You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"กระดูกสันหลังของชาติ ตอนนี้มันเปราะหมดแล้ว" ความเดือดร้อนชาวนาไทย หลังขาดทุนอ่วมจากพิษน้ำมัน-ปุ๋ย ขึ้นราคา
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 12 นาที
"ผมว่าอนาคตข้างหน้า ถ้า [น้ำมันดีเซล] ถึง 60 บาท ชาวนา...ผมว่าคงทำไม่ไหวแล้วล่ะ เพราะว่าต้นทุนเรามันสูง" นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวกับบีบีซีไทยในวันที่น้ำมันดีเซลราคายังไม่ทะลุ 50 บาทเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน
ก่อนที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการร่วมโจมตีอิหร่าน น้ำมันดีเซลขายปลีกในไทยยังอยู่ที่ประมาณ 29.94 บาท/ลิตร จากนั้นได้มีการปรับราคาขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา โดยน้ำมันดีเซลปรับราคาขึ้นมาจนตอนนี้ทะลุ 50 บาท/ลิตร เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่กลุ่มเบนซินและแก๊ซโซฮอล์ปรับราคาขึ้นมาแล้วลิตรละประมาณ 8-12 บาท
นายปราโมทย์บอกว่าน้ำมันถือเป็นส่วนสำคัญสำหรับเกษตรกรทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นชาวนา ชาวสวน หรือชาวไร่ เนื่องจากการผลิตในปัจจุบันใช้เครื่องจักรเป็นหลัก โดยชาวนาปัจจุบันต้องใช้ทั้งรถตีดิน รถเกี่ยวข้าว เครื่องสูบน้ำ โดรนสำหรับใส่ปุ๋ยบำรุงพันธุ์ และรถบรรทุกเพื่อขนส่งข้าวไปขายให้กับโรงสี
"สมัยนี้ทำนาเราไม่เหมือนสมัยก่อน เมื่อ 50-60 ปีนั้นใช้แรงงานคน แต่เดี๋ยวนี้เราใช้เครื่องจักรทั้งหมด แล้วชาวนาเราอายุ 50 กว่า ๆ ไม่มีแล้ว [ตอนนี้อายุ] 60 กว่าทั้งหมด ก็คือเขาทำกันไม่ไหวแล้ว" นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย อธิบาย
อาจยุติหรือชะลอการทำนารอบถัดไป
บีบีซีไทยเดินทางไปยังเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ช่วงรอยต่อ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน เราพบว่าชาวนาหลายคนซึ่งเพิ่งผ่านการเก็บเกี่ยวการทำนาปรังไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา บอกกับเราว่าพวกเขากำลังคิดชะลอหรือยุติการทำนารอบถัดไปซึ่งเป็นช่วงนาปี
แน่นอนว่าเบื้องหลังแรงกดดันด้านต้นทุนทั้งหมดที่พวกเขากำลังเผชิญ ล้วนเป็นผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ไปคนละทวีป
น.ส.ประเทือง เปี่ยมสมบูรณ์ ชาวนาเขตหนองจอก กรุงเทพฯ วัย 48 ปี ผู้นิยามว่าทำนามาตั้งแต่จำความได้ ระบายความอัดอั้นตันใจในช่วงก่อนน้ำมันดีเซลปรับขึ้นราคาและหาซื้อได้ยากก่อนหน้านี้ ว่าส่งผลกระทบต่อการเก็บเกี่ยวนาปรังราว 100 ไร่ของเธออย่างไร
ในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่แล้วชาวนาจะไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องจักรทางการเกษตรขนาดใหญ่ เช่น รถตีดิน รถเกี่ยวข้าว หรือรถบรรทุก แต่พวกเขาจะจ้างเครื่องจักรดังกล่าวเป็นช่วง ๆ เมื่อต้องใช้งาน โดยข้อตกลงส่วนใหญ่นั้นระบุว่าเกษตรกรต้องเป็นผู้จัดหาน้ำมันให้กับเครื่องจักรที่ว่าจ้างมา
"ถ้าไม่มีน้ำมันให้เขา เขาก็ไม่เอารถเกี่ยวมาให้" น.ส.ประเทือง บอกบีบีซีไทย
เธอเล่าย้อนว่าในช่วงต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา น้ำมันดีเซลในตลาดขาดแคลน ผู้คนต่างต้องออกไปต่อแถวยาวหน้าปั๊มน้ำมันโดยไม่รู้เลยว่าจะได้น้ำมันมาหรือไม่ และเธอก็คือหนึ่งในนั้น โดยในห้วงเวลานั้นรัฐบาลมีนโยบายห้ามเติมน้ำมันใส่แกลลอนหรือถังเพื่อป้องกันการกักตุนน้ำมัน ขณะที่ปั๊มต่าง ๆ จำกัดปริมาณน้ำมันที่ลูกค้าสามารถซื้อได้ เพื่อกระจายน้ำมันที่ได้มาอย่างจำกัดให้ทั่วถึงมากที่สุด
"ความลำบากมันอธิบายไม่ออก คุณจะเกี่ยวข้าว คุณเอาจิ๊ป (หมายถึงภาชนะสำหรับใส่น้ำมันชนิดหนึ่ง) ขึ้นรถไปซื้อน้ำมัน ไม่มีที่ไหนตวงจิ๊ปให้คุณ สามวันฉันรอที่จะเกี่ยวข้าว วันที่สี่ ฉันไปประท้วงที่ปั๊มบอกว่าถ้าไม่ตวง [น้ำมัน] ให้ ฉันจะไปเอารถเกี่ยวมา พอสรุปแล้วไง ข้าวเราแห้งไป กรอบไป โดนตัด [ราคา] อีก หาว่าข้าวกรอบไป แล้วทำไมไม่มาถามเราว่าก่อนหน้านี้ 3-4 วัน ทำไมเราไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยวเพราะเราหาน้ำมันไม่ได้ ช่วงที่ก่อนน้ำมันจะขึ้น" น.ส.ประเทือง อธิบายถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น
ในช่วงเวลานั้น โรงสีรับซื้อข้าวขาวทั่วไปที่ราคาประมาณ 5,500 บาทต่อตัน ข้าวของเธอที่เก็บเกี่ยวล่าช้าเพราะหาน้ำมันได้ไม่ทันเวลา ทำให้ข้าวไม่ได้ความชื้นตามเกณฑ์ที่โรงสีระบุ และถูกหักราคาที่ 200 บาทต่อตัน ทำให้ต้นทุนเข้าเนื้อเธอมากขึ้นกว่าเดิม
"ตอนนี้คือหนี้สะสม บางคนที่เกี่ยวไปไม่ได้เงินจากเจ๊ก (โรงสี) ด้วย ถูกหัก[เงิน] ก็ต้องไปเชื่อเขามาใหม่" เธอกล่าวถึงประสบการณ์ของตัวเอง และของชาวนาคนอื่น ๆ ในช่วงการเก็บเกี่ยวที่เพิ่งผ่านพ้นมา
น.ส.ประเทือง เล่าความอัดอั้นตันใจต่อว่าทุกฤดูกาลที่ผ่านมา นาเกือบร้อยไร่ของเธอไม่เคยเผาเพื่อกำจัดฟางข้าวที่ผ่านการเก็บเกี่ยวแล้วเลยสักวันเดียว นี่เป็นความร่วมมือกับทางภาครัฐเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ดังนั้น หนทางเดียวสำหรับการเตรียมแปลงนาให้พร้อมกับการปลูกข้าวรอบถัดไปของเธอคือต้องหารถมาตีดินเพื่อช่วยให้ฟางย่อยสลายไวขึ้น
ทว่า เมื่อมองต้นทุนต่าง ๆ รอบตัวที่พุ่งสูงขึ้น เธอมองไม่ออกเลยว่าจะหาเงินที่ไหนไปซื้อน้ำมันเพื่อนำมาจ้างรถตีดิน ไม่นับรวมค่าสูบน้ำ ค่าปุ๋ยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่ราคารับซื้อข้าวนั้นแทบไม่ขยับขึ้นเลย
อย่างไรก็ดี จากการขับรถตระเวนดูทุ่งนาในพื้นที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา บีบีซีไทยพบว่าบางแปลงถูกเผาเพื่อกำจัดฟางไปแล้ว และบางแห่งกำลังโหมควันไฟ จึงเป็นไปได้ว่ามาตรการลดฝุ่น PM2.5 ของรัฐบาล อาจถูกท้าทายจากต้นทุนค่าทำนาที่แพงขึ้นหลายเท่าตัว เพราะชาวนาต้องการลดต้นทุนซื้อน้ำมันมาใส่รถตีดิน
ขณะที่น้องสาวยังลังเล นายสุชาติ เปี่ยมสมบูรณ์ วัย 60 ปี ชาวนาใน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ผู้เป็นพี่ชายของ น.ส.ประเทือง บอกกับบีบีซีไทยว่า เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ทำนารอบถัดไป ซึ่งจะต้องเริ่มต้นเตรียมการแล้วในภายในเดือนหน้า ปัจจัยหลัก ๆ คือน้ำมันดีเซลที่ต้องใช้สำหรับสูบน้ำในนา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
"วิดน้ำวันนึง 10 ไร่ก็ตกประมาณ... ถ้าน้ำมันตอนนี้ตกวันละ 500-600 บาทนะ แล้วจะให้เหลืออะไรล่ะ รัฐบาลก็ไม่ช่วยอะไรเลย ได้ยินแต่คำพูดอย่างเดียว" เขากล่าว
"คิดไม่ทำ เพราะทำแล้วมันขาดทุน ก็ไปหารับจ้างเอาวันละ 100-200 บาท เอาให้อยู่ได้ไปก่อน ถ้าทำแล้วขาดทุนจะทำไปทำไม รายจ่ายมันไม่ได้ลดลง รายได้มันมีแต่ลดลง" นายสุชาติ กล่าว
ทั้งนี้ นายสุชาติมีนาเพียง 10 ไร่ แม้ขนาดพื้นที่ต่างจากของน้องสาวอยู่มาก แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งคู่เช่าที่ดินเพื่อทำนา ทำให้ข้อกังวลถัดไปของพวกเขาคือหากไม่ทำนาแล้วจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเช่า เพราะนั่นหมายความว่าอาจต้องสูญเสียที่ทำกินไป หากตัดสินใจกลับมาทำนาอีกในอนาคต
นายสุชาติบอกกับบีบีซีไทยเพิ่มเติมว่าจากการเข้าไปสอบถามร้านปุ๋ยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทางร้านบอกว่าราคาปุ๋ยขึ้นมาที่กระสอบละพันกว่าบาท จากเดิม 800-900 บาท/กระสอบ และอาจทะลุไปจนถึง 1,200 บาท/กระสอบ ในอนาคต
"นี่คือใบแจ้งราคาที่ร้านได้มานะ แต่ของยังไม่มา ไม่แน่ว่าปุ๋ยอาจจะไม่มีอีก ถึงมีเงินซื้อก็ตาม" เขากล่าว
นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลางซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ไทยซึ่งส่วนหนึ่งพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบจากช่องทางขนส่งสินค้าที่ถูกปิดกั้น
อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศมีสต็อกคงเหลือพอใช้ได้อีก 5 เดือนข้างหน้า โดยนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ยืนยันว่าปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักนั้นมีปริมาณเพียงพอรับการใช้งานได้ถึง 2 เดือน และมีปุ๋ยยูเรียที่อยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียอีกประมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้มีปุ๋ยเพียงพอสำหรับการใช้งานถึงเดือน ส.ค. 2569 ขณะเดียวกัน ไทยยังนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย
ตัวแทนชาวนาระบุต้องการนโยบายช่วยเหลือเบื้องหน้าแบบมุ่งเป้า
"ราคาข้าว ราคาปุ๋ย ราคาน้ำมัน ทำให้มันสอดคล้องกันหน่อย รัฐบาลอ่ะ" น.ส.ประเทือง กล่าวด้วยความรู้สึกอัดอั้น "อยากให้ทั้งประเทศมันหยุดทำนากัน ให้รัฐบาลมันไม่มีข้าวกิน มันจะได้รู้สึก"
เธอกล่าวว่าราคารับซื้อข้าวในตอนนี้ไม่เป็นธรรมสำหรับชาวนา เธอเห็นว่าจริง ๆ แล้วไม่ควรได้ต่ำกว่า 8,000 บาทต่อไร่ ชาวนาถึงจะอยู่ได้ และรัฐบาลควรเข้ามาควบคุมราคาน้ำมัน รวมถึงปุ๋ยเคมีได้แล้ว หากต้องการโน้มน้าวให้ชาวนาทำนาในรอบถัดไป
ด้านนายสุชาติเห็นด้วยว่าราคาข้าวในตลาดตอนนี้ทำให้ชาวนาขาดทุนตั้งแต่เริ่มต้น จึงไม่แปลกหากเพื่อนชาวนาคนอื่น ๆ จะไม่ลงทุนทำนาในรอบถัดไป ส่วนตัวเขาเองที่ครอบครัวเริ่มทำขนมขายเพื่อหารายได้เสริม ก็พบว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกต่าง ๆ ปรับราคาเพิ่มขึ้น อันเป็นอีกหนึ่งผลพวงของสงครามอิหร่าน ทำให้ตนเองไม่แน่ใจว่าจะทำอาชีพเสริมนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน เพราะกำไรอันน้อยนิดอาจกลายเป็นไม่เหลือกำไรเลย
นายปราโมทย์ ในฐานะนายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย บอกว่าเสียงสะท้อนของทั้งสองคนคือความอัดอั้นใจของชาวนาส่วนใหญ่ในตอนนี้ ที่รู้สึกว่าพวกเขาไร้อำนาจต่อรองและรัฐบาลเองก็ไม่สามารถควบคุมต้นทุนให้พวกเขาได้ ถึงแม้อาชีพนี้อยู่เบื้องหลังมูลค่าการส่งออกข้าวจำนวนมหาศาลของประเทศก็ตาม
"รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยเลย ไม่ให้ความสำคัญกับเกษตรกร ชาวนา มองพวกเราเป็นรากหญ้า มองว่าเราต่ำ แต่จริง ๆ พวกเราทำเงินเข้าประเทศเยอะกว่าที่อื่น ฝากรัฐบาลอย่าไปอุ้มให้มันมากนัก เศรษฐกิจพวกคนรวย ๆ พูดง่าย ๆ เลย หันมามองพวกผมที่ทำเงินเข้าประเทศ เพื่อเลี้ยงคนทั่วประเทศ อาชีพชาวนาที่บอกว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กระดูกตอนนี้มันเปราะหมดแล้ว กรอบหมดแล้ว ถ้ารัฐบาลยังเป็นแบบนี้" เขากล่าว
รายงานจากวิจัยกรุงศรีเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่าไทยมีผลผลิตข้าวสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก รองจากจีน อินเดีย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะเดียวกันไทยยังเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 3 ของโลก โดยมีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 11.8% รองจากอินเดียและเวียดนามที่มีส่วนแบ่งตลาดที่ 38.5% และ 13.4% ตามลำดับ
ขณะที่ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวได้ที่ 7.9 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 148,204 ล้านบาท ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
นายปราโมทย์กล่าวต่อว่าหากชาวนายุติการทำนาในรอบถัดไป ปัญหาที่น่ากังวลมากที่สุดคือหนี้สะสมและความสามารถในการใช้หนี้ โดยเฉพาะหนี้ต่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่มีชาวนาเป็นลูกหนี้ราว 80% ไม่นับรวมเศรษฐกิจท้องถิ่นที่อาจหยุดชะงักลง เพราะเกษตรกรไม่มีรายได้และใช้จ่ายประหยัดมากขึ้นกว่าเดิม
นายปราโมทย์เสนอว่าในระยะสั้นนี้ กระทรวงพาณิชย์ควรเข้ามาดูแลราคาข้าวและควบคุมไม่ให้พ่อค้าคนกลางฉวยโอกาสขึ้นราคาปุ๋ยเคมี รวมถึงตรึงราคาน้ำมันดีเซลในราคาพิเศษ
"รัฐบาลต้องหามาตรการว่าเกษตรกรทำนา ทำสวน ทำไร่ ลดให้พิเศษได้ไหม ให้ถูกลงลิตรละ 10 บาท 5 บาท แบบน้ำมันของประมง ทำให้เราได้ไหม และปุ๋ยเนี่ยควบคุม [ราคา] ให้ได้ก่อนที่มันจะหมด" เขาเสนอ
พร้อมกันนี้ เขาแนะว่ารัฐบาลควรเร่งจัดหาเครื่องจักรทางการเกษตรที่รองรับน้ำมันไบโอดีเซล หรือ B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าดีเซลปกติ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง
ในเบื้องต้น กระทรวงพาณิชย์เตรียมมาตรการช่วยเหลือชาวนาปรังที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของต้นทุนการผลิตได้แล้ว ดังนี้
มาตรการแรกคือ โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 เม.ย.นี้ นำร่องใน 5 จังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยตั้งเป้ารองรับผลผลิต 1 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งจะมีการเปิดจุดรับซื้อผ่านโรงสีและสหกรณ์การเกษตรในราคาที่สูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน
ทว่า เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ฐานเศรษฐกิจรายงานว่าองค์การคลังสินค้า (อคส.) กระทรวงพาณิชย์ ออกประกาศด่วนที่สุด เรื่อง ยกเลิกประกาศองค์การคลังสินค้า โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรังฯ เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และแนวทางปฏิบัติการโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรังฯ ตามที่ได้รับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะของทุกฝ่าย และจะออกประกาศฉบับใหม่โดยเร็ว
อีกมาตรการหนึ่งคือ ตลาดนัดข้าวเปลือก ซึ่งจะจัดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มี.ค. - พ.ค. ในหลายจังหวัด เพื่อเพิ่มช่องทางการขายและลดภาระค่าขนส่งให้เกษตรกร โดยจะมีราคารับซื้อสูงกว่าตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200-400 บาทต่อตัน โดยทางกระทรวงฯ กำชับสำนักงานชั่งตวงวัดให้ดูแลความโปร่งใสในการซื้อขายอย่างเข้มงวด
นอกจากมาตรการด้านราคาแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมลดต้นทุนการผลิตผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวพลัส ช่วยสนับสนุนส่วนลดค่าปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับผู้ถือบัตรดินดีและคูปองส่วนลดปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับฤดูเพาะปลูกนาปีที่กำลังจะมาถึง
นายปราโมทย์กล่าวกับบีบีซีไทยว่าสำหรับเขา ผลกระทบเรื่องสงครามถือเป็นการวัดฝีมือการจัดการของรัฐบาล ซึ่งเขามองว่าผลกระทบต่าง ๆ ยังเป็นเรื่องที่จัดการได้ ในตอนนี้เหลือเพียงรอดูว่า "รัฐบาลอนุทิน 2" จะช่วยชาวนาฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ได้หรือไม่