You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
วิเคราะห์ 4 ฉากทัศน์ ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ?
- Author, ซาอีด จาฟารี
- Role, นักวิเคราะห์การเมือง
- เวลาอ่าน: 8 นาที
มีรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเปิดการหารือเรื่องการหยุดยิงรอบที่สองกับอิหร่าน ขณะที่คณะผู้แทนจากปากีสถานเดินทางถึงกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน
การหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ยังคงมีผลบังคับใช้ หลังจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยาวนานกว่า 20 ชั่วโมงซึ่งปากีสถานเป็นเจ้าภาพ จบลงไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (12 เม.ย.) โดยไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใด ๆ
หลังการเจรจาที่ยังไม่เป็นผล ภายในเวลาเพียงวันเดียว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก็ได้ประกาศสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ต่ออิหร่าน โดยเสนอว่าจะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าน้ำมันระหว่างประเทศ
เราควรมองความล้มเหลวเบื้องต้นในการบรรลุข้อตกลงครั้งนี้ และแนวโน้มของการเจรจาเพิ่มเติมอย่างไร อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังก้าวไปสู่การยกระดับความขัดแย้งโดยพยายามจำกัดวงหรือไม่ หรือเรากำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถลำเข้าสู่สงครามในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นี่คือ 4 ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้สำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้
1. ใช้การหยุดยิงอันเปราะบางเป็น "การพักเชิงยุทธวิธี"
หลังจากสู้รบยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์ การหยุดยิงดูเหมือนจะเป็นสัญญาณของสหรัฐฯ-อิหร่านที่ต้องการแสดงความตั้งใจจะควบคุมไม่ให้วิกฤตลุกลาม อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่แรกเริ่ม การหยุดยิงดังกล่าวก็เต็มไปด้วยความคลุมเครืออย่างมีนัยสำคัญ
การตีความเงื่อนไขของข้อตกลงแตกต่างกันอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นในด้านของขอบเขตทางภูมิศาสตร์ ประเภทของเป้าหมายที่ครอบคลุม หรือแม้แต่คำนิยามของคำว่า "การละเมิดการหยุดยิง" ทำให้นักวิเคราะห์บางรายมองว่า ข้อตกลงนี้เป็นเพียงการหยุดพักเชิงยุทธวิธี มากกว่าจะเป็นกรอบความตกลงที่ยั่งยืน
"เมื่อความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้น โอกาสในการบรรลุข้อตกลงแทบจะเป็นศูนย์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว" เบห์นาม เบน ทาเลบลู นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันคลังสมอง มูลนิธิปกป้องประชาธิปไตย (Foundation for Defense of Democracies) ในกรุงวอชิงตันกล่าว
"นี่คือชุดของหลักการ จุดยืน และนโยบายที่สหรัฐฯ กับสาธารณรัฐอิสลามขัดแย้งกันมานานหลายปี และสงครามครั้งนี้ไม่เพียงไม่สามารถลดความแตกต่างเหล่านั้นลงได้ในระยะสั้น แต่กลับยิ่งทำให้ความขัดแย้งนั้นร้าวลึกขึ้น" เขากล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซีย
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายต่างออกแถลงการณ์ที่ขัดแย้งกันและยิ่งเพิ่มความเปราะบางให้กับสถานการณ์
ในขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณรัฐอิสลามกล่าวถึงการละเมิดการหยุดยิงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สหรัฐฯ และอิสราเอลกลับนำเสนอการตีความพันธกรณีของฝ่ายตนในวงที่จำกัดกว่านั้น
ความแตกต่างของเรื่องเล่าจากแต่ละฝั่งจึงยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจ และทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการหยุดยิงจะมั่นคงถาวรเพียงใด
หากความพยายามในการกลับสู่โต๊ะเจรจาไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใด ๆ การหยุดยิงครั้งนี้อาจเป็นเพียงเครื่องมือในการซื้อเวลา เปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายหยุดพัก ฟื้นกำลัง ประเมินจุดยืนใหม่ และเตรียมพร้อมเพื่อรบในความขัดแย้งในระยะถัดไป
สถานการณ์เช่นนี้จะมีความเป็นไปได้มากขึ้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเห็นว่าตัวเองแทบไม่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์ปัจจุบัน และจำเป็นต้องเพิ่มแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งในทางเลือกที่เป็นไปได้คือสหรัฐฯ อาจพิจารณาการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้า สะพาน หรือโรงงานด้านพลังงาน
แม้การโจมตีลักษณะดังกล่าวอาจสร้างแรงกดดันอย่างรุนแรงในระยะสั้น แต่ก็จะก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจ และอาจกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้ด้วยความรุนแรงยิ่งขึ้น
ในเวลาเดียวกัน อิสราเอลซึ่งเป็นผู้เล่นที่ยังคงมีท่าทีไม่เชื่อมั่นต่อการเจรจาอย่างยิ่ง มีแนวโน้มจะกลายเป็นปัจจัยที่ทรงอิทธิพลมากขึ้น
"อิสราเอลอาจหันมาใช้ปฏิบัติการ เช่น การลอบสังหารบุคคลหรือบุคคลสำคัญของอิหร่าน รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจา" ฮามิดเรซา อาซิซี นักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกล่าว
เขาเสริมว่า "นโยบายที่โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเรื่องปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการเผชิญหน้า แม้คู่ขัดแย้งจะไม่ได้มีเจตนาให้เกิดขึ้นก็ตาม"
แม้ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ของการยกระดับความขัดแย้งออกไปได้ การจุดชนวนความขัดแย้งระดับภูมิภาคให้กว้างขึ้นก็ดีหรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจในระดับโลกก็ดีนั้นล้วนแต่มีต้นทุนที่สูงมากและอาจทำให้ฉากทัศน์นี้มีโอกาสจะเกิดขึ้นน้อยลง อย่างน้อยก็ในระยะสั้น
2. อาจเกิด "สงครามเงา"
อีกหนึ่งฉากทัศน์ซึ่งอาจเป็นไปได้มากที่สุด คือการหวนกลับไปสู่การเผชิญหน้าในรูปแบบที่อาจเรียกได้ว่าเป็น "การยกระดับความขัดแย้งในระดับที่ควบคุมได้"
นั่นหมายความว่าความขัดแย้งจะไม่ลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันคู่ขัดแย้งก็จะไม่งดเว้นการใช้ปฏิบัติการทางทหารอย่างสิ้นเชิง สถานการณ์เช่นนี้อาจเป็นได้ตั้งแต่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในวงจำกัด การโจมตีเป้าหมายทางทหาร หรือแม้แต่เส้นทางลำเลียงขนส่งเสบียง
ในกรณีดังกล่าว บทบาทของกลุ่มตัวแทนหรือกลุ่มพันธมิตรจะมีความสำคัญมากขึ้น การเคลื่อนไหวของกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับอิหร่านในอิรักหรือในทะเลแดงอาจเพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับแรงกดดันจากสหรัฐฯ ต่อเครือข่ายเหล่านี้ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน และอาจขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของความขัดแย้ง โดยไม่จำเป็นต้องยกระดับความรุนแรงโดยตรง นักวิเคราะห์บางรายเรียกฉากทัศน์นี้ว่าเป็น "สงครามเงา" (shadow war)
"ทั้งสองฝ่ายต้องการใช้ทางเลือกและกลไกกดดันที่มีอยู่เพื่อโน้มน้าวอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ถลำเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ" ฮามิดเรซา อาซิซี กล่าวกับบีบีซีแผนกภาษาเปอร์เซีย
เขาเสริมว่า "หากเกิดการละเมิดการหยุดยิง มีความเป็นไปได้สูงว่าอิหร่านจะดำเนินการครั้งใหม่ผ่านกองกำลังพันธมิตรของตน โดยเฉพาะกองกำลังในเยเมน"
อย่างไรก็ตาม ฉากทัศน์นี้ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง เมื่อความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงของการคำนวณผิดพลาดก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และแม้ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้ตั้งใจยกระดับความขัดแย้ง การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียวก็อาจจุดชนวนให้สถานการณ์ลุกลามจนไม่อาจควบคุมได้
3. การเจรจาการทูตอาจยังดำเนินต่อไปเงียบ ๆ
แม้การเจรจาในปากีสถานจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่าความพยายามทางการทูตได้สิ้นสุดลงแล้วหรือการเจรจาได้ถูกตัดออกจากกระดานไปโดยสิ้นเชิง
มีแนวโน้มว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้าปากีสถานในฐานะเจ้าภาพการเจรจาครั้งนี้จะเดินหน้าความพยายามกระตุ้นให้เตหะรานและวอชิงตันบรรลุข้อตกลง โดยจะทำหน้าที่ถ่ายทอดสารระหว่างทั้งสองฝ่ายต่อไป
ขณะเดียวกันผู้ไกล่เกลี่ยหน้าเก่าบางประเทศ เช่น กาตาร์ โอมาน และแม้แต่ซาอุดีอาระเบียและอียิปต์ อาจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามเกินการควบคุม โดยอาจทำหน้าที่เป็นช่องทางการสื่อสารและพยายามสกัดกั้นไม่ให้เกิดการยกระดับความตึงเครียดอย่างฉับพลัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าความคืบหน้าใด ๆ บนเส้นทางนี้ล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถในการลดช่องว่างพื้นฐานระหว่างทั้งสองฝ่าย
ข้อเสนอ 15 ข้อของสหรัฐฯ และข้อเสนอโต้กลับ 10 ข้อของอิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายยังคงยืนอยู่บนจุดยืนที่ให้ความสำคัญกับการผลักดันกรอบของตนเอง มากกว่าการแสวงหาจุดร่วมตรงกลาง
ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเจรจารอบใหม่ขึ้น แต่การคาดหวังข้อตกลงที่รวดเร็วและครอบคลุม ยังดูเป็นเรื่องที่ไม่สมจริงอย่างน้อยก็ในระยะสั้น
4. อาจเกิดการปิดล้อมทางทะเลอย่างต่อเนื่อง
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศว่ากองทัพเรือของสหรัฐฯ มีแผนจะดำเนินการปิดล้อมอิหร่านทางทะเล โดยจะสกัดไม่ให้เรือหรือเรือน้ำมันใด ๆ แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
เขายังขู่ว่าจะสกัดกั้นเรือทุกลำในน่านน้ำสากลที่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านทางให้อิหร่านแลกกับการแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ดูเหมือนเป็นการมุ่งตัดรายได้จากน้ำมันของอิหร่าน บีบคั้นเศรษฐกิจของประเทศ และในขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อจีนซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ และเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายหลักจากอิหร่าน
"การปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของสาธารณรัฐอิสลามอาจมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งหากมีการจัดสรรทรัพยากรด้านข่าวกรอง การเฝ้าระวัง และการลาดตระเวน (ISR) อย่างเพียงพอ" เบห์นาม เบน ทาเลบลู กล่าว พร้อมชี้ให้เห็นถึงแนวชายฝั่งที่ทอดยาวของอิหร่าน
เขาระบุว่า "ผลในทางปฏิบัติของมาตรการดังกล่าวคือทำให้รัฐบาลอิหร่านถูกตัดขาดความสามารถในการส่งออกสินค้าหลักของประเทศ"
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์รายอื่นชี้ว่านโยบายเช่นนี้อาจทำให้สหรัฐฯ ต้องจ่ายต้นทนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจะทำให้กองกำลังทหารของสหรัฐฯ เข้าใกล้อิหร่านมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าการโจมตีเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้การที่จะดำเนินแผนดังกล่าวให้ได้ผล กองกำลังทางเรือสหรัฐฯ จะต้องประจำการใกล้พรมแดนของอิหร่านเป็นระยะเวลานาน ซึ่งจะก่อให้เกิดต้นทุนที่สูงมาก
นอกจากนี้การคงนโยบายเช่นนี้ไว้อาจยังกระตุ้นให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสที่กลุ่มฮูตีจะเข้าแทรกแซงเพื่อรบกวนการเดินเรือในช่องแคบบาบ เอล มันเดบซึ่งอาจยิ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นไปอีก
ความไม่มั่นคงเชิงโครงสร้างอาจเป็นระเบียบใหม่ของภูมิภาคหรือไม่
ท้ายที่สุดสิ่งที่ปรากฏชัดจากฉากทัศน์เหล่านี้คือ ภูมิภาคนี้ได้ก้าวเข้าสู่ห้วงเวลาที่เส้นแบ่งระหว่างสงครามกับสันติภาพเลือนรางมากกว่าที่เคยเป็นมา
การเจรจาในปากีสถานล้มเหลวลงแต่ก็ไม่ได้หมายถึงจุดสิ้นสุดของการทูต และก็ไม่ได้เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นสงครามในวงกว้างอย่างเด็ดขาด ทว่ามันกลับสะท้อนถึงการดำรงอยู่ต่อไปของสถานการณ์ในพื้นที่สีเทา
"แม้ทั้งสองฝ่ายจะต้องการให้ความขัดแย้งครั้งนี้ยุติลง แต่ก็ยังไม่เห็นแนวโน้มว่าจะเกิดสันติภาพขึ้นได้ในระยะสั้นเลย" ฮามิดเรซา อาซิซี กล่าว
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การตัดสินใจเชิงยุทธวิธี ประเด็นด้านความมั่นคง หรือแม้แต่ความเคลื่อนไหวเล็กน้อยในพื้นที่จริง สามารถส่งผลกระทบต่อทิศทางโดยรวมของวิกฤตได้มหาศาล
ด้วยเหตุนี้นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงเรียกสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็นภาวะ "ความไม่มั่นคงเชิงโครงสร้าง" ในภูมิภาค ซึ่งหมายถึงภาวะที่กติกาของหมากกระดานนี้ยังไม่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน และผลลัพธ์ไม่อาจคาดการณ์ได้
ภายใต้สภาวะเช่นนี้ คำอธิบายที่อาจใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุดคือ อิหร่านและสหรัฐฯ ได้เข้าสู่ระยะที่สงครามและการเจรจากำลังดำเนินไปพร้อมกัน ทั้งสองฝ่ายยังคงพึ่งพาเครื่องมือทางทหาร ขณะเดียวกันก็ยังเปิดช่องทางทางการทูตไว้บางส่วนเช่นกัน