ค่าการกลั่นคืออะไร ธุรกิจน้ำมันในไทยได้กำไรสูงเกินไปหรือไม่ในวิกฤตพลังงาน

    • Author, วศินี พบูประภาพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

"ราคาน้ำมันถูกจะไม่มีอีกต่อไป อย่างน้อยในเวลาปีถึง 2 ปี" เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างการแถลงนโยบายวันที่ 9 เม.ย. 69

เขาเตือนต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะกระทบค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้างในที่สุด เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันในระดับสูง

ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน ระบุว่าประเทศไทยผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยเองเพียง 8-9% ส่วนที่เหลืออีกกว่า 90% ต้องนำเข้า นี่ทำให้การใช้พลังงานในเชิงพาณิชย์ของไทยต้องพึ่งพาพลังงานที่นำเข้าจากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก โดยคิดเป็นกว่า 72% ของพลังงานที่ต้องใช้ในเชิงพาณิชย์ทั้งหมด ตามข้อมูลในปี 2568

สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านช่วงปลายเดือน ก.พ. ต่อมาอิหร่านได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นช่องทางลำเลียงน้ำมันจากแหล่งผลิตในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้อุปทานน้ำมันหนึ่งในห้าของโลกหยุดชะงักลง

ทั้งนี้ ไทยพึ่งพิงน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางถึง 53% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด ตามข้อมูลของกระทรวงพลังงาน

จากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ขายในประเทศไทยปรับราคาสูงขึ้นอย่างมาก และก่อให้เกิดภาระต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างหนัก จากช่วงก่อนสงครามที่กองทุนฯ เป็นบวกอยู่เกือบ 2,500 ล้านบาท แต่ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 12 เม.ย. พบว่ากองทุนฯ พลิกเป็นติดลบกว่า 60,000 ล้านบาท

อีกตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น คือค่าการกลั่น (Gross Refining Margin - GRM) ซึ่งคำนวณจากส่วนต่างราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักรายผลิตภัณฑ์กับต้นทุนการจัดหาน้ำมันดิบ โดยข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี (2564-2568) พบว่าค่าการกลั่นอยู่ที่เฉลี่ย 2.42 บาท/ลิตร และในเดือน ก.พ. ก่อนเกิดสงคราม ค่าการกลั่นก็อยู่ที่เพียง 2.09 บาทต่อลิตร ตามข้อมูลของกระทรวงพลังงาน

แต่ค่าการกลั่นดังกล่าวนี้กลับปรับตัวสูงขึ้นหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง เป็น 7.23 บาท/ลิตร ในเดือน มี.ค. และพุ่งขึ้นสูงเป็นกว่า 15.99 บาท/ลิตร ในช่วงวันที่ 1-3 เม.ย. "ซึ่งสูงกว่าระดับปกติอย่างมีนัยสำคัญและก่อให้เกิดประโยชส่วนเกินแก่ผู้ประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมัน"

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเตือนกระทรวงพาณิชย์ว่า "มีเรื่องหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ควรมองข้าม นั่นคือค่าการกลั่น" ที่เขาชี้ว่ามีการปรับขึ้น 3 เท่าในช่วงต้นเดือน มี.ค. เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดสงคราม

"ต้นทุนน้ำมันแพงขึ้นจริง แต่ค่าการกลั่นไม่ควรแพงขึ้นขนาดนั้น" พรรคประชาชนโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในประเด็นค่าการกลั่นที่สูงขึ้นอย่างมากนี้เช่นกันในวันที่ 8 เม.ย. ขณะที่ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวผ่านรายการคนดังนั่งเคลียร์ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 โดยเรียกรายได้ค่าการกลั่นที่โรงกลั่นได้รับว่าเป็นรายได้ที่ "ฟันมาแบบลาภลอย"

จากประเด็นดังกล่าว จึงทำให้เกิดคำถามว่าในช่วงที่ผ่านมาซึ่งราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันทำกำไรได้เยอะเกินควรหรือไม่ และภาครัฐควรออกมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่เพื่อบริหารจัดการกำไรของบริษัทน้ำมันเหล่านี้ บีบีซีไทยพูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์ และองค์กรเพื่อผู้บริโภคเพื่อสำรวจถึงวิธีการคำนวนค่าการกลั่น และเงื่อนไขในการทำให้ราคาน้ำมันในประเทศไทยถูกลง

ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ณ โรงกลั่น ถูกกำหนดจากอะไร

"ราคา ณ โรงกลั่น" คือองค์ประกอบในโครงสร้างราคาน้ำมันที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่ามีความผันผวนตามตลาดโลก

ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่า การกำหนดราคา ณ โรงกลั่นมีวิธีคิด 2 รูปแบบหลัก คือ หนึ่ง การตั้งราคาเทียบการนำเข้าสำเร็จรูป (Import Parity Basis) และสอง การตั้งราคาจากต้นทุนบวกกําไร (Cost Plus)

ปัจจุบัน ประเทศไทยใช้หลักการอ้างอิงราคากลางจากน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ (Mean of Platts Singapore - MOPS) ซึ่งเป็นวิธีคิดในรูปแบบที่หนึ่ง แล้วบวกเพิ่มด้วยค่าใช้จ่ายในการนำเข้า หรือค่าพรีเมียม (เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าปรับปรุงคุณภาพ และค่าสูญเสีย) กระทรวงพลังงานระบุว่าสาเหตุที่ต้องอิงตลาดสิงคโปร์เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการค้าพลังงานของเอเชียที่มีผู้ค้าจำนวนมาก จึงสามารถสะท้อนอุปสงค์และอุปทานที่แท้จริงของภูมิภาคได้

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารโครงสร้างราคาน้ำมันของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นอกจากส่วนของราคา ณ โรงกลั่นแล้ว ราคาของน้ำมันที่ขายปลีกที่หน้าปั๊มยังประกอบด้วยตัวแปรสำคัญที่ถูกแจกแจงรายละเอียดไว้ท้ายตาราง ได้แก่ "ค่าการตลาด" และ "ค่าการกลั่น"

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้นิยาม "ค่าการตลาด" ไว้อย่างชัดเจนว่า คือรายได้ที่ครอบคลุมต้นทุนธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่คลังเก็บ การขนส่ง สถานีบริการ ไปจนถึงค่าบริหารจัดการและพนักงาน ในขณะที่การให้คำนิยามสำหรับ "ค่าการกลั่น" นั้นกลับพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์

ค่าการกลั่น คืออะไร

เพจเฟซบุ๊ก EEPO Thailand ของ สนพ. อธิบายความหมายของ "ค่าการกลั่น" (Gross Refining Margin - GRM) ว่าคือส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับต้นทุนน้ำมันดิบ ซึ่งยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโรงกลั่น เช่น ค่าขนส่ง ค่าพลังงาน ดอกเบี้ย และภาษี

คำอธิบายนี้ตรงกับเอกสารโครงสร้างราคาน้ำมันของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ที่ระบุว่าเป็น "ตัวเลขประมาณการกำไรเบื้องต้นของโรงกลั่นน้ำมันก่อนหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่รวมค่า Crude Premium ค่าจ้างเรือที่เพิ่มขึ้น และอื่น ๆ ในกรณีเกิดภาวะไม่ปกติ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์"

นิยามดังกล่าวยังสอดคล้องกับคำแถลงของกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ยืนยันว่าค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิของผู้ประกอบการ แต่เป็นเพียงดัชนีส่วนต่างราคาน้ำมันในตลาดโลก (Market GRM) ที่ยังไม่ได้นำมาหักต้นทุนที่โรงกลั่นต้องแบกรับ

อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตว่าในเอกสาร สนพ. ที่เผยแพร่หลังวันที่ 9 เม.ย. ได้เพิ่มนิยาม ค่าการกลั่นที่ถูกปรับให้สอดคล้องกับภาวะวิกฤต (Adjusted GRM) ซึ่งรวมค่าพรีเมียมและค่าขนส่งจากภาวะวิกฤตเข้าไปแล้ว โดยตัวเลขล่าสุดเมื่อ 26 มี.ค. อยู่ที่ 4.11 บาท/ลิตร

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักเศรษฐศาสตร์พลังงาน และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อธิบายว่า ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมานี้มีไว้เพื่อเทียบให้เห็นว่า GRM หากไม่รวมค่าพรีเมียมอื่น ๆ แท้จริงอยู่ที่เท่าไร ซึ่งเกือบจะเป็นตัวแทนของกำไรส่วนเกินก็ว่าได้

"เขาดู GRM กับ GRM Adjusted เพื่อที่จะบอกว่ามันมีกำไรส่วนเกินมากน้อยแค่ไหน เพราะ GRM Adjusted เกือบจะเป็นตัวแทนของกำไรส่วนเกินก็ว่าได้" ศ.ดร.พรายพล ซึ่งเป็นอดีตคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงระบุ

อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าค่าการการกลั่นนี้ยังอาศัยการอ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์อยู่

ทำไมต้องอ้างอิงค่าการกลั่นจากสิงคโปร์

รศ.ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าตัวเลขที่ไทยใช้อ้างอิงค่าการกลั่นของตนคือตัวเลขจากค่าการกลั่นสิงคโปร์ (Singapore gross refining margin - SGRM)

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ รศ.ดร.ภูรี ชี้ว่าในด้านเทคนิค ธุรกิจโรงกลั่นมีลักษณะเป็น "ต้นทุนร่วม" (joint costs) ที่ผลิตน้ำมันหลายชนิดออกมาพร้อมกัน การแยกคำนวณต้นทุนต่อหน่วยผลิตภัณฑ์จึงมีความซับซ้อนมาก โรงกลั่นในสิงคโปร์เป็นโรงกลั่นที่ผลิตเพื่อการส่งออกจึงมีศักยภาพในการคำนวณต้นทุน และด้วยศักยภาพในการผลิตทำให้ในสภาวะปกติตัวเลขค่าการกลั่นจากสิงคโปร์อาจจะต่ำกว่าตัวเลขค่าการกลั่นที่คำนวณด้วยศักยภาพของโรงกลั่นน้ำมันไทย

"มันเป็นธุรกิจที่เวลาคิดต้นทุนต่อผลิตภัณฑ์หนึ่งมันหาตัวเลขยาก... เขาสามารถที่จะบริหารจัดการโรงงานของเขามีเป็นระดับคอมเพล็กซ์ได้ดีกว่าจนกระทั่งออกมาแล้วว่านี่คือค่าการกลั่นของดีเซล ของเบนซิน" เธอกล่าว

ด้าน ศ.ดร.พรายพล ระบุเหตุผลว่า ตลาดสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันของภูมิภาค เป็นตลาดเสรีที่รัฐบาลไม่ได้แทรกแซง ข้อมูลการผลิตถูกรวบรวมจากการซื้อขายจริงทุกวัน จึงได้รับการยอมรับว่าครบถ้วนและน่าเชื่อถือ

  • ข้อดีและข้อเสียของการอิงราคาสิงคโปร์

รศ.ดร.ภูรี ระบุว่าแม้จะมีข้อดีในแง่ความน่าเชื่อถือและการสะท้อนกลไกตลาดเสรี แต่การอิงราคาสิงคโปร์ก็มีผลกระทบด้านลบเช่นกัน โดยสิงคโปร์ต้องการน้ำมันดิบมากกว่าไทย ในยามวิกฤตสงคราม เมื่อโรงกลั่นสิงคโปร์เข้าถึงน้ำมันดิบได้น้อยลง กำลังการผลิตที่ลดลงจะดันให้ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุในบทความเรื่อง "ตรึงราคา" สู่ "ความจริง" โจทย์พลังงานไทย ไปทางไหนต่อ? ไว้เช่นกันว่า ระบบการอ้างอิงราคา MOPS ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่นไทย เพราะระบบนี้ใช้วิธีคำนวณเสมือนการนำเข้าน้ำมันจากสิงคโปร์มายังไทย ทำให้มีการบวกต้นทุนแฝงที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงจากการผลิตในประเทศ เช่น ค่าขนส่งและค่าประกันภัยการเดินทาง

จากโครงสร้างราคาดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามต่อตัวเลขค่าการกลั่นที่สูงอย่างมากในไทย

ข้อมูลจาก สนพ. ระบุว่าค่าการกลั่นของไทยช่วงวันที่ 1-10 เม.ย. กระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 16.40 บาทต่อลิตร

รศ.ดร.ภูรี ตั้งข้อสังเกตว่า ตัวเลขนี้ไม่ได้แปรผันไปในทิศทางเดียวกันกับราคาในตลาดสิงคโปร์

"ตอนที่สิงคโปร์แพงที่สุดเนี่ย คือตอนที่[ค่าการกลั่น]มันเป็น 35.5 เหรียญต่อบาร์เรล เพราะฉะนั้นเวลาที่คำนวณค่าการกลั่นออกมาเนี่ยมันจะออกมาที่ประมาณ 7 บาท[/ลิตร] ซึ่งมันก็จะตรงกับเดือน มี.ค. ของเรา" เธอระบุ

"ถ้าอิงสิงคโปร์มาตลอด ทำไมตอนนี้อยู่ ๆ มันแพงกว่าสิงคโปร์เยอะเลย" ดร.ภูรี ตั้งคำถาม

"พอพ้นจาก 7 บาทต่อลิตรไปในเดือน มี.ค. แล้วมันรวมอะไรขึ้นมาจนกลายเป็น 15-17 [บาท/ลิตร]" เธอกล่าวต่อว่า "สิ่งที่อยากจะรู้มากกว่าก็คือจริง ๆ แล้วค่าการกลั่นทั้งในช่วงก่อนสงครามและช่วงนี้ สูตรที่บอกว่าสิงคโปร์แล้วบวก มันบวกยังไง... ตอนก่อนสงครามอาจจะเป็นค่าขนส่ง เป็นค่าประกัน แต่ตอนนี้พอมีสงครามก็เลยสิงคโปร์บวกค่าขนส่ง บวกค่าประกัน บวก war premium เข้าไปด้วย ก็ควรทำให้โปร่งใส"

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยในวันนี้ (17 เม.ย.) โดยยอมรับว่าอัตราค่าการกลั่นน้ำมันในปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงผิดปกติจริง "ต้นเดือนเมษายน [วันที่] 1-15 ค่าเฉลี่ย GRM ตามที่คำนวณแบบเดิมมันอยู่ที่ประมาณ 15 [บาท/ลิตร] ซึ่งมันสูงผิดปกติแน่นอน"

ทางเลือกการคำนวณค่าการกลั่นแบบอื่น ๆ

  • วิธี "ต้นทุนบวกกำไร" (Cost plus)

ดร.อารีพร และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง เสนอให้ยกเลิกการอ้างอิงราคาจากสิงคโปร์ แล้วหันมากำหนดกติกาใหม่โดยใช้ต้นทุนจริง

"หากสามารถใช้ราคาต้นทุนที่แท้จริงหน้าโรงกลั่นได้ ก็จะทำให้ไทยมีราคาน้ำมันที่ถูกลงได้ และยังเป็นการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย" ดร.อารีพรระบุในบทความเดียวกัน

ข้อเสนอเดียวกันนี้ถูกเสนอโดย ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเสนอให้ยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันโลกจากสิงคโปร์ทันทีและกำหนดกติกาใหม่ให้โรงกลั่นมีรายได้เฉพาะค่าการกลั่นในอัตราที่รัฐกำหนด

อย่างไรก็ดี ศ.ดร.พรายพล อธิบายว่า วิธี "ต้นทุนบวกกำไร" (Cost plus) ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะโรงกลั่นแต่ละแห่งมีเทคโนโลยีและต้นทุนต่างกัน การหาต้นทุนกลางจึงทำได้ยากและอาจทำลายบรรยากาศการแข่งขัน

  • สูตรประนีประนอม

ศ.ดร.พรายพล เสนอสูตรแบบประนีประนอม ผ่านรายการข่าวข้นคนข่าว สถานีโทรทัศน์ NationTV22 เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยให้รายละเอียดว่าสูตรดังกล่าวนี้ยังคงการอิงราคา MOPS ไว้เป็นตัวตั้ง แต่หักลบด้วยต้นทุนและกำไรในระดับเพดานสูงสุดที่รัฐกำหนดเองได้ โดยยกตัวอย่างราคาในวันที่ 1 เม.ย. 69 เช่น

  • ต้นทุนน้ำมันดิบ: อิงราคาตลาดตามปกติ (โดยยกตัวอย่างที่ราคาประมาณ 122 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล)
  • ค่าพรีเมียมความเสี่ยง (War Premium): บวกต้นทุนเผื่อให้ในระดับสูงสุดที่ 24 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือคิดเป็นประมาณ 5 บาทต่อลิตร
  • ค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย: บวกต้นทุนเพิ่มให้ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือคิดเป็นประมาณ 2 บาทต่อลิตร
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) รวมต้นทุนที่เกิดขึ้นในการกลั่น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรง ค่าเสื่อมอุปกรณ์ และดอกเบี้ย
  • กำไรปกติ (Normal Profit): บวกผลตอบแทนให้ตามตัวเลขเพดานสูงสุดที่โรงกลั่นเป็นผู้ร้องขอเอง คือ 40 สตางค์ต่อลิตร

"ผมก็ถาม[โรงกลั่น]ว่ากำไรปกติเท่าไหร่ เค้าก็บอกขอ 40 สตางค์ต่อลิตรก็พอแล้ว ผมก็ใส่ไป 40 สตางค์ต่อลิตร เอาเพดานสูงสุดที่เขาขอเลย" เขาระบุ

ศ.ดร.พรายพล เสนอว่า หากนำรายได้ส่วนเกินนี้มาลดราคาหน้าโรงกลั่นลงลิตรละ 5 บาท ฐานการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจะลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าปั๊มสามารถปรับลดลงได้จริงถึง 5.30 บาทต่อลิตร โดยเขาได้นำข้อเสนอนี้เสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบราคา (คตร.) ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการในขณะนั้น

อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุด วันที่ 7 เม.ย. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่นลงเพียง 2 บาทต่อลิตร สำหรับน้ำมันดีเซลบางชนิด

"2 บาทนี่มันก็ดูค่อนข้างน้อยนะ เทียบกับที่มันขึ้นเอา ๆ 10 กว่าบาทแล้ว ก็น่าจะมากกว่านี้ได้" ศ.ดร.พรายพล กล่าวกับบีบีซีไทย

ล่าสุดวันนี้ (17 เม.ย.) เอกนัฏ ระบุเพิ่มเติมว่ากระทรวงพลังงานได้สั่งการให้เร่งพิจารณาโครงสร้างราคาใหม่ โดยกำชับให้กลุ่มโรงกลั่นส่งรายงานต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมดอย่างละเอียด ครอบคลุมทั้งราคาน้ำมันดิบ ค่าพรีเมียมความเสี่ยงจากสถานการณ์สงคราม ตลอดจนค่าขนส่งและเบี้ยประกันภัยที่ปรับตัวสูงขึ้น เพื่อนำมาใช้เป็นฐานในการประเมินหาอัตราค่าการกลั่นให้มีความสมเหตุสมผลและสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

"รอบต่อไปเนี่ย ทำนายได้เลยว่าต้องลบมากกว่า 2 บาทแน่นอน" รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานระบุผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย

ภาษีลาภลอย (windfall tax) จะเป็นทางออกได้ไหม

นอกเหนือจากการคุมราคาน้ำมัน ณ โรงกลั่น การจัดเก็บ "ภาษีลาภลอย" (Windfall Tax) ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกเสนอเพื่อจัดการกับกำไรส่วนเกินของธุรกิจโรงกลั่นในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงาน

ผศ.ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาองค์กรของผู้บริโภค อธิบายกับบีบีซีไทยถึงแนวคิดว่า การจัดเก็บภาษีลาภลอยอาจเกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบการมีกำไรสูงผิดปกติเท่านั้น โดยหากกำไรสูงกว่าอัตราเฉลี่ยเพียงเล็กน้อย เช่น ราว 10-12% รัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซง แต่หากกำไรพุ่งเกินเกณฑ์ที่ตกลงกันไว้ เช่น มากกว่า 20% ส่วนที่เกินจากระดับนั้น รัฐอาจจัดเก็บกลับในสัดส่วนสูงถึงราว 75% ซึ่งเขามองว่าเป็นแนวทางที่เป็นธรรม และมุ่งจัดการเฉพาะกำไรส่วนเกินอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเก็บจากผู้ประกอบการในสถานการณ์ปกติ

ด้าน รศ.ดร.ภูรี ระบุว่าการเก็บภาษีลาภลอยมีการบังคับใช้แล้วในประเทศอินเดีย ซึ่งมีกำลังการกลั่นน้ำมันระดับแนวหน้าอันดับ 1 ของโลก นอกจากนี้ ยังมี 5 ประเทศในสหภาพยุโรป ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี สเปน โปรตุเกส และออสเตรีย ที่ได้รวมตัวกันเพื่อเสนอเรื่องการเก็บภาษีจากกำไรที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากสงครามต่อคณะกรรมาธิการยุโรป

"มันเหมือนกันทุกประเทศ ก็คือรัฐบาลพอหมดเครื่องมือแล้วเขาก็ต้องไปที่ภาษีลาภลอย แต่ประเทศที่พูดมาทั้งหมดนี้เขาก็ลดภาษีสรรพสามิตนะ" เธอระบุ

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ได้ให้มุมมองที่แตกต่างออกไป

"การจะเก็บภาษีลาภลอยจากค่าการกลั่นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องคำนวณว่ากำไรจริง ๆ เป็นเท่าไร ก็ต้องรอเวลาให้เห็นทั้งช่วงที่กำไรและช่วงที่ขาดทุน อย่างนี้ขั้นตอนจะซับซ้อนและอาจไม่สะท้อนภาพรวมทั้งหมด ก็มีความเสี่ยงว่าจะไม่เป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกจัดเก็บภาษี" เขาอธิบาย

นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์พลังงานรายนี้ยังให้ความเห็นว่ามาตรการภาษีนั้นไม่ทันต่อการแก้ไขวิกฤตเฉพาะหน้า เนื่องจากต้องออกเป็นพระราชบัญญัติซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะผ่านการพิจารณาของรัฐสภา

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าววันที่ 7 เม.ย. ว่า รัฐบาลยังไม่ได้มีการหารือในประเด็นภาษีลาภลอยเนื่องจากเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนด้านโครงสร้างราคา โดยชี้ว่าโรงกลั่นต้องแบกรับต้นทุนน้ำมันดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่ค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้เป็นผลจากกลไกราคาในตลาดโลก ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงทางธุรกิจ และอาจดูเหมือนเป็นลาภลอยเมื่อราคาสูงขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการก็ต้องเผชิญภาระขาดทุนเช่นเดียวกัน

ทางออกระยะยาว

ในระยะยาวนั้นสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างธุรกิจโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาด นอกจากนี้รัฐบาลต้องเจรจาแสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงต้องบูรณาการแผนพลังงานระดับชาติเพื่อป้องกันการลงทุนในโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่ขัดแย้งกับเป้าหมายด้านประสิทธิภาพพลังงาน

นอกจากนี้ ทั้ง TDRI และ ศ.ดร.พรายพล เสนอตรงกันว่าประเทศไทยต้องมีการทบทวนและสร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาวะวิกฤต

ขณะที่ด้านกฎหมาย ศ.ดร.พรายพล เสนอให้ปรับปรุง พ.ร.ก.ป้องกันและแก้ไขปัญหาภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ให้มีความชัดเจนและทันสมัยมากขึ้น

นอกจากนี้ เขายังชี้ว่าปัจจุบันประเทศไทยยังขาดข้อมูลเชิงลึกจากภาคเอกชน ทำให้ทางเลือกในการตั้งราคาจากต้นทุนจริงทำได้ยาก "ควรจะทันการมากกว่านี้ ควรจะสมบูรณ์ครบถ้วน และก็สามารถที่จะตรวจสอบได้เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนระหว่างข้อมูลที่โรงกลั่นให้และที่ภาครัฐนำไปใช้งาน"

ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อเสนอของ รศ.ดร.ภูรี ที่เสนอให้จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลตลาดน้ำมันโดยเฉพาะ คล้ายกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่ดูแลภาคไฟฟ้าเพื่อบังคับให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นและค่าการกลั่นแบบแยกย่อยออกมาให้ประชาชนตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

อย่างไรก็ดี ผศ.ประสาท มีแต้ม ชี้ว่าอำนาจการควบคุมราคาไม่ได้อยู่ในมือผู้บริโภค การแก้ปัญหาด้วยความพยายามจัดการพลังงานฟอสซิลเพียงอย่างเดียวจึงไม่ตอบโจทย์

เขาระบุว่า โลกในปัจจุบันกำลังก้าวพ้นยุคพลังงานฟอสซิล และประเทศไทยไม่อาจยึดติดกับ "สารเสพติด" ชนิดเดิมได้อีกต่อไป จากที่ไทยเคยนำเข้าพลังงานเพียง 2.4% ของ GDP ในปัจจุบันตัวเลขนี้พุ่งทะยานไปถึง 12.3% ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงเกือบที่สุดในโลก ทำให้ไทยสูญเสียอธิปไตยทางพลังงานและความสามารถในการพึ่งพาตนเองไปโดยไม่รู้ตัว

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุระหว่างการแถลงนโยบายว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับนโยบายพลังงานระยะยาว โดยมุ่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด โดยหนึ่งในแนวทางหลักคือการส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ รวมทั้งการสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจลงทุนในโซลาร์ฟาร์มและซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง ขณะเดียวกันยังจะเดินหน้าผลักดันการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น น้ำมัน E20, B10 และ B20

รศ.ดร.ภูรี เห็นด้วยว่าถึงเวลาหันมาส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่มีในประเทศให้มากขึ้น แต่เธอก็ชี้ให้เห็นข้อควรระวังด้วยว่า หากประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างองค์ความรู้และห่วงโซ่อุปทานการผลิตเทคโนโลยีเหล่านี้ในประเทศให้ได้