สองนักเรียนเก่าร่วมมือกันรวมหลักฐานกล่าวหาครูใหญ่ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ท้ายสุดพวกเขาตกหลุมรักและแต่งงาน

- Author, เอนดัง นูร์ดิน
- Author, รีเบคกา เฮนช์เก
- Role, แผนกสืบสวน บีบีซี อาย
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
คำเตือน : เนื้อหาต่อไปนี้มีรายละเอียดการล่วงละเมิดทางเพศ
เสียงจากปลายสายโทรศัพท์ทำให้ยูซรอน อัซซาฮิดีรู้สึกใจหายวาบ เขาโทรกลับไปยังหมายเลขของพี่สาว หลังจากได้รับข้อความจากเธอที่เร่งเร้าให้รีบติดต่อกลับโดยด่วน แต่คนที่รับสายไม่ใช่พี่สาวของเขา หากเป็นอดีตครูใหญ่ของเขาเอง ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่บ้านของครอบครัวยูซรอน
"ผมรู้ทันที ผมรู้แน่ชัดว่าเขาต้องการคุยเรื่องอะไร" ยูซรอนกล่าว
อาห์หมัด อิมานุดดิน ซูมาร์ ซึ่งลูกศิษย์เรียกกันว่า "อาบาห์" (หมายถึง "พ่อ") เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ต้องรักษาไว้ เขาเป็นผู้นำโรงเรียนประจำอิสลามที่ได้รับความเคารพนับถืออย่างกว้างขวางบนเกาะลอมบอกของอินโดนีเซีย
และอาบาห์ได้รับรู้แล้วว่า ยูซรอนและเพื่อน ๆ จากโรงเรียนเก่ากำลังรวบรวมคำให้การจากนักเรียนหลายคนที่กล่าวหาว่าถูกเขาล่วงละเมิดทางเพศ
คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อสตรีของอินโดนีเซียระบุว่า การล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนประจำอิสลามเป็นปัญหาในระดับ "ภาวะฉุกเฉินของชาติ" อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่า หลายคดีไม่เคยไปถึงชั้นศาล เนื่องจากผู้เสียหายถูกโน้มน้าวให้ถอนข้อกล่าวหา หรือถูกกดดันให้เก็บเรื่องเงียบไว้
และในครั้งนี้ อาบาห์กำลังพูดคุยทางโทรศัพท์กับยูซรอน โดยเรียกร้องให้เขาทำเช่นนั้น
"ช่วยปกปิดความอับอายของครูเถอะ ทุกคนล้วนเคยทำผิดพลาด ลูกเอ๋ย" เขากล่าวทั้งสะอื้น
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ยูซรอนกำลังบันทึกทุกถ้อยคำที่เขาพูดอยู่ในขณะนั้น
ยูซรอนเริ่มสืบหาความจริงเรื่องของอาบาห์เมื่อราวหนึ่งปีก่อน หลังได้รับฟังเรื่องราวที่เซียดาตูร์ เราะห์มะห์ อดีตเพื่อนร่วมชั้นของเขาเปิดเผยระหว่างการพูดคุยกันในคืนหนึ่ง ทั้งคู่เคยเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนอาบู บาโรกัต บนเกาะลอมบอก
ในเวลานั้น ทั้งสองกำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย โดยยูซรอนอยู่ในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ส่วนเซียดาตูร์อยู่ที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และทั้งคู่เริ่มหวนรำลึกถึงชีวิตในโรงเรียนระหว่างสนทนาทางโทรศัพท์
คืนหนึ่ง เซียดาตูร์ ซึ่งเพื่อน ๆ เรียกเธอว่า "เซีย" เล่าให้ยูซรอนฟังว่า อาบาห์เคยล่วงละเมิดทางเพศเธอเมื่อเธออายุ 16 ปี
เธอเล่าว่า ระหว่างเรียนอยู่ในชั้น เธอต้องการไปเข้าห้องน้ำ แต่อาบาห์ได้เข้ามาพบเธอในสวนของโรงเรียน และขอให้เธอไปที่บ้านของเขาซึ่งตั้งอยู่ภายในบริเวณโรงเรียน
หลังจากเข้าไปในบ้านแล้ว เขาบอกว่ารักเธอ เธอเล่าให้ยูซรอนฟัง
ต่อมา เธอให้สัมภาษณ์กับบีบีซีเวิลด์เซอร์วิสว่า "เขาดึงฉันลงไปนั่งบนตักของเขา... จากนั้นก็เริ่มจูบฉัน... เขาลูบไล้และสัมผัสร่างกายของฉัน" พร้อมระบุว่า อาบาห์บอกให้เธอทำแบบเดียวกันกับเขา
อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า โชคดีที่ลูกคนหนึ่งของอาบาห์เริ่มเคาะประตูหน้าซึ่งถูกล็อกอยู่ อาบาห์จึงส่งสัญญาณให้เธอออกไป และเธอก็รีบวิ่งหนีออกทางด้านหลังบ้าน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเธออย่างรุนแรง
"ฉันรู้สึกสกปรก เหมือนชีวิตพังทลาย และไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป"
เมื่อยูซรอนได้ฟังเรื่องราวของเซีย เขาไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร โรงเรียนของพวกเขาปลูกฝังคติประจำใจว่า "ซะมิอ์นา วะอะเฏาะนา" (Sami'na wa ata'na) หรือ "เราได้ยิน และเราน้อมปฏิบัติตาม"

ที่มาของภาพ, Yusron Azzahidi
แต่เขาก็ไม่อาจเลิกคิดถึงเรื่องนี้ได้
ยูซรอนจึงเสนอให้เขากับเซีย รวมถึงเพื่อนสมัยเรียนของเธออย่าง วานดา ฮามิดาห์ และมาฮิมา เอกา ร่วมกันรวบรวมหลักฐานที่ช่วยยืนยันคำให้การของเธอ
และเมื่อพวกเขาค่อย ๆ พูดคุยกับเพื่อนร่วมชั้นในอดีต ความทรงจำอื่น ๆ ก็เริ่มถูกเปิดเผยออกมาเรื่อย ๆ โดยกลุ่มเพื่อนได้แบ่งปันข้อมูลที่พบให้แก่กันผ่านทางวอตส์แอป
ข้อมูลที่สำคัญที่สุดมาจากเพื่อนของวานดารายหนึ่ง เธอเล่าว่า ในช่วงปีสุดท้ายของการศึกษา เคยเห็นเด็กนักเรียนหญิงอายุน้อยกว่าคนหนึ่งกำลังร้องไห้อยู่ในห้องน้ำของโรงเรียนในเวลาดึก
เธอยังเล่าว่า อาบาห์ได้เดินมาตามหาเด็กหญิงคนนั้น โดยมีสีหน้าแดงก่ำและหอบเหนื่อย
เด็กหญิงคนนั้นคือ ซุกมา โรฮานา ซึ่งขณะที่มีการสืบหาหลักฐานเธอยังคงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ และเธอได้เล่าประสบการณ์ที่เผชิญให้บีบีซีฟังด้วยตนเอง

เมื่อซุกมาอายุ 17 ปี อาบาห์ได้ชวนเธอไปร่วมละหมาดเนื่องในช่วงปีใหม่กับเขา เธอเล่าให้บีบีซีฟังว่า เมื่อเข้าไปในบ้านของอาบาห์ เขาได้ใช้มือปิดปากเธอและสั่งให้นอนลง ก่อนจะถอดเสื้อผ้าท่อนล่างของตนเองออก
"เขาพูดอยู่ตลอดเวลา บอกว่าเขาควบคุมตัวเองไม่ได้อีกแล้ว" ซุกมากล่าว
"เขาลูบคลำร่างกายฉันผ่านกางเกงชั้นใน... เขาพยายามข่มขืนฉัน"
จากนั้น เธอเล่าว่าได้รวบรวมเรี่ยวแรงเตะเข้าที่ท้องของเขาอย่างแรง และอาศัยจังหวะนั้นหลบหนีออกมา
ระหว่างที่วิ่งหนี เธอบอกว่าได้หันกลับไปเห็นแสงไฟฉายของเขากำลังส่องติดตามหาเธอ
เมื่อหลักฐานและคำให้การลักษณะนี้เริ่มปรากฏมากขึ้น ยูซรอนจึงรับหน้าที่ประสานงานข้อมูล โดยติดต่อกลับไปยังนักเรียนที่กล่าวหาอาบาห์ และจดบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ อย่างละเอียดรอบคอบ
เขาจัดทำเอกสารความยาว 7 หน้า สรุปข้อกล่าวหาการล่วงละเมิดที่ซุกมา เซีย และอดีตนักเรียนอีก 4 คนกล่าวอ้างว่าเคยเผชิญ
ส่วนวานดาได้จัดการประชุมกับตัวแทนขององค์กรนาห์ดลาตุล วาธอน ดินิยาห์ อิสลามิยาห์ (NWDI) ซึ่งเป็นองค์กรทรงอิทธิพลที่บริหารโรงเรียนของพวกเขา รวมถึงโรงเรียนอื่น ๆ อีกหลายร้อยแห่ง และยังให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนบางส่วนที่กำลังศึกษาอยู่ในกรุงไคโรด้วย
กลุ่มเพื่อนเล่าว่า การประชุมครั้งนั้นเป็นไปด้วยดี โดยตัวแทนของ NWDI บอกว่าจะช่วยนำคดีนี้เข้าสู่กระบวนการแจ้งความกับตำรวจ
แต่ 3 สัปดาห์ต่อมา เมื่อยูซรอนได้รับข้อความที่น่ากังวลจากพี่สาว และโทรกลับไปพบว่าอาบาห์อยู่ที่บ้านของครอบครัวเขาพร้อมรอสายอยู่ ก็เป็นที่ชัดเจนว่า NWDI ได้ส่งต่อเอกสารที่ยูซรอนจัดทำไว้ให้อาบาห์แล้ว
"ถ้าเรื่องนี้หลุดไปถึงสื่อ... ผมคงจบสิ้นแน่" อาบาห์กล่าวไว้ในบันทึกเสียงที่ยูซรอนอัดไว้
ในการสนทนาครั้งนั้น อาบาห์ขอร้องให้ยูซรอนช่วยโกหกเพื่อปกป้องเขา พร้อมเสนอคำอธิบายหลายรูปแบบที่ยูซรอนสามารถใช้เป็นเหตุผลในการถอนเอกสารคำให้การดังกล่าว
ต่อมา เขายังโทรศัพท์หาเซียและกดดันเธอในลักษณะเดียวกัน โดยเช่นเดียวกับยูซรอน เธอได้บันทึกเสียงการสนทนาเอาไว้ด้วย ซึ่งในบันทึกเสียงดังกล่าว อาบาห์ยอมรับว่าเคยกระทำการล่วงละเมิดต่อเธอ แต่ขอร้องให้เธอเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ

ที่มาของภาพ, Abu Barokat Facebook
สำหรับซุกมา เธอเล่าให้บีบีซีฟังว่า ถูกเรียกตัวไปที่บ้านของอาบาห์ ก่อนจะพบว่ามีตำรวจ 2 นายและทนายความของ NWDI รออยู่ที่นั่น
เธอกล่าวว่า คนเหล่านั้นบังคับให้เธอลงนามในเอกสารที่ระบุว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดของเธอเป็นเรื่องเท็จ โดยคำบอกเล่าของเธอสอดคล้องกับบันทึกเสียงลับที่เธออัดไว้ในภายหลัง ขณะเผชิญหน้ากับเฮอร์เมียตี ภรรยาของอาบาห์
ในบันทึกเสียงดังกล่าว ได้ยินเฮอร์เมียตีกล่าวกับเธอว่าให้เคารพ "ข้อตกลง" ที่ว่าทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น พร้อมถามว่า "เธออยากให้เรื่องนี้ตามหลอกหลอนเธอไปตลอดชีวิตหรือ" และ "เธออยากให้เรื่องนี้กระทบต่อโอกาสในการแต่งงานของเธอหรือ"
แรงกดดันดังกล่าวลุกลามไปถึงขั้นที่อาบาห์ขอให้พ่อแม่ของยูซรอนบินไปยังกรุงจาการ์ตาเพื่อตามหาเขาที่มหาวิทยาลัย โดยพวกเขาไม่พบตัวเขา เพราะยูซรอนหลบซ่อนอยู่ในโรงแรม แต่เหตุการณ์ทั้งหมดสร้างความหนักใจให้แม่ของเขาอย่างมาก
เธอบอกกับลูกชายว่า ความเครียดจากเรื่องนี้กำลังฆ่าเธอ
ด้วยเหตุนี้ ยูซรอนจึงยุติการสืบหาข้อเท็จจริงของเขาอย่างไม่เต็มใจนัก
ขณะเดียวกัน เขากับเซียก็ค่อย ๆ สนิทสนมกันมากขึ้น จากมิตรภาพที่พัฒนาเป็นความสัมพันธ์ทางไกล และทั้งคู่พูดคุยกันทางโทรศัพท์อยู่เป็นประจำ
"และผมเห็นได้ชัดว่าเธอกำลังต่อสู้อย่างหนักกับเรื่องนี้... เธอมักพูดว่า 'ทำไมฉันยังเอาแต่คิดถึงเรื่องที่ [อาบาห์] ทำกับฉันอยู่ตลอด'"
ยูซรอนต้องเผชิญกับความลังเลระหว่างการช่วยเหลือหญิงสาวที่เขากำลังตกหลุมรัก กับคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ของตน
จากนั้นอีก 8 เดือนต่อมา ยูซรอนได้ทราบว่ามีกลุ่มหนึ่งกำลังรณรงค์สร้างความตระหนักรู้เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียนอิสลาม กลุ่มดังกล่าวก่อตั้งโดยหญิงสาวชื่อ อายู มาสรูโรห์ ซึ่งเคยช่วยเพื่อนคนหนึ่งให้ได้รับความยุติธรรม หลังเธอถูกครูชื่อ โมคห์ ซุบชี อาซาล ซานี ล่วงละเมิดทางเพศที่โรงเรียนอีกแห่งหนึ่ง
ในเวลานั้น อายูกำลังใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างแข็งขันเพื่อรณรงค์ให้ผู้เสียหายกล้าออกมาพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เซียโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม เชิญชวนนักเรียนชาวอินโดนีเซียคนใดก็ตามที่เคยถูกล่วงละเมิดให้ติดต่อเข้ามา
และเธอก็ได้พบว่า แม้อาบาห์จะเคยตำหนิตัวเองและให้คำมั่นว่าจะเปลี่ยนแปลง แต่ดูเหมือนว่าเขาจะก่อเหตุซ้ำ
มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยเรียนที่โรงเรียนเดียวกับเซียติดต่อมา โดยบอกว่าเธอก็เคยถูกอาบาห์แสวงหาประโยชน์ทางเพศเช่นกัน ข้อกล่าวหาดังกล่าวเกิดขึ้นเกือบหนึ่งปีหลังจากที่อาบาห์ให้คำมั่นกับเซียและยูซรอนว่าจะเปลี่ยนแปลงตนเอง
"มันทำให้ฉันตระหนักว่า [อาบาห์] ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ ... ทุกอย่างที่เขาพูดเรื่องการจะหยุดพฤติกรรมเหล่านั้น ... ล้วนเป็นเพียงคำโกหก" เซียกล่าว
ในที่สุด พ่อแม่ของยูซรอนก็ยอมให้เขาช่วยเซียและซุกมาเดินหน้าต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรม
แต่ครั้งนี้ กลุ่มเพื่อนตัดสินใจว่าจะดำเนินการแตกต่างจากเดิม พวกเขาติดต่ออายู ซึ่งให้คำแนะนำอย่างชัดเจนว่า ควรหาทนายความ
อายูแนะนำทนายผู้มีประสบการณ์ในการเป็นตัวแทนผู้รอดชีวิตจากการล่วงละเมิดทางเพศให้แก่พวกเขา โดยทนายความรายดังกล่าวเห็นว่า คดีของซุกมามีน้ำหนักมากที่สุดและมีโอกาสนำไปสู่การดำเนินคดีได้
บีบีซีได้ติดต่ออาบาห์และเฮอร์เมียตีเพื่อสอบถามถึงข้อกล่าวหาที่มีต่อทั้งสองคน แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ
ด้าน NWDI ระบุว่า ยังคงดำเนินการตรวจสอบข้อกล่าวหาภายในองค์กร และปฏิเสธว่าไม่เคยพยายามปกปิดข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ
องค์กรดังกล่าวระบุว่า มี "หน้าที่ในการปกป้ององค์กรไม่ให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจากการกระทำที่ถูกกล่าวอ้างของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง"
ซุกมาได้ยื่นแจ้งความต่ออาบาห์กับตำรวจเมื่อเดือน ก.พ. ของปีก่อน แต่จนถึงขณะนี้ เธอยังคงรอให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ ขณะที่อาบาห์ยังคงดำรงตำแหน่งเดิม
"ฉันไม่อยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน ต้องเกิดขึ้นกับนักเรียนคนอื่น ๆ อีก ฉันต้องการความยุติธรรม" เธอบอกกับบีบีซี
อย่างไรก็ตาม การต่อสู้เพื่อตามหาความจริงครั้งนี้กลับทำให้เซียและยูซรอนใกล้ชิดกันมากขึ้น
เมื่อเดือน ก.พ. ปีที่แล้ว หลังจากทั้งคู่ส่งข้อความและพูดคุยกันมาเป็นเวลา 3 ปี ยูซรอนก็ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่กรุงไคโรเพื่อใช้ชีวิตร่วมกับเธอ

"ผมเหนื่อยล้ามาก ช่วงที่อยู่จาการ์ตาเป็นช่วงเวลาที่หนักหน่วง เพราะผมต้องรับมือกับคดีความกับตำรวจตลอดเวลา ดังนั้นเมื่อได้เจอเซีย... มันเหมือนยารักษาใจ" เขากล่าวกับบีบีซี
ด้านเซียบอกว่า เธอดีใจมากจน "พูดไม่หยุดเลย"
"ตอนนั้นเองที่ฉันรู้ว่าเขาจริงจัง เขาเดินทางไกลมาถึงอียิปต์เพื่อฉัน ฉันเชื่อใจเขา นั่นคือเหตุผลที่ฉันเลือกอยู่กับเขา"
ความไว้วางใจดังกล่าวก่อตัวขึ้น ส่วนหนึ่งจากการร่วมกันต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรม
เมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งคู่ได้เข้าพิธีสมรสกัน
โจโก จูมาดี ทนายความของทั้งสอง กล่าวว่า เขาประทับใจในความกล้าหาญและความรอบคอบของบรรดานักเรียนผู้เสียหาย
เขาบอกกับบีบีซีว่า บันทึกเสียงที่พวกเขาแอบรวบรวมไว้นั้นสะท้อนให้เห็นแรงกดดันใช้บังคับให้ผู้เสียหายปิดปากตัวเองในช่วงเวลาที่เกิดเหตุจริง และถือเป็นหลักฐานที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
"มีการกล่าวถึงผู้เสียหายหลายคน และเป็นการยอมรับโดยบุคคลที่ถูกกล่าวหาเอง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญ" เขากล่าว
ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โจโกและทีมงานรับผิดชอบคดีล่วงละเมิดทางเพศที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนประจำอิสลามในจังหวัดนูซาเติงการาตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขาทำงานอยู่ จำนวน 20 คดี และเขาเชื่อว่าสิ่งที่พบเห็นนั้นเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น
































