การแถลงล่าสุดของทรัมป์ในกรณีสงครามในอิหร่าน ทิ้งคำถามอะไรไว้บ้าง ?

Trump walks to the right and away from the camera. On the left, there are two US flags

ที่มาของภาพ, Reuters

    • Author, แกรี โอ'ดอนอฮิว
    • Role, หัวหน้าผู้สื่อข่าวนานาชาติของบีบีซี, ประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือ
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

แม้ก่อนหน้านี้จะมีการคาดหมายกันไว้แล้วบ้างว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกาจะมีการแถลงอะไรบ้างจากทำเนียบขาวในเวลาเย็นวันพุธที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับช่วงเช้าตามเวลาไทยในวันนี้) แต่โดยรวมแล้ว สาระกลับไม่แตกต่างจากการแถลงข่าวที่เขาเคยพูดในประเด็นสงครามกับอิหร่านมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายวันที่ผ่านมา

ตลอดระยะเวลา 20 นาที ในการแถลงข่าวในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ ทรัมป์ระบุว่า หลังจากดำเนินการสู้รบมาเป็นเวลาหนึ่งเดือน "เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์หลัก" ของปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลัง "ใกล้บรรลุผล" และคาดว่าสงครามจะยืดเยื้อต่อไปอีกประมาณสองถึงสามสัปดาห์

เขายังกล่าวถึงคำขู่ต่ออิหร่านไม่ต่างจากเคย รวมถึงการย้ำอีกครั้งว่าจะถล่มประเทศดังกล่าว "ให้ย้อนกลับไปสู่ยุคหิน"

ถ้อยคำหลายส่วนแทบไม่แตกต่างจากข้อความที่เขาโพสต์บนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล (Truth Social) ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หากคัดลอกและนำมารวมกัน ก็แทบจะเป็นเนื้อหาเดียวกับการแถลงครั้งนี้

ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามชี้ชวนให้ชาวอเมริกันเห็นถึงความชอบธรรมของสงครามครั้งนี้ สมเหตุสมผลแล้วที่เขาทำเช่นนั้นเพราะผลสำรวจความคิดเห็นยังคงบ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ยังคงไม่เห็นด้วยกับปฏิบัติการทางทหารที่เขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569

เขาเรียกร้องให้ประชาชนมองว่าสงครามครั้งนี้เป็นเหมือน "การลงทุน" เพื่ออนาคตของพวกเขา และระบุว่า ความขัดแย้งนี้ไม่อาจเทียบได้กับสงครามอื่น ๆ ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งสหรัฐฯ เคยเข้าไปพัวพันและต้องใช้เวลานานกว่านี้มาก

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่หวังจะได้เห็นคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางของสงคราม หรือแนวทางการถอนตัวของสหรัฐฯ การแถลงครั้งนี้ยังคงไม่ให้ความกระจ่างอยู่ดี เนื้อหามีช่องว่างสำคัญหลายประการและทิ้งคำถามจำนวนมากไว้โดยไม่มีคำตอบ

Smoke rises from explosions that struck buildings in Tehran, Iran on 1 April 2026

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อิสราเอลยังคงโจมตีอิหร่านอย่างไม่ลดละ

ประการแรก อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ขณะเดียวกันก็ยังต้องรับมือกับการเป็นเป้าถูกโดรนและขีปนาวุธพุ่งเข้ามาโจมตีเองด้วย เหตุการณ์ล่าสุดในกรุงเทลอาวีฟเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นวันพุธที่ผ่านมาโดยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเทศกาลปัสกาจะเริ่มต้นขึ้น

คำถามสำคัญประการหนึ่งคือ รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู เห็นพ้องกับกรอบเวลาที่ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุไว้หรือไม่ ว่าสงครามจะยืดเยื้อต่อไปอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งในเวลานี้ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

ประการที่สอง แผนสันติภาพ 15 ข้อที่ทำเนียบขาวพยายามผลักดันให้อิหร่านยอมรับเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้หายไปไหน แผนดังกล่าวไม่ได้รับการกล่าวเลยในการแถลงของทรัมป์เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมาแม้แต่น้อย คำถามคือ สหรัฐฯ กำลังยกเลิกข้อเรียกร้องหลายประการในแผนนั้น รวมถึงการนำคลังยูเรเนียมที่ได้รับการเสริมสมรรถนะของอิหร่านกลับคืนหรือไม่

เช่นเดียวกัน ประเด็นนี้เองก็ยังไม่มีความชัดเจน

นอกจากนี้ ประเด็นแกนกลางของความขัดแย้งครั้งนี้คือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งช่องแคบแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่คับคั่งที่สุดของโลก และในขณะนี้ถูกอิหร่านปิดโดยสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะยังไม่มีท่าทีที่แน่ชัดในเรื่องดังกล่าว

ช่วงเวลาหนึ่งเขาเรียกร้องให้อิหร่านอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันเดินทางผ่านได้ แต่ไม่นานหลังจากนั้นกลับบอกกับชาติพันธมิตรให้ไปจัดการกันเอง "ไปที่ช่องแคบแล้วก็ยึดเอาไว้สิ ปกป้องมันสิ จะได้ช่องแคบได้ด้วยตัวเอง" ทรัมป์กล่าวเมื่อวันพุธ "ส่วนที่ยากได้ผ่านไปแล้ว ที่เหลือจึงควรจะง่าย"

จากนั้นเขากล่าวเพียงสั้น ๆ โดยไม่ขยายความเพิ่มเติมว่า ช่องแคบดังกล่าวจะกลับมาเปิดได้ "ตามธรรมชาติ" เมื่อสงครามยุติลง ซึ่งไม่น่าจะช่วยคลายความกังวลของฝ่ายที่วิตกเกี่ยวกับราคาน้ำมันได้มากนัก

ทรัมป์นั้นพุ่งเป้าวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรบางประเทศ ในช่วงหนึ่งเขาระบุว่าเหล่าพันธมิตรควร "รวบรวมความกล้าหาญเสียที แม้จะล่าช้านัก" และเป็นผู้นำปฏิบัติการเปิดช่องแคบดังกล่าว เขาพูดเช่นนั้นหลังจากที่เขาให้สัมภาษณ์ในวันเดียวกันว่าสหรัฐฯ อาจถอนตัวออกจากพันธมิตรทางทหารนาโต

อย่างไรก็ดี วาทกรรมลักษณะนั้นกลับไม่ปรากฏอยู่เลยในการแถลงครั้งนี้ แม้ก่อนหน้านั้นจะมีการบรรยายสรุปจากฝ่ายบริหารว่า ประเด็นดังกล่าวจะเป็นสาระสำคัญของสุนทรพจน์ในค่ำคืนนี้ก็ตาม

A woman in a white dress is standing in the centre of the photo. She is using a pump for a white car at a petrol station in Washington DC

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ราคาค่าเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยสูงกว่า 4 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 130 บาท) ต่อแกลลอนเป็นครั้งแรกในรอบสี่ปี

อีกหนึ่งคำถามสำคัญที่ยังคงไร้คำตอบ คือบทบาทของกำลังพลภาคพื้นดิน ทหารนาวิกโยธินและพลร่มนับพันนายกำลังเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง แต่พวกเขาจะถูกส่งไปทำอะไรแน่

ความเป็นจริงคือ หลังการแถลงต่อประชาชนครั้งนี้เรากลับยังไม่เข้าใจชัดเจนขึ้นเลยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มองนิยามของ "ชัยชนะ" ในสงครามครั้งนี้ไว้อย่างไร

และเมื่อพิจารณาจากถ้อยแถลงของเขาในแต่ละวัน ซึ่งมักจะขัดแย้งกันเอง สถานการณ์ทั้งหมดจึงยังคงอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งสูงเกิน 4 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 130 บาท) ต่อแกลลอน เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสี่ปี และคะแนนนิยมของประธานาธิบดีกำลังดิ่งลงอย่างหนัก เพียงไม่กี่เดือนก่อนที่สหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งกลางเทอม และมีความสำคัญเนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวชี้ขาดว่าใครจะครองเสียงข้างมากในรัฐสภา

ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังมองหาทางออกจากสงครามครั้งนี้ และยังคงต้องลองผิดลองถูกเพื่อค้นหาทางนั้นต่อไป