รู้จัก "อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส" ไดโนเสาร์กินพืชชนิดใหม่ของโลกจากไทย

ที่มาของภาพ, Artwork by Pakorn Chotchaiyaporn
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 8 นาที
นักวิจัยด้านบรรพชีวินวิทยาชาวไทยค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกจากฟอสซิลที่ได้มาจากแหล่งซากดึกดำบรรพ์ใน จ.กาฬสินธุ์ และด้วยลักษณะส่วนลำคอยาวเป็นพิเศษที่ดูคล้ายกับงู มันจึงถูกตั้งชื่อว่า "อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส" (Uragasaurus kalasinensis)
การค้นพบไดโนเสาร์ซอโรพอด (sauropod) กินพืช คอยาว เดิน 4 ขา ขนาดตัวยาว 18-20 เมตร ซึ่งมีอายุประมาณ 150 ล้านปีตัวนี้เป็นผลงานของทีมวิจัยจาก ม.มหาสารคาม
จากงานศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารไซเอนทิฟิค รีพอร์ตส์ (Scientific Reports) เมื่อวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา ระบุว่านี่เป็นการค้นพบไดโนเสาร์วงศ์มาเมนชิซอริเด (Mamenchisauridae) ชนิดแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายของไดโนเสาร์กลุ่มนี้ในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคจูราสสิคและยุคครีเทเชียส
การแกะรอยจากกระดูกสันหลังส่วนอกที่พบในแหล่งภูน้อย จ.กาฬสินธุ์
ดร.อภิรัตน์ นิลพนาพรรณ บัณฑิตปริญญาเอกจากหลักสูตรบรรพชีวินวิทยา วัย 35 ปี คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหาสารคาม ผู้เขียนหลักของงานศึกษาชิ้นนี้ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่าการศึกษาครั้งนี้ใช้กระดูกสันหลังส่วนลำตัวด้านหน้าเป็นชิ้นตัวอย่างตัวต้นแบบ ซึ่งมันถูกอนุรักษ์และจัดแสดงอยู่ที่ศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา ม.มหาสารคาม โดยกระดูกชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของฟอสซิลจำนวนมากที่ขุดค้นได้จากแหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อย ต.ดินจี่ อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์
ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรณีระบุว่า แหล่งซากดึกดำบรรพ์ภูน้อยถูกค้นพบเมื่อปี 2551 โดยนายทองหล่อ นาคำจันทร์ ชาวบ้านคนแรก ๆ ที่พบชิ้นส่วนที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดพญานาค จึงนำซากดึกดำบรรพ์ที่พบบริเวณดังกล่าวไปแจ้งกับทางการ และจากการตรวจสอบในเวลาต่อมาพบว่าสิ่งที่นายทองหล่อพบคือซากดึกดำบรรพ์เกล็ดปลาโบราณของปลาเลปิโดเทศ
เมื่อทีมสำรวจจากพิพิธภัณฑ์สิรินธรเข้าไปสำรวจแหล่งภูน้อย พวกเขายังพบซากดึกดำบรรพ์อื่น ๆ เช่น ฟันไดโนเสาร์ กระดูกไดโนเสาร์ กระจายอยู่ทั่วบริเวณทางทิศใต้ของภูน้อย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการสำรวจและขุดค้นอย่างเป็นระบบ โดยกรมทรัพยากรธรณีและศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา ม.มหาสารคาม พบว่าที่นี่เป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ในยุคจูราสสิคตอนปลายที่มีความหลากหลายของซากดึกดำบรรพ์อย่างมาก และมากกว่า 90% ของซากดึกดำบรรพ์ที่ขุดค้นได้จากแหล่งนี้คือชิ้นส่วนไดโนเสาร์
ก่อนที่ ดร.อภิรัตน์จะเป็นนักศึกษาปริญญาเอกด้านบรรพชีวินวิทยาเต็มตัว เขาเคยพบปะกับ ดร.วราวุธ สุธีธร นักธรณีวิทยาและนักบรรพชีวินผู้บุกเบิกวงการบรรพชีวินวิทยาของไทย และได้พูดคุยกันว่านักบรรพชีวินที่ทำงานในแหล่งภูน้อยทราบตั้งแต่ปี 2554-2555 แล้วว่าหนึ่งในซากดึกดำบรรพ์ที่เจอในแหล่งนี้เป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดวงศ์มาเมนชิซอริเดซึ่งพบในประเทศจีนด้วยเช่นกัน แต่ติดตรงที่ว่ายังไม่สามารถวิเคราะห์หาสายวิวัฒนาการ (Phylogenetic Analysis) ซึ่งเป็นมาตรฐานระเบียบวิธีวิจัยแบบใหม่ในวงการบรรพชีวินวิทยา
โดยปกติแล้วนักวิจัยสาขาอื่น ๆ อาจอาศัยดีเอ็นเอเพื่อสืบหาความเชื่อมโยงทางวิวัฒนาการ แต่เนื่องจากฟอสซิลของไดโนเสาร์ไม่มีดีเอ็นเอหลงเหลืออยู่แล้วเพราะมีอายุหลายล้านปีขึ้นไป นักวิจัยทางบรรพชีวินวิทยาจึงจำเป็นต้องอาศัยร่องรอยและโครงสร้างบนกระดูกมาคำนวณหาสายวิวัฒนาการแทนดีเอ็นเอ
"คุณแค่บรรยายกระดูกว่าไม่เหมือนหรือต่างจากที่อื่น ห่างกันละทวีป เป็นคนละตัวกัน…ไม่ได้ คุณต้องวิเคราะห์สายวิวัฒนาการด้วย นี่แหละครับมันเริ่มเป็นนรกแล้ว เพราะเราต้องหัด ไปเรียน ไปอ่านเปเปอร์เยอะมาก คือผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าที่เรารู้สึกว่าเราโคตรเก่งเรื่องไดโนเสาร์ เราจำชื่อตัวนั้นตัวนี้ได้หมด จริง ๆ มันเป็นแค่เศษเสี้ยวความรู้ หรือว่าเป็นแค่เปลือก" ดร.อภิรัตน์ กล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, HANDOUT/Apirut Nilpanapan
จากการซีทีสแกน (CT scan) ได้เผยให้เห็นโครงสร้างภายในกระดูกของอุรคาซอรัสที่มีลักษณะเป็นโพรงอากาศขนาดเล็กซ้อนกันคล้ายรวงผึ้ง (Camellate internal structure) อันเป็นลักษณ์เด่นของไดโนเสาร์วงศ์มาเมนชิซอริเด แต่สิ่งที่ทำให้ไดโนเสาร์ชนิดนี้แตกต่างจากไดโนเสาร์วงศ์เดียวกันที่เคยค้นพบในแหล่งอื่น ๆ ก็คือโพรงอากาศรูปหยดน้ำบนปีกกระดูกสันหลัง และแผ่นกระดูกรูปตัววาย (Y) บริเวณกลางกระดูกเหนือช่องกระดูกสันหลัง
"โครงสร้างโพรงอากาศที่ไม่เหมือนใครเป็นจุดสุดท้ายที่ทำให้ผมเขียนบรรยายได้ว่า ตัวของภูน้อย... กระดูกชิ้นนี้ ขอได้ชิ้นเดียวนี่แหละ มีโพรงอากาศที่ไม่เหมือนไดโนเสาร์ตัวในโลกนี้ ไม่เหมือนไดโนเสาร์ในวงศ์เดียวกันจากจีน นี่คือจุดที่แตกต่างแล้ว"
บีบีซีไทยถามว่าวินาทีที่ข้อมูลทุกอย่างมาบรรจบกันและพบว่าได้ค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกนี้เป็นอย่างไร ดร.อภิรัตน์เล่าว่า "ผมนี่ทุบคอมเลยครับ (ทำท่าทุบโต๊ะประกอบด้วยความดีใจ) มันเป็นอะไรทั้งสะใจและโล่งใจ มันหลากหลายอารมณ์มาก อย่างหนึ่งคือเราคิดอยู่แล้วว่ามันคือ new species (ชนิดใหม่) ยังไงมันก็ใหม่ แต่ทำยังไงมันก็ไม่ออก แต่สุดท้ายมันก็ออกมาจนได้"
"อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส" ช่วยทำให้เห็นความหลากหลายของไดโนเสาร์คอยาวกินพืชชนิดนี้ในภูมิภาคนี้อย่างไร
ก่อนหน้านี้ ไดโนเสาร์วงศ์มาเมนชิซอริเดเป็นที่รู้กันดีจากการค้นพบในแหล่งซากดึกดำบรรพ์หลัก ๆ ของมณฑลเสฉวนและเขตซินเจียง แต่การพบไดโนเสาร์อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิสของไทย ทำให้ทราบว่าไดโนเสาร์กลุ่มนี้กระจายตัวลงมาถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ไม่ได้มีอยู่แค่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเท่านั้น จากงานศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารไซเอนทิฟิค รีพอร์ตส์
ดร.อภิรัตน์ บอกว่าจากการเทียบขนาดของไดโนเสาร์วงศ์เดียวกันที่พบในจีน และจากหลาย ๆ แหล่งสามารถสรุปได้ว่าอุรคาซอรัสน่าจะมีความยาวจากหัวถึงปลายหางรวมกันประมาณ 18-20 เมตร
อุรคาซอรัสยังมีลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งของไดโนเสาร์วงศ์มาเมนชิซอริเด คือ ลำคอมีความยาวมากกว่าครึ่งหนึ่งของลำตัว และมีหางที่สั้น
"มันเป็นวิวัฒนาการที่ทำให้เขาได้เปรียบ สามารถกินพืชในยอดเรือนสูงได้" เขาอธิบาย "การมีคอยาวก็คือมันถูกออกแบบว่าต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถกินอาหารได้มาก ๆ ในครั้งเดียว การมีคอยาวก็คือคุณไม่ต้องเดิน ไม่ต้องขยับ แค่ยืนเฉย ๆ แล้วกวาดคอไปกินใบไม้ต่าง ๆ มันก็จะประหยัดพลังงานด้วย และแต่ละครั้งที่ขยับมันก็กินได้ปริมาณมาก ไปอยู่ในจุดที่สัตว์กินพืชด้วยกันไปไม่ถึง ทำให้เก็บทรัพยากรส่วนนั้นได้เยอะ"

ที่มาของภาพ, HANDOUT/Apirut Nilpanapan
ด้วยคอที่มีความยาวโดดเด่นเช่นนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ ดร.ศิตะ มานิตกุล จากศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวินวิทยา ม.มหาสารคาม ตั้งชื่อไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกตัวนี้ว่า "อุรคาซอรัส" (Uragasaurus) ซึ่งมาจากคำว่า "อุรค" ในภาษาบาลีสันสกฤตที่มีความหมายว่า "ผู้ที่เคลื่อนที่ด้วยอก" หรือ "งู" รวมกับคำว่า "ซอรัส" ในภาษากรีกที่แปลว่า "กิ้งก่า" หรือ "สัตว์เลื้อยคลาน"
ส่วนคำว่า "กาฬสินธุ์เอนซิส" (kalasinensis) บ่งชี้ถึงที่ตั้งของแหล่งดึกดำบรรพ์ภูน้อย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ขุดค้นพบกระดูกชิ้นนี้
ดร.อภิรัตน์กล่าวอย่างติดตลกว่า "จริง ๆ ผมเรียกกระดูกชิ้นนี้เป็นรหัสมาตลอด" นั่นก็คือ PRC 460 พร้อมกับเปิดเผยว่าเบื้องหลังของชื่อไดโนเสาร์ตัวนี้ว่ายังเกิดจากความตั้งใจที่ต้องการให้สอดคล้องกับความเชื่อเรื่องพญานาคในตำนานท้องถิ่นของกาฬสินธุ์ รวมถึงตอนแรกคาดว่างานวิจัยจะได้เผยแพร่ในวารสารวิชาการช่วงปี 2567-2568 ซึ่งเป็นปีงูมะโรง-มะเส็ง จึงต้องการตั้งชื่อให้สอดคล้องกับปีที่งานเผยแพร่ อันเป็นเกร็ดเล็ก ๆ ที่พวกเขาตั้งใจไว้ในทีแรก
จากความหลงใหลในไดโนเสาร์ตั้งแต่เด็ก การค้นพบครั้งนี้ยังเป็น "สิ่งเหลือเชื่อ"

ที่มาของภาพ, HANDOUT/Apirut Nilpanapan
จริง ๆ แล้ว ดร.อภิรัตน์ไม่ได้เรียนมาทางบรรพชีวินวิทยาโดยตรง เขาจบปริญญาตรีในสาขาชีวสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.ศิลปากร และตามมาด้วยปริญญาโทในสาขาวิทยาศาสตร์ทางทะเลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะตัดสินใจเดินตามความฝันว่าต้องการเป็นนักวิจัยไดโนเสาร์ในระดับปริญญาเอก
เขาเล่าด้วยตาเป็นประกายว่าชอบเรื่องไดโนเสาร์มาตั้งแต่อายุ 4-5 ปี จุดเริ่มต้นคือตาของเขาอ่านหนังสือชื่อว่า "ไดโนเสาร์" ให้ฟัง ซึ่งหนังสือเล่มนี้ ดร.วราวุธ สุธีธร นักบรรพชีวินวิทยาผู้ค้นพบ "สยามโมซอรัส สุธีธรนี" (Siamosaurus Suteethorni) ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ตัวแรกของไทย แปลมาจากงานเขียนของ ดร.เดวิด นอร์แมน นักบรรพชีวินวิทยาชื่อดังจากอังกฤษ
"ช่วง ป.3-ป.4 อาจารย์เขาให้คนในห้องลุกขึ้นแนะนำตัวว่าอยากเป็นอะไร ทุกคนก็บอกว่าอยากเป็นตำรวจบ้าง ทหารบ้าง นายกฯ บ้าง นักบินอวกาศบ้าง แต่ผมลุกขึ้นแล้วบอกว่าอยากเป็นนักวิจัยไดโนเสาร์ ทุกคนก็งง ห้องก็เงียบไปแป๊บนึง แล้วเขาก็หัวเราะกัน ผมเลยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ รู้สึกอายว่าทำอะไรผิดหรือเปล่า" เขาเล่าย้อนความหลัง
ความสนใจในเรื่องไดโนเสาร์ไม่เคยหายไป แต่ด้วยสายอาชีพทางบรรพชีวินวิทยาที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนักในไทย ทางครอบครัวจึงสนับสนุนให้เขาไปทางสายวิทยาศาสตร์ซึ่งมีตลาดงานรองรับแน่นอนกว่า แต่เมื่อเขาเรียนจบปริญญาโทและได้ทดลองไปเข้าค่ายอาสาขุดฟอสซิลที่แหล่งภูน้อยในปี 2560 ก็ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าเขามีความหลงใหลในเรื่องนี้เกินกว่าจะวางลงได้
เขาอธิบายความรู้สึกตอนที่ลงมาขุดค้นฟอสซิลเป็นครั้งแรกในวัย 27 ปี ว่า "มันเหมือนตัวเด็กที่ชอบไดโนเสาร์มันฝ่อ มันหายไปแล้ว แต่พอมาอยู่ตรงนี้ มันเหมือนเมล็ดพืชที่ได้น้ำ มันเหมือนดอกไม้ที่เหี่ยวกลายเป็นหินได้มีชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เป็นความรู้สึกที่ดีมาก"
ดร.อภิรัตน์บอกว่าตนเองยังรู้สึก "เหลือเชื่อ" เมื่อนึกย้อนเส้นทางต่าง ๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากว่า 20 ปีถึงจะได้ศึกษาในสิ่งที่ตนเองคลั่งไคล้ และการใช้เวลาศึกษากระดูกไดโนเสาร์วงศ์มาเมนชิซอริเดชิ้นนี้อยู่ราว 5 ปีกว่าจะค้นพบว่ามันคือชิ้นส่วนของไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกที่มาจากไทย
นอกจากนี้ การค้นพบไดโนเสาร์อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส ยังทำให้เห็นว่าฟอสซิลเพียงชิ้นเดียวก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนได้
"ซากดึกดำบรรพ์ทุกชิ้นที่ค้นพบมีคุณค่าอย่างยิ่ง ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการอนุรักษ์ เพราะเราไม่อาจทราบได้ว่าฟอสซิลชิ้นเล็ก ๆ ที่พบในวันนี้ อาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยไขปริศนาของโลกดึกดำบรรพ์ และนำไปสู่การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้าก็เป็นได้" กรมทรัพยากรธรณี ระบุ































