สหรัฐฯ ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซตามคำขู่ของทรัมป์ เรารู้อะไรบ้างจนถึงตอนนี้

เวลาอ่าน: 9 นาที

กองบัญชากลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ เซ็นต์คอม (CENTCOM) ระบุว่าการปิดล้อมการจราจรที่เข้า-ออก จากท่าเรือของอิหร่านจะเริ่มขึ้นเวลา 10.00 น. ตามเวลาตะวันออก (ET) ในวันจันทร์ที่ 13 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น (21.00 น. ของวันจันทร์ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย)

กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าการปิดล้อมดังกล่าวจะ "ไม่ขัดขวาง" การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่กำลังมุ่งหน้าหรือมาจากประเทศอื่น

ด้านโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ กล่าวว่าคำสั่งดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบโต้อิหร่านที่ "จงใจไม่ยอม" เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พร้อมกับหากชาวอิหร่านคนใดก็ตามที่โจมตีพวกเขา ทางกองทัพเรือสหรัฐฯ จะ "ถล่มให้ราบคาบ" รวมถึงทางสหรัฐฯ เองจะสกัดกั้นเรือทุกลำที่พบว่าจ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามหรือไออาร์จีซี (IRGC) ระบุว่าเรือทหารที่เข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซจะถูกมองว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่มีอยู่ในปัจจุบัน

การปิดล้อมทางทะเลคืออะไร และจะดำเนินการอย่างไร ?

บีบีซี เวริฟาย (BBC Verify) ได้ตรวจสอบภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อประเมินว่า มีเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ลำใดบ้างอยู่ในตะวันออกกลาง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า การปิดล้อมเรือที่เชื่อมโยงกับอิหร่านจะมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. ของวันจันทร์ที่ผ่านมา ตามเวลาประเทศไทย

ภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อวันเสาร์แสดงให้เห็นเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ประจำการอยู่บริเวณขอบด้านตะวันออกของอ่าวโอมาน ห่างจากชายฝั่งอิหร่านลงไปทางใต้ราว 200 กิโลเมตร

นี่เป็นตำแหน่งที่ใกล้อ่าวเปอร์เซียมากที่สุดเท่าที่ทีมงานบีบีซีสังเกตเห็นเรือรบพลังงานนิวเคลียร์ลำนี้ นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้น

เรือรบอีก 2 ลำที่อยู่ใกล้เคียงและปรากฏในภาพ มีขนาดและรูปทรงสอดคล้องกับเรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีของกองทัพเรือสหรัฐฯ โดยเรือเหล่านี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือจู่โจมของเรือบรรทุกเครื่องบินลินคอล์น แต่เราไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเรือลำใดบ้าง

คู่มือกฎหมายว่าด้วยปฏิบัติการทางเรือของผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในปี 2022 นิยามคำว่า "การปิดล้อม" ว่าเป็น "ปฏิบัติการของคู่สงครามเพื่อป้องกันไม่ให้เรือและ/หรืออากาศยานของทุกประเทศ ทั้งฝ่ายศัตรูและประเทศเป็นกลาง เข้าออกท่าเรือ สนามบิน หรือพื้นที่ชายฝั่งที่เป็นของ ถูกยึดครองโดย หรืออยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐศัตรู"

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ดูเหมือนจะดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว โดยระบุว่าปฏิบัติการนี้จะ "บังคับใช้อย่างเป็นกลางต่อเรือของทุกชาติที่เข้าและออกจากท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่าน รวมถึงท่าเรือของอิหร่านทั้งหมดในอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน"

เซ็นต์คอมเสริมว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะไม่ขัดขวางเสรีภาพในการเดินเรือที่ผ่านไปและกลับจากท่าเรือที่ไม่ใช่ของอิหร่าน และลูกเรือพาณิชย์จะได้รับหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการก่อนที่การปิดล้อมจะเริ่มขึ้น

ด้านทรัมป์กล่าวว่าจะมีประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมการปิดล้อมช่องแคบดังกล่าวด้วย แต่ไม่ได้ระบุว่าประเทศใดบ้าง

การปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน รวมถึงท่าเรือที่อยู่ในช่องแคบฮอร์มุซตามที่ทรัมป์ประกาศก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในกรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน ล้มเหลวและไม่สามารถบรรลุข้อตกลงระหว่างสองฝ่ายได้

ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญยิ่ง โดยการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของโลกต้องอาศัยผ่านเส้นทางดังกล่าว

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซทำให้อิหร่านสามารถใช้พื้นที่นี้เป็นเครื่องมือกดดันตลอดช่วงสงคราม ด้วยการเลือกสกัดกั้นไม่ให้เรือบางลำผ่านเส้นทางทางน้ำที่คับแคบแห่งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นตามมา

ด้านเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับเบร็ตต์ แบเออร์ สำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์ด้วยการกล่าวหาว่ารัฐบาลอิหร่านกระทำ "การก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ" ด้วยการปิดกั้นการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซมาก่อน และบอกด้วยว่าประธานาธิบดีทรัมป์แสดงให้เห็นแล้วว่า "เกมแบบนี้ ไม่ได้มีแค่ฝ่ายเดียวที่เล่นได้"

เขากล่าวว่า หากอิหร่านยังจะ "เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ" ทางสหรัฐฯ ก็จะยึดหลักการว่า "เรือของอิหร่านก็จะออกไปไม่ได้เช่นกัน"

แวนซ์ยังกล่าวถึงการเจรจากับอิหร่านเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่ามีความคืบหน้าอย่างมาก

"ตอนนี้ลูกบอลอยู่ฝั่งอิหร่านแล้ว" เขากล่าว

เขาระบุว่า อิหร่านจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและยอมรับ "ประเด็นสำคัญ" ที่สหรัฐฯ เรียกร้อง ได้แก่ การให้สหรัฐฯ ควบคุมยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะของอิหร่าน และการมีกลไกตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าอิหร่านจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

ล่าสุด อับบาส อารักชี รมว.ต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวว่าสหรัฐฯ กับอิหร่าน "เกือบจะบรรลุข้อตกลง" กันได้แล้วระหว่างการเจรจาสันติภาพในปากีสถาน แต่จากนั้นฝ่ายอิหร่านกลับต้องเผชิญกับ "ท่าทีแข็งกร้าว การเปลี่ยนเงื่อนไขไปมา และการปิดล้อม"

ด้านโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้นำคณะเจรจาในปากีสถาน ดูเหมือนจะกล่าวเยาะเย้ยการตัดสินใจของสหรัฐฯ โดยเขียนข้อความบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ว่า "ขอให้เพลิดเพลินกับราคาน้ำมันที่ปั๊มในตอนนี้ก็แล้วกัน เพราะเมื่อมี 'การปิดล้อม' แบบที่เรียกกันนี้ อีกไม่นานคุณจะคิดถึงยุคน้ำมันแกลลอนละ 4–5 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 128-160 บาท)"

ในถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ที่นำเสนอผ่านสื่ออิหร่าน กาลิบาฟกล่าวด้วยว่า อิหร่านจะไม่ "ยอมจำนนภายใต้การคุกคาม" และในการตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดีทรัมป์ก่อนหน้านี้ เขายังกล่าวว่าจะปิดล้อม "เรือทุกลำ ไม่ว่าลำใดก็ตาม" ที่พยายามเข้าออกช่องแคบฮอร์มุซ โดยกองกำลังทางเรือของอิหร่านระบุว่าเรือทหารใด ๆ ก็ตามที่เข้าใกล้เส้นทางน้ำดังกล่าวจะถูกจัดการ "อย่างเด็ดขาด"

กองกำลังของอิหร่านขู่ว่าจะตอบโต้ต่อข้อเสนอของสหรัฐฯ ในการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน โดยระบุว่าคำขู่ของสหรัฐฯ เป็นสิ่งผิดกฎหมาย และถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายโจรสลัด

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวไออาร์ไอบี (IRIB) ซึ่งเป็นสื่อของรัฐ ระบุว่าอิหร่านจะยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป แม้หลังสงครามสิ้นสุดลงแล้ว และบอกด้วยว่าเรือที่มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายศัตรู ไม่มีสิทธิเดินทางผ่านน่านน้ำของอิหร่าน

พร้อมกันนี้ กองทัพอิหร่านได้ส่งคำเตือนไปยังประเทศอื่น ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย โดยระบุว่า ความมั่นคงของท่าเรือในภูมิภาคนี้ "ต้องเป็นของทุกคน หรือไม่ก็จะไม่เป็นของใครเลย" และหากท่าเรือของอิหร่านตกเป็นเป้าหมายของสหรัฐฯ "จะไม่มีท่าเรือใดในอ่าวเปอร์เซียและทะเลโอมานที่จะปลอดภัย"

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านเตือนว่า อิหร่านยังไม่ได้ "เปิดเผย" ขีดความสามารถส่วนใหญ่ของตน และระบุว่า "หากสงครามยังคงดำเนินต่อไป เราจะเปิดเผยศักยภาพที่ฝ่ายศัตรูคาดไม่ถึง"

ตามรายงานของสื่ออิหร่าน ฮอสเซน โมเฮบบี โฆษกของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม กล่าวว่าอิหร่านจะนำเสนอวิธีการทำสงครามแบบ "สมัยใหม่" ซึ่งฝ่ายศัตรูจะมี "ขีดความสามารถในการรับมือที่จำกัดอย่างมาก"

ประกาศฉบับใหม่ของ UKMTO ระบุเรือควรเตรียมรับมือการปิดล้อม

ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร หรือ ยูเคเอ็มทีโอ (UKMTO) ออกคำเตือนในคำแนะนำฉบับใหม่ว่าเรือต่าง ๆ ควรเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับการปิดล้อมของสหรัฐฯ

บันทึกดังกล่าวแจ้งเตือนถึงลูกเรือเรียกร้องให้เรือทุกลำในพื้นที่ "เพิ่มระดับการตระหนักรู้สถานการณ์" และระบุว่าจะมีคำแนะนำที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นตามมา

คำแนะนำดังกล่าวระบุว่า กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางเพิ่มเติมสำหรับลูกเรือเกี่ยวกับ "วิธีที่มาตรการเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในทางปฏิบัติ รวมถึงเส้นทางเดินเรือ การตรวจสอบ และการผ่านทางที่ได้รับอนุญาต"

คำแนะนำของ UKMTO ระบุว่าผู้ที่เดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย อ่าวโอมาน และทะเลอาหรับทางตะวันออกของช่องแคบฮอร์มุซ น่าจะพบกับการปรากฏตัวของกำลังทหารและมีความเป็นไปได้ที่เรือของตนอาจจะถูกสกัดกั้น

"ข้อจำกัดการเข้าถึงเหล่านี้จะบังคับใช้โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อเรือทุกลำ ไม่ว่าชูธงชาติใดก็ตาม ที่มีการติดต่อกับท่าเรืออิหร่าน ท่าเทียบเรือน้ำมัน หรือสิ่งอำนวยความสะดวกชายฝั่ง" UKMTO ระบุถึงคำขู่ที่เกี่ยวข้องกับการปิดล้อมดังกล่าว และเสริมว่า "คาดว่าจะมีการชี้แจงเพิ่มเติมผ่านคำแนะนำฉบับถัดไป เมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม"

ขณะเดียวกัน บีบีซี เวริฟาย สามารถระบุเรือลำหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรือลำแรกที่เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นับตั้งแต่สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการปิดล้อมต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน และต่อท่าเรือของอิหร่าน

จากข้อมูลการติดตามเรือของมาร์รีน ทราฟฟิค (Marine Traffic) เรือบรรทุกตู้สินค้าชื่อว่าปายา เลบาร์ (Paya Lebar) กำลังมุ่งหน้าไปยังนครดูไบในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หลังออกเดินทางจากอินเดีย

ในเวลาเดียวกัน เรือบรรทุกน้ำมันชื่อว่าริช สตาร์รี (Rich Starry) ได้หันเรือกลับ ขณะเดินทางเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ จากข้อมูลการติดตามของมาร์รีนทราฟฟิค แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าเรือซึ่งอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ลำนี้ พยายามจะผ่านช่องแคบเพื่อออกไปยังอ่าวโอมานหรือไม่

ปฏิกิริยาของนานาชาติต่อสถานการณ์ตะวันออกกลางล่าสุดอย่างไร

มาร์การิตา โรเบลส รมว.กลาโหมของสเปนเป็นผู้ที่ออกมาตอบโต้คำขู่การปิดล้อมทางเรือของทรัมป์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงที่สุดรายหนึ่ง โดยกล่าวว่าข้อเสนอดังกล่าว "ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย"

ส่วนจีนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบและความยับยั้งชั่งใจ พร้อมเสริมว่าการคงช่องแคบฮอร์มุซไว้ให้เปิดใช้งานต่อไปเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประชาคมนานาชาติ

อาเซียนซึ่งเป็นกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมกัน 11 ประเทศ และหลายประเทศพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง ได้เรียกร้องให้มี "การปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพ… เพื่อรับประกันความมั่นคงทางทะเล รวมถึงเสรีภาพในการเดินเรือและการบินผ่าน"

ขณะเดียวกัน เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส ระบุว่าฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรจะจัดการประชุม "โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบดังกล่าว" ใน "อีกไม่กี่วันข้างหน้า"

ทั้งนี้ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวว่า สหราชอาณาจักร "ไม่ได้สนับสนุนการปิดล้อมดังกล่าว"

อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวถึงผลกระทบทางการเงินของสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลในอิหร่านว่า ค่าใช้จ่ายด้านการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลของสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่า 22,000 ล้านยูโร (ราว 829,224 ล้านบาท) นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 44 วันก่อน โดยที่สหภาพยุโรปไม่ได้รับเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น "แม้แต่โมเลกุลเดียว"

"เรากำลังต้องจ่ายราคาที่สูงมากจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเกินไป" เธอกล่าว และเสริมว่า เสรีภาพในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญ "อย่างยิ่งยวด" และจำเป็นต้องมี "การประสานงานอย่างเข้มแข็ง" ระหว่างประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป

ด้าน เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล ระบุว่าอิสราเอลสนับสนุนการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ ต่อท่าเรือของอิหร่าน

เขากล่าวในถ้อยแถลงผ่านวิดีโอต่อคณะรัฐมนตรีว่า "ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจใช้มาตรการปิดล้อมทางเรือต่อพวกเขา และแน่นอนว่าเราสนับสนุนท่าทีที่แข็งกร้าวนี้"

อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มโอ (IMO) กล่าวว่า แม้การปิดล้อมของสหรัฐฯ จะ "ดูเหมือนมุ่งเฉพาะการเข้าถึงท่าเรือของอิหร่าน" แต่ในทางกฎหมายแล้ว ไม่มีประเทศใดมีเหตุผลที่จะปิดกั้นเส้นทางน้ำนี้ได้

"ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศต่าง ๆ ไม่มีสิทธิที่จะปิดล้อมช่องแคบสากลที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ" เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการแถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่ของ IMO ในกรุงลอนดอน เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา

โดมิงเกซยังกล่าวด้วยว่า แม้ก่อนหน้าการปิดล้อมจะมีเรือเพียงไม่กี่ลำที่สามารถผ่านช่องแคบดังกล่าวได้ แต่การ "ปิดกั้น" ล่าสุดโดยสหรัฐฯ "ไม่ได้ช่วยแก้ไขวิกฤตที่เรากำลังเผชิญอยู่เลย"

"ลูกเรือกว่า 20,000 คนไม่สามารถเดินเรือผ่านได้ เศรษฐกิจโลกยังคงได้รับผลกระทบ และตราบใดที่ยังไม่จัดการกับสาเหตุที่เป็นต้นตอของปัญหา เราทุกคนก็ยังคงเดือดร้อนจากสถานการณ์นี้อยู่" เขากล่าว และเสริมว่า "การปิดล้อมเพิ่มเติมไม่ได้ช่วยในการหาทางออกให้กับความขัดแย้ง" และกล่าวทิ้งท้ายว่า "ผมขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามกติกา"

อันโตนีโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเจรจากันอีกครั้ง โดยหวังว่าจะยุติสงครามได้ พร้อมระบุว่าเป็น "ที่ชัดเจนแล้ว" ว่า "ไม่มีทางออกทางทหาร" สำหรับสงครามครั้งนี้

กูแตร์เรสกล่าวว่าข้อตกลงหยุดยิง "ต้องได้รับการธำรงรักษาไว้อย่างเด็ดขาด" และ "การละเมิดทั้งหมดต้องยุติลง" พร้อมเสริมว่า "ผมขอเรียกร้องให้มีการกลับมาเจรจาเพื่อให้บรรลุข้อตกลง"

เลขาธิการสหประชาชาติยังย้ำเตือนทุกประเทศให้ "เคารพเสรีภาพในการเดินเรือ รวมถึงในช่องแคบฮอร์มุซ ให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ"