ตัดทางลำเลียงเชื้อเพลิง ยูเครนระดมโจมตีเรือรัสเซียใกล้ไครเมีย เสียหายหนักแค่ไหน ?

คำบรรยายวิดีโอ, กองทัพยูเครนเผยแพร่วิดีโอการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันรัสเซียด้วยโดรนทางทะเล
    • Author, อิลยา อาบิเชฟ
    • Role, บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย
    • Author, พอล บราวน์
    • Role, บีบีซีเวริฟาย (BBC Verify)
    • Author, พอล เคอร์บี
    • Role, บรรณาธิการดิจิทัลประจำยุโรป
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

กองทัพยูเครนได้ยกระดับการโจมตีใกล้คาบสมุทรไครเมียที่ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียด้วยการโจมตีเส้นทางขนส่งลำเลียงทางทะเล หลังจากก่อนหน้านี้ได้โจมตีเส้นทางยุทธศาสตร์ทางบกของรัสเซียที่เชื่อมต่อกับคาบสมุทรแห่งนี้ไปแล้ว

โรเบิร์ต บรอฟดี ผู้บัญชาการกองกำลังโดรนของยูเครน หรือที่เป็นที่รู้จักในชื่อ "มาเดียร์" (Magyar) กล่าวว่า มีเรืออย่างน้อย 25 ลำถูกโจมตีจนเกิดเพลิงไหม้ในช่วง 4 วันที่ผ่านมาในทะเลอาซอฟ ซึ่งเป็นทะเลปิดที่เชื่อมต่อกับทะเลดำผ่านช่องแคบเคิร์ช

ความสูญเสียในช่วงระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้ถือเป็นการลดทอนขีดความสามารถทางทะเลของรัสเซียอย่างชัดเจน อีกทั้งยังกระทบต่อการรับประกันของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ที่จะคงไว้ซึ่งอุปทานการจัดส่งเชื้อเพลิง

การโจมตีเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นระลอกล่าสุดของปฏิบัติการที่ยูเครนประกาศว่าเป็น "การปิดล้อมทางโลจิสติกส์" ซึ่งมุ่งเป้าตัดเส้นทางลำเลียงและการส่งกำลังเข้าและออกของดินแดนไครเมียที่ถูกยึดครอง

กองทัพยูเครนระบุว่ามีเรือ 36 ลำถูกโจมตี และส่วนใหญ่เป็นเรือของ "กองเรือเงา" รัสเซีย ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่แท้จริงยังไม่แน่ชัด เนื่องจากเรือบางลำอาจถูกโจมตีมากกว่าหนึ่งครั้ง และไม่สามารถยืนยันการโจมตีทั้งหมดได้อย่างอิสระ

A still image of an oil tanker under attack from a drone in a black and while nighttime image

ที่มาของภาพ, Magyar/Social media

คำบรรยายภาพ, ภาพการโจมตีที่ถูกบันทึกได้จากกล้องโดรนของยูเครน

ภาพเรือบรรทุกน้ำมันลอยลำในทะเลอาซอฟบริเวณนอกชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงเหนือของไครเมียที่ถูกรัสเซียยึดครอง เป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป เนื่องจากที่ท่าเรือเคิร์ชที่คาบสมุทรแห่งนี้มีสถานีขนถ่ายน้ำมัน

ท่าเรือเคิร์ชถูกยูเครนโจมตีเมื่อเดือนที่แล้ว และการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมของบีบีซีเวริฟายแสดงให้เห็นว่าจำนวนเรือบรรทุกน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าวลดจำนวนลงไปในช่วงหลายวันหลังจากนั้น

ภาพในช่วงเวลากลางคืนของการโจมตีครั้งล่าสุดเริ่มปรากฏบนโซเชียลมีเดียตั้งแต่เช้าตรู่วันอังคาร (7 ก.ค.) และผู้บัญชาการหน่วยโดรนของยูเครน ได้ให้รายละเอียดการโจมตีในแต่ละวันตั้งแต่วันที่ 6-9 ก.ค.

ยูรี สลูย์ซาร์ ผู้ว่าการแคว้นรอสตอฟของรัสเซีย ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่เป็นเรือเปล่าสองลำถูกโจมตีเมื่อวันพุธ (8 ก.ค.) ในอ่าวตากันร็อกทางตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลอาซอฟ โดยเรือทั้งสองลำยังคงมีเกิดเพลิงไหม้อยู่ในวันพฤหัสบดี (9 ก.ค.)

บรอฟดีบอกว่าเรือบรรทุกน้ำมันสองลำที่ถูกโจมตีเมื่อต้นสัปดาห์ แต่ละลำบรรทุกเชื้อเพลิงราว 7,000 ตันจากพื้นที่ตากันร็อกเพื่อลำเลียงไปยังคาบสมุทรไครเมีย

ภาพถ่ายดาวเทียมภาพหนึ่งซึ่งบันทึกเมื่อวันพุธ (8 ก.ค.) แสดงให้เห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่ลอยขึ้นจากเรือลำหนึ่งที่อยู่ห่างชายฝั่งไครเมียราว 4.2 กิโลเมตร

Map showing part of Crimea and the Sea of Azov
คำบรรยายภาพ, แผนที่แสดงส่วนหนึ่งของคาบสมุทรไครเมียและทะเลอาซอฟ โดยจุดที่ถูกวงกลมล้อมรอบคือบริเวณที่มีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาจากเรือ ในวันที่ 8 ก.ค.

ข้อมูลจากองค์การนาซาบ่งชี้ว่า เพลิงได้โหมลุกไหม้เรือลำนั้นต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. และมีแนวโน้มว่าจะเป็นผลมาจากการโจมตีระลอกแรกที่กองกำลังโดรนของยูเครนอ้างความรับผิดชอบ

ภาพเดียวกันนี้ยังแสดงให้เห็นเรืออีกประมาณ 20 ลำที่กำลังแล่นจากพื้นที่และมุ่งหน้าลงใต้สู่ทะเลดำ

ผู้บัญชาการกองกำลังระบบรบไร้คนขับของยูเครนระบุชื่อเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกโจมตีหลายลำ ได้แก่ เวเนรา-3, ซานาร์-1, ซานาร์-17, คลีเมนา, เธทิส, อะเล็กเซย์ ซัฟราซอฟ และเปเนโลปา

เรือโดยสารชื่อเอสเคเอส วัน (SKS One) และเรือบรรทุกสินค้าเทกองอีกหนึ่งลำก็ถูกโจมตีที่ท่าเรือเคิร์ชเช่นกัน โดยมีภาพเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย

A night-time image showing a boat in a dock

ที่มาของภาพ, Magyar/Social media

คำบรรยายภาพ, โรเบิร์ต บรอฟดี ผู้บัญชาการกองกำลังโดรนของยูเครน ระบุว่าภาพนี้แสดงให้เห็นเรือโดยสารเอสเคเอส วัน (SKS One) ที่อยู่บริเวณท่าเรือเคิร์ช

อย่างไรก็ดี แม้จะไม่ผ่านทะเลอาซอฟก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน

กองบัญชาการทหารของยูเครนเผยแพร่วิดีโอเมื่อวันพุธ (8 ก.ค.) ที่แสดงให้เห็นการใช้เรือโดรนทางทะเลโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรที่ชื่อว่า บลู (Blue)

ภาพจากกล้องบนโดรนแสดงให้เห็นว่าเรือโดรนไร้คนขับลำนี้ได้หลบหลีกการถูกยิงขณะกำลังแล่นพุ่งเข้าหาเรือบรรทุกน้ำมัน ก่อนที่วิดีโอจะตัดไปเมื่อเข้าใกล้ตัวเรือ

แม้จะไม่สามารถยืนยันสถานที่เกิดเหตุได้ แต่ยูเครนระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นใกล้เมืองยัลตา เมืองตากอากาศริมทะเลดำในคาบสมุทรไครเมียที่ถูกรัสเซียยึดครอง

Map of Crimea
คำบรรยายภาพ, แผนที่คาบสมุทรไครเมีย (ในกรอบเส้นทึบสีดำ) โดยพื้นที่ที่มีการถมสีแดงคือพื้นที่ซึ่งอยู่ในการควบคุมของกองทัพรัสเซีย

การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงในกรุงมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ให้เหตุผลว่าการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันเป็นการตอบโต้การโจมตีของรัสเซียอย่างเหมาะสม และชาวรัสเซียต้องได้ "รู้สึกว่ารัฐของพวกเขาเป็นฝ่ายเริ่มก่อสงคราม"

เขายังกล่าวถึงการโจมตีคลังน้ำมันอีกสองแห่งในแคว้นตเวียร์และสตัฟโรปอลซึ่งอยู่ห่างแนวหน้าออกไปหลายร้อยกิโลเมตร รวมถึงคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในแคว้นรอสตอฟซึ่งไม่ได้เปิดเผยชื่อ แต่เชื่อกันว่าเป็นคลังยุก รูซี (Yug Rusi) ที่ตั้งอยู่บริเวณดินแดนด้านในของอ่าวตากันร็อกด้วย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกยุทธศาสตร์โดรนดังกล่าวของยูเครนว่า เป็นการยกระดับสถานการณ์ ระหว่างที่เขาได้พบกับเซเลนสกีในการประชุมสุดยอดนาโตที่กรุงอังการาเมื่อวันอังคาร (7 ก.ค.) โดยบอกว่า "แต่มันก็เป็นการยกระดับที่อาจช่วยนำไปสู่จุดสิ้นสุดได้"

แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันมานี้ คือขนาดความรุนแรงของการโจมตีด้วยโดรนต่อระบบขนส่งลำเลียงทางทะเลของรัสเซีย

บรอฟดีอ้างว่ามีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันถึง 12 ลำภายในคืนเดียว ตั้งแต่คืนวันพุธต่อเนื่องถึงวันพฤหัสบดี (8 - 9 ก.ค.) และแหล่งข่าวชาวรัสเซียฝั่งที่สนับสนุนสงครามก็ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยทั้งในรายละเอียดหรือความน่าเชื่อถือของวิดีโอเหล่านี้

ช่องเทเลแกรมชื่อว่า มิลิทารี อินฟอร์แมนต์ (Military Informant) ตำหนิว่า การที่เรือบรรทุกน้ำมันเดินทางโดยแทบจะปราศจากการป้องกัน กลายเป็นเหมือนสนามยิงเป้าให้กับผู้ควบคุมโดรนของยูเครน เมื่อไม่มีการคุ้มครองจากกองเรือทะเลดำที่ในปัจจุบันก็แทบจะป้องกันตัวเองไม่ได้

มีฮาอิล ซวินชุค เจ้าของช่องเทเลแกรม รืยบาร์ (Rybar) ตั้งข้อสังเกตว่า กองเรือทะเลดำ "ได้แต่ตั้งรับอยู่ในโนโวรอสซีสก์" แล้วตอนนี้

การโจมตีเหล่านี้จะเป็นความสูญเสียอันน่าเจ็บปวดในขณะที่ขีดความสามารถในการกลั่นน้ำมันกำลังลดลง และเชื้อเพลิงกำลังขาดแคลนโดยเฉพาะบริเวณคาบสมุทรไครเมีย

เมื่อปลายเดือน มิ.ย. ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ประเมินว่าไครเมียมีความต้องการเชื้อเพลิง 70,000 ตันต่อเดือน และได้ให้คำมั่นว่าจะรักษาระดับการลำเลียงเชื้อเพลิงเข้าสู่คาบสมุทรแห่งนี้ด้วยการเพิ่มการขนส่งทั้งทางบกและทางทะเล โดยเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกโจมตีในทะเลอาซอฟอาจบรรทุกเชื้อเพลิงมากกว่าตัวเลขนี้มาก

ตอนนี้กว่า 90% ของภูมิภาคต่าง ๆ ในรัสเซีย มีมาตรการปันส่วนเชื้อเพลิง ไม่ก็เกิดภาวะขาดแคลน ขณะที่รัสเซียได้สั่งห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซลแล้ว โดยมีรายงานการต่อคิวเข้าเติมเชื้อเพลิงในสถานีบริการน้ำมันต่าง ๆ ในเมืองใหญ่หลายแห่ง

ในไครเมีย หน่วยงานทางการต่าง ๆ ที่รัสเซียตั้งขึ้น กำลังเผชิญความยากลำบากในการรับมือกับปัญหาการหยุดชะงักของการจ่ายไฟฟ้าและระบบขนส่ง

ก่อนหน้านี้กองทัพยูเครนได้ทำให้เส้นทางลำเลียงทางบกจากรัสเซียสู่คาบสมุทรแห่งนี้ตกอยู่ในความเสี่ยง และตอนนี้พวกเขาก็กำลังโจมตีเส้นทางลำเลียงทางทะเลด้วยเช่นกัน

รายงานเพิ่มเติมสำหรับบีบีซีเวริฟายโดย อเล็กซ์ เมอร์เรย์, อดัม เดอร์บิน, เควิน เหงียน และทอม ชีล