ไทยใช้งบไปกับเงินเดือน-สวัสดิการ ของข้าราชการเยอะเกินไปหรือไม่ แก้อย่างไร

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ปวีณา นิลบุตร
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

เมื่อ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยพบว่ารายจ่ายเกี่ยวกับบุคลากรเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.43 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 37.9% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด

งบประมาณรายจ่ายประจำปีดังกล่าวถูกจัดสรรการใช้จ่ายไปตามหมวดหมู่ ตั้งแต่ รายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ, รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน, งบกลาง, ไปจนถึงรายจ่ายบุคลากร

โดยรายจ่ายเกี่ยวกับบุคลากรมีการตั้งงบไว้เฉพาะสูงถึง 8.52 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22.5% ของงบทั้งหมด แต่นั่นยังไม่ใช่เม็ดเงินทั้งหมดที่จะถูกนำไปใช้จ่ายกับบุคลากรของภาครัฐ เนื่องจากงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรอีกหนึ่งก้อนใหญ่ได้ไปแฝงอยู่ใน "งบกลาง" อีกราว 5.82 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 82.6% ของงบกลางปี 2570

หากเรารวมงบประมาณรายจ่ายบุคลากรทั้งสองก้อน ยอดรวมจะพุ่งสูงไปถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 37.9% ของงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ทั้งหมด

อย่างไรก็ดี ยอดดังกล่าวยังไม่รวมงบบุคลากรที่ไม่ทราบแน่ชัด ซึ่งจะถูกจัดสรรให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เป็นหน่วยรับงบประมาณโดยตรง เช่น กรุงเทพฯ หรือ เมืองพัทยา เป็นต้น

บีบีซีไทยชวนหาคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ ว่างบประมาณประเทศไทยที่ถูกจัดสรรลงไปกับค่าใช้จ่ายของบุคลากรภาครัฐที่มีอยู่ราว 3 ล้านคนได้สัดส่วนแล้วหรือไม่ และรายจ่ายด้านบุคลากรภาครัฐที่ตอนนี้คิดเป็นเกินกว่า 1 ใน 3 ของงบประมาณประจำปีทั้งหมด ถือว่ามากเกินไปหรือไม่

รายจ่ายบุคลากรภาครัฐใช้งบเท่าไหร่ - แฝงอยู่ตรงไหนบ้าง

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 จำแนกตามกลุ่มรายจ่ายได้เป็น 7 กลุ่ม จากรายงานวิเคราะห์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (สงธ.) หรือ พีบีโอ (Parliamentary Budget Office - PBO) ประกอบด้วย รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ, รายจ่ายบุคลากร, รายจ่ายงบกลาง, รายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ, รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน, รายจ่ายบูรณาการ, รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง, และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย

เมื่อเจาะไปที่งบประมาณที่ถูกจัดสรรไว้ให้กับข้าราชการและบุคลากรของรัฐ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน

1. รายจ่ายบุคลากร: คิดเป็นสัดส่วน 22.5% ของงบทั้งหมด หรือเท่ากับประมาณ 8.52 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

2. รายจ่ายเกี่ยวกับบุคลากรภาครัฐที่รวมอยู่ในงบกลาง: งบบุคลากรที่แฝงอยู่ในงบกลางอยู่ที่ 5.72 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 82.6% ของงบกลาง โดยสามารถแบ่งออกเป็น ค่าใช้จ่ายดังนี้

  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 94,200 ล้านบาท
  • เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 4,670 ล้านบาท
  • เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 389,090 ล้านบาท
  • เงินเลื่อนเงินเดือนและปรับวุฒิข้าราชการ 13,000 ล้านบาท
  • เงินสมทบลูกจ้างประจำ 260 ล้านบาท
  • เงินสำรอง สมทบ และชดเชยของข้าราชการ 71,400 ล้านบาท

3. ค่าใช้จ่ายบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: งบประมาณบุคลากรอีกส่วนจะถูกจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นหน่วยรับงบประมาณโดยตรง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลนคร เทศบาลเมือง และเทศบาลตำบล จากข้อมูลของ สงธ. พบว่างบประมาณในส่วนนี้คิดเป็น 10,263 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ทั้งสามส่วนข้างต้นที่คิดเป็นเงินงบประมาณมากกว่า 1.43 ล้านล้านบาท ยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้ายของเม็ดเงินที่ภาครัฐจ่ายไปกับค่าบุคลากร เนื่องจากมีงบบุคลากรบางส่วนที่ซ่อนอยู่อีก

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) บอกกับบีบีซีไทยว่า นอกจากงบประมาณที่ปรากฏข้างต้น ยังมีงบประมาณบุคลากรที่อาจถูกซ่อนไว้อีก นั่นคือส่วนค่าใช้จ่ายบุคลากรกลุ่มสัญญาจ้าง

"แทนที่รัฐจะจ้างโดยตรง สิ่งที่รัฐทำก็คือสร้างผ่านสัญญาจ้าง ไม่ใช่เรียกว่าลูกจ้าง แต่ว่าทำงานให้กับภาครัฐ โดยที่พวกเงินเดือนต่าง ๆ มันไปซ่อนไว้ในสัญญา ฉะนั้นตรงนี้จะเป็นกลุ่มหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้เยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เป็นระดับภูมิภาค"

คำถามที่สำคัญกว่าคือ "คุ้มค่าหรือไม่"

ปัจจุบัน ไทยมีกำลังคนภาครัฐรวม 3,004,485 คน แบ่งเป็น ข้าราชการ 1.76 ล้านคน และ กำลังคนประเภทอื่น 1.25 ล้านคน จากข้อมูลกำลังคนภาครัฐปี 2567 ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.)

โดยหากเทียบกับประชากรไทยปัจจุบันที่ 65.7 ล้านคน ก็จะประมาณได้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐ 1 คน จะต้องดูแลประชาชน 22 คน

โดยกลุ่มข้าราชการที่มีจำนวนมากสุดคือ ครูและบุคลากรการศึกษา (4.44 แสนคน), ข้าราชการพลเรือนสามัญ (4.14 แสนคน), ทหาร (3.68 แสนคน) และตำรวจ (2.13 แสนคน)

อย่างไรก็ตาม ดร.นณริฏ ระบุว่าการเทียบอัตราเจ้าหน้าที่รัฐต่อจำนวนประชากรเช่นข้างต้นอาจไม่สมเหตุสมผล

"การเทียบตรงไปตรงมาต้องระวัง เพราะมันมี fixed cost (ต้นทุนคงที่) อยู่ด้วย เช่น บางส่วนเป็นเรื่องการป้องกันประเทศ มันก็จะมี fixed cost ที่เราต้องใช้อีกฐานหนึ่งเลยว่า สำหรับการป้องกันประเทศในไซส์แบบนี้ต้องการเท่าไร ซึ่งผมเข้าใจว่าทหารก็จะกินสัดส่วนคนไปเยอะพอสมควร"

ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายบุคลากรกระทรวงกลาโหมคิดเป็นเงินประมาณ 1.11 แสนล้านบาท เกินครึ่งหนึ่งของงบประมาณของกระทรวงกลาโหมที่เสนอไว้ที่ 2.03 แสนล้านบาท

เขาแสดงทัศนะต่อไปว่า การจะดูว่าประเทศไทยมีงบประมาณบุคลากรและจำนวนข้าราชการมากเกินไปหรือไม่เป็นเรื่องที่ "ถกเถียง" กันมานาน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องคำนึงว่า "เราอยากที่จะมีรัฐแบบไหน"

"ถ้าเป็นรัฐสวัสดิการก็ต้องการรัฐใหญ่ ๆ แต่ถ้าเราเป็นรัฐที่เน้นในสายเสรีนิยม ก็จะต้องการรัฐเล็ก ๆ แต่ถ้าเป็นสายอนุรักษยินม ไม่ใช่รัฐสวัสดิการแต่เขาเรียกว่ารัฐจัดการ (centralised) ก็จะเป็นรัฐใหญ่" เขากล่าว พร้อมเสริมว่าตนเป็นคนที่สนับสนุนแนว "สาย lean (ลดจำนวนบุคลากรภาครัฐ)"

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการอาวุโสจากทีดีอาร์ไอเสริมว่าที่ผ่านมารัฐบาลก็มีความพยายามจัดการลดกำลังคนแล้ว "ไม่ใช่ว่าภาครัฐอยู่เฉย ๆ เป็นเสือนอนกิน"

เขายกตัวอย่างความพยามของรัฐในการลดจำนวนบุคลากร เช่น ปิดตำแหน่งงานบางตำแหน่งที่มีผู้เกษียณอายุไป, การตัดสวัสดิการ เช่น การมีขึ้นของพนักงานแห่งรัฐ ซึ่งแทนที่จะได้สวัสดิการแบบข้าราชการก็ได้รับสวัสดิการจากประกันสังคมแทน, หรือการใช้ลูกจ้างที่ไม่ได้รับตำแหน่งงานข้าราชการเพื่อจำกัดการขึ้นเงินเดือน เป็นต้น

ขณะที่ รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทยว่า การตั้งคำถามว่าจำนวนข้าราชการและบุคลากรมีมากไปหรือไม่อาจไม่สำคัญเท่ากับคำถามว่า งบประมาณในส่วนนี้คุ้มค่าหรือไม่

"เรื่องจำนวนบุคลากร จริง ๆ แล้วคำถามที่สำคัญกว่าการมี[บุคลากร]มากไปหรือเปล่า คือคุ้มค่าหรือไม่ สัดส่วนรายจ่ายด้านบุคลากรภาครัฐต่องบประมาณของประเทศไทยถือว่าสูงมากถ้าเทียบกับมาตรฐานโลก" เขาอธิบาย

จากงานศึกษาของ 101 Public Policy Think tank (101 PUB) เมื่อปี 2022 พบว่าสัดส่วนรายจ่ายด้านบุคลากรต่องบประมาณประเทศของไทยมีค่าสูงมากเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยโลก

โดยในปี 2022 งบประมาณรายจ่ายบุคลากรรวมกับงบบุคลากรที่แฝงในงบกลางของไทย คิดเป็นค่าเฉลี่ย 42% ของงบประมาณประเทศ ขณะที่สัดส่วนรายจ่ายด้านบุคลากรต่องบประมาณประเทศตามมาตรฐานโลกมีค่าเฉลี่ย 19.4% โดยประเทศรายได้ปานกลางระดับบนมีค่าเฉลี่ย 23.2% ประเทศเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกมีค่าเฉลี่ย 15.1% และประเทศรายได้สูงมีค่าเฉลี่ยเพียง 14.4% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ทีปกร เน้นย้ำว่าการมีบุคลากรมากก็เป็นไปได้หากนั่นตอบสนองความต้องการของประชาชน

"เรารู้ว่าบุคลากรจำนวนมากมันก็จำเป็น ไม่ว่าจะเป็น ครู แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการประชาชน แต่คำถามสำคัญคือ งบนี้มันเป็นบริการสาธารณะที่มีประโยชน์ ตอบสนองความต้องการเราได้หรือไม่"

งบบุคลากรสูงขึ้น สวนทางความพยายามลดจำนวนคน

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ว่าได้สั่งการให้ สำนักงาน ก.พ. เร่งจัดทำแผนเกษียณอายุก่อนกำหนด (early retirement) เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีจำนวนมากเกินความจำเป็น และไม่สอดคล้องกับลักษณะงานในปัจจุบัน

"เราต้องทำให้จำนวนข้าราชการในประเทศมีจำนวนที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป และข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบราชการ สามารถอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ตั้งเป้าลดจำนวนคน แต่ต้องมีการ re-skill ให้ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้ และสร้างระบบที่คนอยู่ต่อมีรายได้ที่เพียงพอและยั่งยืน" เขากล่าว

แม้ก่อนหน้านี้ สำนักงาน ก.พ. จะมีความพยายามลดกําลังคนภาครัฐ ตามมาตรการบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ (พ.ศ. 2566 – 2570) เช่น การพิจารณายุบเลิกตำแหน่งที่ว่างจากผลการเกษียณอายุของข้าราชการ, การตรึงอัตรากำลัง ไม่เพิ่มข้าราชการตั้งใหม่, การชะลอการแทนอันตราว่างด้วยพนักงานราชการ, และการทบทวนภารกิจ ทว่า งบประมาณบุคลากรกลับมีแนวโน้มสูงขึ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 เป็นต้นมา

ในปี 2568 งบบุคลากรในรายจ่ายประจำปีถูกตั้งไว้สูงถึง 8 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 21.35% ของงบประมาณแผ่นดินรวม 3.75 ล้านล้านบาท

ในปี 2569 งบบุคลากรในรายจ่ายประจำปีถูกตั้งไว้ที่ 8.20 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 21.71%

ล่าสุด ในปี 2570 งบบุคลากรในรายจ่ายประจำปีถูกตั้งไว้ที่ 8.52 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22.5% ของงบทั้งหมด ทั้งนี้ หากรวมส่วนของงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐที่แฝงอยู่ในงบกลางไปด้วย จะทำให้ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นไปเป็น 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็นมากกว่า 37% ของงบปี 2570

ดร.นณริฏ อธิบายว่าทิศทางที่สวนทางกันระหว่างการปรับลดกำลังคนของรัฐและรายจ่ายบุคลากรที่มากขึ้นนั้น อาจมาจากค่าใช้จ่ายส่วนสวัสดิการต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ที่เพิ่มขึ้น

"แม้ว่าจะทำ[ปรับลดกำลังคน]อยู่แล้ว แต่สัดส่วน 37% [ค่าใช้จ่ายส่วนบุคลากร]มันยังสูงอยู่ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย ถามว่าทำไมขึ้น ก็เพราะว่าการจ้างข้าราชการแต่ละคนไม่ได้จ่ายแค่เงินเดือน แต่จ่ายพวกสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ ตามไปด้วย และกลุ่มนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น"

ขณะที่ รศ.ดร.ทีปกร อธิบายไปในทิศทางเดียวกันว่า การลดหรือตรึงอัตราบุคลากรภาครัฐยังช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนบุคลากรได้อย่างไม่มีประสิทธภาพนัก เพราะรัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนสวัสดิการ

"ถึงแม้รัฐจะปรับไปเป็นเอาบุคลากรที่ไม่ใช่ข้าราชการเพิ่มขึ้น แต่ว่าพวกงบค่ารักษาพยาบาล งบสวัสดิการ บำเหน็จ บำนาญ... ก็จะเห็นตัวเลขว่าเรื่องค่ารักษาพยาบาล งบสวัสดิการที่อยู่ในงบกลางมันเพิ่มขึ้นแบบ exponential (ทวีคูณ) จริง ๆ"

จะลดค่าใช้จ่ายบุคลากรภาครัฐ ทำอย่างไรได้บ้าง

รศ.ดร.ทีปกร แสดงความเห็นว่า งบประมาณด้านบุคลากรเป็นงบผูกพันที่มักปรับลดได้ยาก มีสัดส่วนในงบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจเบียดเบียนงบประมาณการลงทุนของประเทศ

"หากมองย้อนหลังไป 10 ปี เรามีจำนวนบุคลากรภาครัฐเพิ่มขึ้น ในเชิงภาพรวมยังเป็นรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นและเป็นรายจ่ายประจำที่ปรับลดได้ยากเมื่อเทียบกับงบส่วนอื่น แนวโน้มแสดงให้เห็นว่าสัดส่วนในงบประมาณแผ่นดินที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตรงนี้จะทำให้งบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศในอนาคตมีสัดส่วนที่จำกัดลง" เขาอธิบายพร้อมเสริมว่า รัฐบาลไทยควรพิจารณาปรับลดงบประมาณส่วนนี้อย่างจริงจัง

ดังนั้น รศ.ดร.ทีปกร เสนอว่ารัฐบาลไทยอาจพิจารณาการปรับโครงสร้างของบางหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเพื่อลดงบประมาณบุคลากรรัฐ

"ปรับโครงสร้างยุบทุกหน่วยงาน ปรับยุบรวมหน่วยงานให้กระชับขึ้น หลัก ๆ คือลดหน่วยงานประเภทสนับสนุน เช่น งานแอดมิน... งานด้าน database (ฐานข้อมูล) มันน่าจะแชร์กันได้ ไม่ใช่ต่างคนต่างมีงบ"

เขายังเสนอแนะถึงแนวทางการพิจารณาความสำคัญของกำลังคนบางประเภทด้วย เช่น ข้าราชการทหาร โดยการลดจำนวนทหารเกณฑ์ เป็นต้น

"การทบทวนความสำคัญของบุคลากรบางประเภท เช่น จำนวนข้าราชการทหาร เราต้องมีเยอะขนาดนั้นหรือไม่ หรือการลดจำนวนการเกณฑ์ทหารก็จะลดงบประมาณไปได้เยอะพอสมควร เพราะปีหนึ่งเราเกณฑ์ไปประมานแสนกว่าคน" เขาบอกและเสริมด้วยว่า รัฐควรปรับโครงสร้างหน่วยงานเน้นไปที่งานที่มีความขาดแคลนเป็นที่ต้องการ เช่น แพทย์ ครูในพื้นที่ห่างไกล พนักงานด้านเทคโนโลยี เป็นต้น

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ด้าน ดร.นณริฏ เสนอว่าสิ่งแรกที่รัฐบาลทำได้ คือการลดบทบาทภาครัฐ ลดระเบียบข้อบังคับ (regulation) และนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้

"ต้องกลับมาทบทวนกฎหมายและเอากฎหมายบางข้อออก ดูรวมกันให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น ใช้ดิจิทัลเข้ามา ใช้เอไอเข้ามา หรือไม่ต้องใช้เอไอก็ใช้ระบบอัตโนมัติในเคสที่ง่าย ๆ ลด discretion (ดุลยพินิจ) ก็คือไม่ให้เจ้าหน้าที่เป็นคนตัดสินใจ แต่ว่าใช้กลไกอัตโนมัติมากขึ้น"

นอกจากนี้ เขายังเสนอให้ภาครัฐพิจารณา "กิโยตินกฎหมาย" หรือสังคายนากฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตประชาชนและการประกอบธุรกิจ ซึ่งนอกจากจะช่วยภาคธุรกิจและประชาชนแล้ว ยังจะสามารถช่วยรัฐลดจำนวนบุคลากรรัฐได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ดร.นณริฏ ยังเสนอแนะด้วยว่ารัฐบาลควรพิจารณางบแบบ งบประมาณฐานศูนย์ (zero-based budgeting)

"บางกิจกรรมไม่ได้หมายความว่าทุกปีเราต้องได้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรักษาบุคลากร แต่คุณต้องเริ่มคิดแบบยุทธศาสตร์ (strategic) แล้วว่าบางตัวมันไปไม่ไหวก็ยุบทิ้งยุบรวม คำว่า zero-based ก็คือต้องกลับมาคิดใหม่ทุกครั้งว่า เราสมควรที่จะเดินต่อไปหรืองบประมาณปีนี้ควรจะไปลงกับอะไร"

นัยต่อประเทศไทยหากลดงบบุคลากรไม่ได้

.

ที่มาของภาพ, Getty Images

ดร.นณริฏ บอกบีบีซีไทยว่าหากงบประมาณรายจ่ายประจำของบุคลากรภาครัฐยังเพิ่มขึ้นทุกปี ประเทศไทยก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหารายได้เพิ่ม เช่น จากการเพิ่มภาษี หรือหากหารายได้เพิ่มไม่สำเร็จก็ต้อง "เอาเงินจากอนาคตมาใช้"

"ถ้าลดรายจ่ายไม่ได้ก็ต้องเพิ่มรายได้ ก็แปลว่าภาษีจะต้องขึ้น แล้วแต่ว่าหวยจะไปลงกับใคร ส่วนที่สองก็คือ ถ้าขึ้นภาษีไม่ได้ก็ต้องเอาเงินจากอนาคตมาใช้ ก็แปลว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้น และมันจะทำให้เครดิตเรตติ้งของประเทศลดลง ต้นทุนการกู้ยืมต่าง ๆ ของธุรกิจจะเพิ่มขึ้น"

ขณะที่ รศ.ดร.ทีปกร เสริมว่าด้วยสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของประเทศไทย ตนเริ่มเห็นชัดขึ้นว่าสัดส่วนที่รัฐบาลต้องกู้น่าจะเยอะขึ้น

"ภาระทางการคลังในการก่อหนี้สาธารณะมันสูง รายได้ที่เราได้มาเราต้องกู้ ตอนนี้เห็นชัดเจนว่าเราเริ่มที่จะปริ่ม ๆ คือเรามีสัดส่วนของเงินที่จะเอาไปลงทุนให้กับอนาคตมันน้อยลง"

ในร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 2570 พบว่ารายจ่ายลงทุนหดตัวลงมาเหลือแค่เพียง 20.8% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด หรือคิดเป็นตัวเลข 7.89 แสนล้านบาท ปรับลดลงจากรายจ่ายลงทุนปีก่อนหน้าถึง 8.4% น้อยกว่างบประมาณที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับรายจ่ายด้านบุคลากรรัฐ

ดร.นณริฏ เสริมว่าการลดบุคลากรภาครัฐเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และแม้จะดำเนินไปได้ช้าแต่ก็ต้องค่อย ๆ เดินหน้าไปทีละก้าวเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของชาติในอนาคต

"มันจากศูนย์ไปหนึ่ง คิดว่ามันคงต้องเริ่มก่อน ค่อย ๆ เริ่ม หมายถึงว่าอันไหนที่คิดว่าพร้อมก็ต้องค่อย ๆ เคลื่อนไป เพราะว่าถ้ามันไม่เคลื่อนเลย มันก็ไม่มีทางพร้อม และผมคิดว่ามันรอพร้อมทีเดียว 100% ไม่ได้"

ด้านอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จาก มธ. อธิบายว่าการดูแลเรื่องความยั่งยืนทางการคลังเรื่องค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร และระบบบำนาญเป็นเรื่องสำคัญยิ่งเพราะมีผลผูกพันระยะยาวถึงการเติบโตของเศรษฐกิจ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือความคุ้มค่าของการบริหารจัดการเงินภาษีประชาชน

"[รัฐบาลควรให้ความสำคัญ]เรื่องความยั่งยืนของการคลัง เรื่องระบบบำนาญ เรื่องสวัสดิการภาครัฐ เพราะมันผูกพันระยะยาวและมันมีผลมาก... ความท้าทายของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องลดจำนวนข้าราชการ แต่ว่าทำยังไงให้รายจ่ายด้านบุคลากรสามารถสร้างคุณค่าต่อประชาชนได้มากที่สุด และรักษาความยั่งยืนของการคลัง"