแทนของดาวเคราะห์ที่ยังไม่รู้จักดวงหนึ่งซึ่งเคลื่อนที่ผ่านท้องฟ้าในช่วงระยะเวลา 23 ปี
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาดังกล่าวถูกนักดาราศาสตร์บางส่วนตั้งข้อสงสัย และแม้แต่ทีมวิจัยเองก็ยังมีท่าทีระมัดระวังอย่างมาก
"ยังเร็วเกินไปมากที่จะบอกว่างานวิจัยของเราเป็นการค้นพบดาวเคราะห์ [ดวงที่ 9]" เทอร์รี แฟน ผู้เขียนหลักจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัวของไต้หวัน กล่าวและเสริมว่าควรจะเรียกว่ามันเป็นการค้นพบ "ดาวที่มีศักยภาพเป็นดาวเคราะห์ [ดวงที่ 9]" มากกว่า
ทว่า อีกประเด็นหนึ่งคือ การมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงที่ 9 จะไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสำหรับนักดาราศาสตร์อย่างไรซ์
ดาวเคราะห์ตามสมมติฐานดวงนี้คาดว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าโลก แต่เล็กกว่าดาวเนปจูน และไรซ์ระบุว่า นี่คือขนาดของดาวเคราะห์ที่พบได้บ่อยที่สุดในระบบดาวอื่น ๆ
"เราพบดาวเคราะห์ประเภทนี้รอบดาวฤกษ์ดวงอื่นราวครึ่งหนึ่ง แต่ในระบบสุริยะของเราเองกลับยังไม่มี" เธอกล่าว
ถ้าไม่ใช่ดาวเคราะห์ แล้วมันคืออะไร ?
ถึงกระนั้นฝ่ายคัดค้านสมมติฐานเรื่องดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ก็ยกเหตุผลหลายประการขึ้นมาโต้แย้ง ตั้งแต่ความเป็นไปได้ที่การสังเกตในงานวิเคราะห์ของบาตีกินและบราวน์อาจคลาดเคลื่อน ไปจนถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับดาวเคราะห์ลึกลับ ซึ่งหมายถึงดาวเคราะห์เอ็กซ์ (Planet X) ตามทฤษฎีที่เคยถูกเสนอขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ว่ามีแรงดึงต่อดาวยูเรนัส แต่ต่อมาก็ถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง
อีกเหตุผลหนึ่งที่เพิ่มความเคลือบแคลงให้กับสมมติฐานเรื่องนี้คือ การค้นพบวัตถุชื่อแอมโมไนต์ (Ammonite) ในปี 2023 ซึ่งเป็นวัตถุพ้นดาวเนปจูนที่มีวงโคจรไม่สอดคล้องกับวัตถุพ้นดาวเนปจูนทั้ง 6 ดวงที่บาตีกินและบราวน์ใช้วิเคราะห์ในตอนแรก
นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีคู่แข่งที่นำเสนอโดยทีมนักดาราฟิสิกส์จากสถาบันวิจัยฟอร์ชุงส์เซนทรุม ยือลิช (Forschungszentrum Jülich) ในเยอรมนี โดยในปี 2025 พวกเขาได้ดำเนินการแบบจำลองคอมพิวเตอร์ซึ่งชี้ว่าดาวฤกษ์มวลมหาศาลดวงหนึ่งที่เฉียดผ่านใกล้ระบบสุริยะเมื่อหลายพันล้านปีก่อน อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางแรงโน้มถ่วง จนทำให้วงโคจรของวัตถุพ้นดาวเนปจูนเปลี่ยนแปลงไป
"ฉันจะไม่บอกว่าดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ไม่มีอยู่จริง" ศาสตราจารย์ซูซานน์ ฟัลซ์เนอร์ ผู้นำการศึกษานี้ กล่าวและเสริมว่า "แต่ความเป็นไปได้มันค่อนข้างต่ำ"
ด้านกรีนสตรีตกล่าวว่า หลักฐานที่สนับสนุนการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงนี้ "ลดน้อยลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา" ทว่าต่อให้ภาพจากหอดูดาวรูบินไม่เผยให้เห็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 เธอก็ยังมองโลกในแง่ดีว่าอาจค้นพบสิ่งอื่น ๆ แทน
"พื้นที่กว้างใหญ่ของระบบสุริยะชั้นนอกยังแทบไม่ได้รับการสำรวจเลย…ใครจะรู้ว่ามันอาจมีอะไรอีกบ้างซ่อนตัวอยู่ที่นั่น" เธอกล่าว
"ทุกครั้งที่เราตอบคำถามได้หนึ่งข้อ ก็จะมีคำถามใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ"