You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เจาะลึกเบื้องหลังชัยชนะระดับโลกของ "ก็อดแลนด์" แดร็กควีน Gen Z ผู้ปักธงเอเชียในจักรวาลแดร็กเรซ
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 19 นาที
เมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้ชมหลักล้านคนทั่วโลกมีโอกาสได้ร่วมเฉลิมฉลองชัยชนะของแดร็กควีนสัญชาติไทย ผู้ใช้ชื่อว่าก็อดแลนด์ (Gawdland) ในรายการ RuPaul's Drag Race UK vs The World Season 3 ซึ่งออกอากาศบนช่อง BBC Three และบนแพลตฟอร์ม BBC iPlayer
อย่างไรก็ตาม ชัยชนะที่ได้มานั้นต้องเจอบททดสอบและฝ่าฟันด่านต่าง ๆ มากมาย
ย้อนกลับไปเมื่อปีที่ผ่านมา วันที่ธราเทพ ทวีผล ซึ่งขณะนั้นอายุ 23 ปี หอบสัมภาระที่มีน้ำหนักรวมกันมากกว่า 100 กิโลกรัม ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมกับความฝันและแรงกดดันเพื่อมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ สหราชอาณาจักร ไม่มีใครอยู่กับเขาที่นั่นเลย
"แค่คิดก็จะร้องไห้" คือคำตอบแรกที่ธราเทพพูด หลังบีบีซีไทยเริ่มถามว่าเหตุการณ์ในวันที่ต้องเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นอย่างไร
แม้ไม่ใช่ผู้ชนะของ Drag Race Thailand Season 3 ซึ่งเป็นรายการเรียลลิตี ภายใต้แฟรนไชส์ RuPaul's Drag Race แต่ก็อดแลนด์ก็ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในระดับนานาชาตินี้
แดร็กควีน (Drag Queen) คือศิลปินที่แปลงกายจากผู้ชายเป็นผู้หญิงผ่านเครื่องแต่งกาย การแต่งหน้า และบุคลิกภาพ เพื่อการแสดงที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม ผศ.สกล โสภิตอาชาศักดิ์ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ศึกษาวัฒนธรรมแดร็กในไทย อธิบายว่าสิ่งที่ทำให้แดร็กแตกต่างจากนางโชว์ทั่วไปคือความ "เยอะเกินจริง" และความเป็นปัจเจกของแต่ละคน ซึ่งทุกองค์ประกอบนั้นล้วนสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง
ธราเทพมีเวลาราวสองเดือนกับการเตรียมตัวและเตรียมชุดเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 8 หัวข้อ
ความพยายามในการเตรียมพร้อมนี้ทำให้เขาขนเสื้อผ้า อุปกรณ์ และสรรพสิ่งสำหรับการแสดงทั้งหมด "ใส่กล่องแล้วบินไปพร้อมกับเรา"
แต่แล้วอุปสรรคแรกก็ปรากฏขึ้นทั้งที่ขายังไม่ก้าวออกจากแผ่นดินไทย
สัมภาระของธราเทพมีขนาดใหญ่เกินไปและไม่สามารถผ่านเครื่องสแกนของสนามบินได้ ซึ่งตอนนั้นก็ใกล้ถึงเวลาที่ต้องไปขึ้นเครื่องแล้วเช่นเดียวกัน
"ตอนนั้นทำใจเลยว่าคงไม่ได้เอาของไปแข่งแล้ว ติดต่ออะไรก็ช้าไปหมด เราก็ต้องแข่งกับเวลา จะต้องบินแล้ว สุดท้ายก็เลยต้องกรีดกล่องทุกอย่างออกมา แล้วหยิบเสื้อผ้าแต่ละชิ้นที่เราจะเตรียมไปแข่งมาตรวจผ่านเครื่องเอกซเรย์ทีละอัน ทีละอันแล้วใส่กลับเข้าไปในกล่อง ปิดเทปใหม่อีกทีนึง" ธราเทพเล่าให้เราฟังทีละฉากทีละตอน
เขากล่าวต่อว่าทุกอย่าง "ทุลักทุเลมาก คือสมเพชตัวเองว่าแบบ 'โอ้ยทำอะไรอยู่ ฉันมาทำอะไร ทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้'"
ทว่าในที่สุด เขาก็สามารถก้าวผ่านอุปสรรคแรกไปได้ และการแข่งขันก็เริ่มต้นขึ้น
สู้ด้วยความเป็นไทย ด้วยซอฟต์พาวเวอร์ที่ "ไม่ได้ตั้งใจ"
รายการเฟ้นหาที่สุดของควีนแห่งจักรวาลแดร็ก หรือ "Queen of the Mothertucking World" แบ่งการแข่งขันออกเป็น 8 สัปดาห์ โดยผู้เข้าแข่งขันจะถูกทดสอบทุกมิติของความเป็นตัวแม่
ธราเทพเล่าว่า การแข่งขันจะมีตั้งแต่การร้องเพลง เต้น แสดง เล่นตลก ลิปซิงค์ ไปจนถึงการแข่งขันทำชุดแฟชั่นขึ้นมา
เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า ก่อนที่จะได้ออกไปแข่งระดับเช่นนี้ เขาทำงานเป็นแดร็กควีนมาแค่ราว 3-4 ปี ซึ่งไม่ได้นับว่ามีประสบการณ์มากมายนัก อย่างไรก็ดี เขาใช้ช่วงเวลาทั้งหมดฝึนฝนตัวเอง และเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ที่ แดร็กควีนคนหนึ่งต้องมี
"ฟังคำแก้ไข คำติเยอะ ๆ คอมเมนต์สำคัญมาก มันจะทำให้เราเป็นควีนที่เก่งขึ้นอยู่เสมอ แล้วก็โชคเข้าข้างด้วย ทีมเก่งด้วย หนูเก่งด้วย ถูกจริตรูพอลด้วย เลยทำให้หนูไปได้ไกลในการแข่งขันครั้งนี้" เจนซี [ผู้ที่เกิดระหว่างปี 2540-2552] ซึ่งปัจจุบันอายุ 24 ปี ทบทวนตัวเอง
เมื่อพูดถึงทีมงานเบื้องหลัง และกระบวนการเตรียมตัว ก็เลี่ยงไม่ได้ที่บีบีซีไทยต้องชวนควีนอย่างก็อดแลนด์กลับไปพูดถึงสารพัดชุดแต่งองค์ทรงเครื่องแบบถึงพริกถึงขิงที่บางสัปดาห์เผ็ดเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดจนออกมาเป็น 'ต้มยำกุ้งล็อบสเตอร์' แต่บางสัปดาห์ก็งามดั่งนางกินรีแห่งสระอโนดาตที่โฉบลงมาอยู่ในโลกแห่งไซบอร์ก (Cyborg) แทน
ธราเทพเล่าให้เราฟังว่า ในช่วงที่เตรียมตัวนั้น เขาเองก็ได้ปรึกษากับอารยา อินทรา หรือที่คนทั่วไปมักรู้จักกันในชื่อ "อาร์ต อารยา" ซึ่งเป็นทั้งพิธีกรของรายการ Drag Race Thailand และเป็นทั้งสไตลิสต์ และผู้ที่เจนเวทีอยู่ในสนามแฟชั่นและงานโชว์ของไทยมาหลายทศวรรษ
"ตอนที่เราวางลุคทุกอย่างออกมาว่าอะไรจะเป็นอะไรบ้าง รันเวย์ที่หนึ่งถึงแปด จะใส่อะไรบ้าง เราก็ถามว่า 'แม่[อาร์ต อารยา]มันไทยไปป่ะ มันเอียน มันเลี่ยนไปหรือเปล่า มันจะไทยแล้ว ไทยอีก ไทยต่อเลยเหรอ" ธราเทพผู้สวมใส่ชื่อก็อดแลนด์ในฐานะแดร็กควีนเล่า
เขากล่าวต่อไปว่า "แต่พี่อาร์ตก็ตอบกลับมาคำนึงว่าความเป็นไทยนี่แหละที่จะทำให้เราโดดเด่น วัฒนธรรมเรานี่แหละ ความแตกต่างที่ไม่เหมือนกับคนอื่นนี่แหละ ที่เมื่อวันที่มันไปยืนเทียบกับคนอื่นบนเวที เราจะโดดเด่นมาก ตอนนั้นก็อดแลนด์ก็ยังไม่ค่อยเชื่อ"
หลาย ๆ ชุดที่ก็อดแลนด์นำขึ้นไปสวมใส่ในแต่ละสัปดาห์นั้นเรียกเสียงฮือฮาจากทั้งกรรมการ ผู้ร่วมแข่งขัน รวมไปถึงผู้ชมจากทั่วโลก และนั่นรวมไปถึงชุดปลากัดที่มีชื่อว่า "Siamese Fighting Fish" สำหรับการแข่งขันในหัวข้อ "Let Them Eat Capes" ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยว่า "ก็ให้พวกมันกินผ้าคลุมไปซะ"
"นี่คือหนึ่งในลุคที่ดีที่สุดของแดร็กเรซเลย" คือหนึ่งในคอมเมนต์ที่ผู้ชมพูดกันอย่างท้วมท้น
ชุดลุคปลากัดที่สรรค์สร้างโดยอัครัช ภูษาณพงษ์ เจ้าของแบรนด์ Akarach ถอดแรงบันดาลใจมาจากปลากัดสีธงชาติไทย พร้อมกับครีบปลากัดที่พริ้วไหวตรงธีมผ้าคลุมซึ่งถูกนำมาประดับไว้ที่ไหล่ทั้งสองข้างของชุด ก่อนสยายครีบช่วงหางให้ยาวลงมาเกือบถึงพื้น ชุดสุดพริ้วไหวนี้ของก็อดแลนด์ยังมาพร้อมกับเครื่องหัวสีเทามุกวิบวับ
ตลอดหลายต่อหลายสัปดาห์ ก็อดแลนด์ไม่ใช่แค่สอดแทรกแต่ชูความเป็นไทยออกมาผ่านการรังสรรค์ชุดที่ใช้เดินบนเวที ซึ่งรวมไปถึงสัปดาห์ที่ 6 กับ ธีม "RuVeal" ที่เหล่าควีนผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำเสนอ 2 ชุด บนเวที คือจะต้องเปิดตัวมาด้วยชุดหนึ่ง ก่อนที่จะ ฉีด-ถอด-แกะ ชุดด้านนอกออกมาเป็นอีกชุดหนึ่งอย่างลื่นไหลและสวยงาม
ในสัปดาห์นี้ด้วยชุดจากแบรนด์ Akarach เช่นเดิม ก็อดแลนด์เปิดตัวมาด้วยการเป็นหุ่นกระบอกสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า ซึ่งได้แรงบันดาลใจมากจากหุ่นละครเล็กไทย ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นชุดไทยแบบดั้งเดิม โดยก็อดแลนด์บรรยายไว้ว่า การเดินแบบในสัปดาห์นั้นถือเป็นครั้งแรกของการนำเสนอชุดไทยแบบดั้งเดิม ซึ่งแตกต่างจากชุดไทยร่วมสมัยและการตีความแบบใหม่อย่างที่เคยถูกโชว์มาก่อนหน้านี้
อัครัช เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ตอนแรกที่ก็อดแลนด์ติดต่อเพื่อขอให้เขาเข้ามาช่วยทำชุด เขาไม่ได้รู้จักก็อดแลนด์มาก่อน แต่เมื่อธราเทพติดต่อมาเพราะอยากให้เขาต่อยอดชุดปลากัดที่ อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม ผู้ดำรงตำแหน่ง Miss Thailand Universe 2020 ใส่ในการแข่งขันชุดประจำชาติบนเวที Miss Universe 2020 เขาจึงรู้สึกภูมิใจที่ก็อดแลนด์ติดต่อมายังตัวเขาที่เป็นดีไซน์เนอร์โดยตรง
เขาเสริมว่า ก็อดแลนด์เองก็มีโจทย์เรื่องการเพิ่มความเป็นแฟชั่นเข้าไปในชุดแบบเดิม และขอเพิ่มความพริ้วไหวเพื่อให้ตรงกับธีมการแข่งขันมากขึ้น
"น้องบอกว่าอยากให้เดินมาแล้วมีความเป็นธงชาติลอยมาเลย ฉะนั้นก็เน้นสีแดง น้ำเงิน แล้วก็ขาว ก็เลยออกแบบให้เข้ากับบริบทของน้อง แล้วช่วยกันปรับ" ดีไซน์เนอร์ผู้นี้เล่าถึงชุดปลากัดที่ใช้เวลาทำราว 1 สัปดาห์
สำหรับชุดหุ่นกระบอกเล็กซึ่งแบรนด์ Akarach เป็นคนรังสรรค์ให้กับก็อดแลนด์ ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดที่เขาเคยออกแบบสำหรับรอบชุดประจำชาติ การประกวด Miss Universe Thailand 2023
ในฐานะคนทำธุรกิจในแวดวงนี้ อัครัช บอกกับบีบีซีไทยว่าทั้งเวทีนางงามหรือแวดวงแดร็กควีนเองช่วยอุ้มชูอุตสาหกรรมการออกแบบตัดชุดต่าง ๆ ของเขาไว้มาก และนับตั้งแต่ที่ก็อดแลนด์ไปคว้าชัยระดับโลกยอดคนมากดติดตามบัญชีอินสตาแกรมของเขาก็มาขึ้นถึงหลักวันละกว่าพันคน
"ก็แบบทักมาชื่นชม ประมาณว่าถ้าฉันมีโอกาส ฉันจะมาใช้บริการจากคุณ คุณคือดีไซน์เนอร์ไทยที่ฉันชื่นชอบผลงานมาก ๆ" อัครัช เล่า
ในวันที่ธราเทพให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ที่สตูดิโอที่สำนักงานบีบีซี ประจำกรุงเทพมหานคร เขามาพร้อมด้วยชุดที่ใช้ในการแข่งขันอย่าง "ROCKET MAN" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจเซอร์ เอลตัน เฮอร์คูลีส จอห์น หรือ เซอร์ เอลตัน จอห์น ศิลปินนักร้องที่ระดับตำนานชาวอังกฤษ
เขาบอกว่า สุดท้ายเมื่อการแข่งขันผ่านไป เมื่อได้กลับมาทบทวนจึงพบว่าสุดท้าย "วันที่มันไปยืนเรียงกับคนอื่น เราไม่จมใครเลย เราสู้เขาได้แบบสบายมาก แล้วมันเลยทำให้ก็อดแลนด์รู้เลยว่าเราคิดถูกแล้วที่เราหยิบความเป็นไทยลงไปในรันเวย์เหล่านี้"
ทว่าความเป็นไทยทั้งหมดที่ถูกถ่ายทอดออกไปนั้นธราเทพเล่าว่า สารตั้งต้นไม่ได้เกิดจากแนวคิดว่าต้องชูความเป็นซอฟต์พาวเวอร์ออกไป หรือตั้งใจวางตัวเองไปเป็นทูตวัฒนธรรม
"เราแค่รู้สึกว่าเรามีอะไรดี บ้านเรามีอะไรดี องค์ประกอบไหนที่มันพอจะผูกโยงเข้ามาดูเป็นตัวเราได้บ้าง เราก็แค่ใส่มันลงไป ดังนั้นก็เลยจะบอกว่า ซอฟต์พาวเวอร์มันเกิดจากความไม่ตั้งใจ ถ้ามันตั้งใจจริงมันไม่เรียกซอฟต์ นึกออกไหมคะ มันคือ ฮาร์ดพาวเวอร์ ความแบบยัดใส่ลงไป"
ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ยัดเหยียดแต่อุตสาหกรรมต้องมีทุนหนุน
ในการแข่งขันครั้งนี้ ที่ความเป็นไทยถูกบอกออกไปยังผู้ชมทั่วโลก มีต้นทุนกลม ๆ อยู่ที่ราว 1 ล้านบาท โดยธราเทพแจกแจงว่าเม็ดเงินตรงนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1.เงินที่ได้รับมาจากรายการ 2.เงินเก็บของตัวเอง และ 3.เงินที่ต้องไปหยิบยืมคนรู้จักในวงการ
"สิ่งที่วงการ[แดร็กควีนในไทย]ยังขาดมาก ๆ คือเม็ดเงิน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกนี้มันหมุนได้ด้วยเงิน ก็อดแลนด์ไปแข่งได้ด้วยเงิน มันปฏิเสธไม่ได้เลย แล้วคิดว่า ก็อดแลนด์หาเงินหนึ่งล้านบาทด้วยตัวของตัวเอง ยังชนะรายการระดับโลกได้เลย แล้วถ้าเราได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน มันทำได้เวอร์กว่านี้อีก มันจะไปได้ไกลอีกแค่ไหน ก็อดแลนด์จินตนาการไม่ออกเลยว่าเราจะเวอร์ได้อีกแค่ไหน เราจะสร้างชื่อ เราจะเผยแพร่วัฒนธรรมเราได้กว้างอีกแค่ไหน"
ผศ.สกล โสภิตอาชาศักดิ์ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และเป็นผู้เขียนงานวิจัยที่มีชื่อว่า "What It Means to be a Drag Queen in Thailand: A Qualitative Study" [อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า "ความหมายของการเป็นแดร็กควีนในประเทศไทย: การศึกษาเชิงคุณภาพ"] บอกกับบีบีซีไทยว่าที่จริงแล้วอาชีพการเป็นแดร็กควีน ซึ่งตามงานวิจัยจะมีองค์ประกอบหลักดังนี้:
- มีการแสดงหรือการโชว์ที่มีส่วนร่วมกับผู้ชม
- มีการเปลี่ยนแปลงตัวตน จากผู้ชายเป็นผู้หญิง รวมถึงการเปลี่ยนจริตและบุคลิกภาพด้วย
- มีความ "เยอะ" เกินจริง ซึ่งเป็นจุดแตกต่างจากนางโชว์ที่ยังยืนอยู่บนพื้นฐานความสวยงาม
- มีความเป็นปัจเจกและความคิดสร้างสรรค์ของแดร็กแต่ละคนเอง
นักวิชาการผู้นี้อธิบายว่าต้นทุนของการประกอบอาชีพแดร็กควีนสูงมาก
"มันไม่ใช่อาชีพที่เหมือนกับว่า อุ๊ย ฉันไม่มีอะไรทำ มาทำแดร็กดีกว่า มันเป็นอาชีพที่ต้องมีแพสชั่น"
เขายังเสริมว่า "ในช่วงแรก มันไม่ได้เงินเยอะขนาดนั้น เผลอ ๆ บางทีต้องขาดทุนด้วยซ้ำ เพราะว่าสมมติงานนี้ได้เงินมา 5,000 บาท ก็หมดเงินไปทั้ง 5,000 บาทไปกับค่าชุด"
นอกจากการลงทุนที่ต้องทุ่มไปที่เครื่องแต่งกาย แดร็กควีนยังต้องพัฒนาทักษะของตัวเองในทุกด้านอีกด้วย ผศ.สกล เสริมว่า แม้หลายต่อหลายครั้งแดร็กควีนเองไม่ได้มีต้นทุนทางการเงินมาคอยช่วยเหลือ และเรียกรู้ทักษะหลาย ๆ แบบอย่างครูพักลักจํา แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ต้องทุ่มเวลา แรงกาย แรงใจให้กับการฝึกฝนอยู่ดี
"มันเป็นอาชีพที่มันต้องอัดทุกอย่างมาในตัวคนเดียว ต้องแต่งหน้า ต้องแต่งตัว ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ แล้วก็ต้องแสดงได้ ต้องพูดเก่งอีก มีความตลก มีความ เสียดสี... มันต้องมีเยอะไปหมดเลย" ผศ.สกล กล่าว
ในอุตสาหกรรมแห่งความคิดสร้างสรรค์และสีสันที่แสบทรวง ก็อดแลนด์บอกกับเรานี่ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ทุกคนจะมองข้ามได้
สำหรับธราเทพ ซึ่งตอนนี้อายุ 24 ปีแล้ว เขาบอกกับบีบีซีไทยว่าการจ้างงานแดร็กควีนหนึ่งคน จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนวนไปในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้หลายรอบมาก
"การจ้างแดร็กหนึ่งคน มันไปต่อแบบมหาศาล มันคือช่างชุด มันคือช่างเล็บ มันคือช่างผม มันคือร้านขายรองเท้า มันคือค่าผู้ช่วย มันคือค่าเดินทาง ค่าคนคิดท่าเต้น ค่านักเต้น ทุกคนมันได้ถ้วนหน้า เพราะว่าเราก็เป็นเหมือนตัวกระจายเงินอีกทีนึง" ก็อดแลนด์บรรยาย
สำหรับนักออกแบบและเจ้าของแบรนด์อย่างอัครัช เขาเล่าว่าชัยชนะของก็อดแลนด์อาจช่วยปูทางต่อให้กับอุตสาหกรรมการออกแบบชุดคอสตูมของไทยได้มากขึ้น และกว้างขวางขึ้น
"มันเหมือนประมาณว่าตอนนี้ คนทั่วโลกจะมองว่าประเทศไทยยังไม่ได้เป็นเมืองแฟชั่นในเรื่องของชุดคอสตูมสักเท่าไหร่ อาจจะมองแค่ชุดไทย แต่สิบปีที่ผ่านมา เวลาผลงานเราไปแข่งระดับนานาชาติ มันเหมือนเป็นซอฟต์พาวเวอร์ว่าเราไปชนะระดับโลกมา ร้อยประเทศ สองร้อยประเทศ เราได้ที่หนึ่งมานะนี่แหละต่างประเทศก็จะมองว่า ดีไซน์เนอร์ไทยไม่ได้ไม่ได้ไก่กา"
จากชัยชนะระดับโลกครั้งนี้ที่สะท้อนซอฟต์พาวเวอร์ความเป็นไทยออกมาได้อย่างลงตัว เราหันกลับมาถาม ผศ.สกล ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะเห็นอุตสาหกรรมแดร็กได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากภาครัฐมากขึ้น
อาจารย์ มธ.ผู้นี้บอกกับเราว่า มิติเรื่องเม็ดเงินสนับสนุนแวดวงศิลปะของเมืองไทยนั้นมีน้อยจริง ๆ โดยเฉพาะกับรูปแบบศิลปะที่ไม่ได้เป็นศิลปะแบบไทย ๆ ยิ่งเมื่อเป็นศิลปะแบบสมัยใหม่ การสนับสนุนจึงยิ่งน้อยลงไปอีก
"รำไทย มวยไทย มันสามารถขอเงินขอทุนกับกระทรวงได้ง่ายกว่า เพราะมันมีเหตุผลของการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย แต่พอมันเป็นรูปแบบศิลปะที่สมัยใหม่ขึ้นมาหน่อย อย่างแดร็กมันก็เริ่มจะยากแล้ว" ผศ.สกล กล่าว
จากการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเงินทุนสนับสนุนในแวดวงศิลปะไทย บีบีซีไทยพบว่ากระทรวงวัฒนธรรมมีกองทุนส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย ซึ่งมียุทธศาสตร์ในการผลักดันศิลปะร่วมสมัยเพื่อพัฒนาเป็นซอฟต์พาวเวอร์ส่งเสริมบทบาทและสถานะของไทยในประชาคมโลก รวมถึงต่อยอดไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ของกองทุนฯ นั้นพบว่ามีสาขาที่อยู่ภายใต้การให้ทุนทั้งหมด 9 สาขา ได้แก่ ทัศนศิลป์ ศิลปะการแสดง ออกแบบเครื่องแต่งกาย ภาพยนตร์ ดนตรี วรรณศิลป์ สถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์ และเรขศิลป์ (หรือกราฟิกดีไซน์) โดยไม่สาขาใดที่นิยามครอบคลุมถึงแดร็กโดยตรง และมีรายงานว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 – 2568 กองทุนฯ ได้ให้การส่งเสริมโครงการไปแล้วรวมทั้งสิ้น 275 โครงการ งบประมาณรวมราว 87 ล้าน
ผศ.สกล เสริมว่า สุดท้ายแล้วเส้นทางที่ก็อดแลนด์ได้ปูไว้นั้น "มันเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง คือมันจะเป็นพลุครั้งเดียวแล้วหายไปก็ได้ หรือมันจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียกร้องการสนับสนุนจากสังคมหรือจากรัฐเพิ่มขึ้นก็ได้ อยู่ที่ว่าเราอยากให้มันเป็นแบบไหน"
แดร็กคือการเมือง
บทสนทนาท่อนหนึ่งระหว่างก็อดแลนด์และพิธีกรของรายการอย่างรูพอลคือช่วงที่ ก็อดแลนด์พูดว่า "ฉันหวังว่าประเทศไทยจะภูมิใจ(กับฉัน)" และรูพอลตอบกลับมาว่า "ประเทศไทยภูมิใจ(ในคุณ)"
ความพยายามในการเป็นเด็กวัย 23 ปี ในขณะนั้น ที่เดินทางไปแข่งยังต่างประเทศ พร้อมแบกความเป็นคนไทยเอาไว้ในตัวผลักให้ธราเทพทำทุกอย่างออกมาอย่างเต็มที่ รวมไปถึงชุดสุดท้ายที่เขาใส่ขึ้นเวทีซึ่งเป็นบอดี้สูทสีธงชาติ
ภาพของก็อดแลนด์ในชุดที่แสดงความเป็นไทยอย่างที่สุดนี้มีคนเข้ามาชื่นชมนับกดไลก์หลักแสน และคอมเมนต์แสดงความยินดีอีกนับพัน อย่างไรก็ดี ก็มีผู้ที่เห็นต่างและมองว่าไม่เหมาะสม
โพสต์หนึ่งในโลกออนไลน์เขียนไว้ว่า "คิดยังไงกับภาพนี้ ธงชาติไม่ใช่ของเล่น ถ้าทำดีไม่ทีใครว่าดูจากดีไซน์ลดทอนคุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์ของธงชาติหมดแลการเอาสีน้ำเงินไว้ตรงกลาง ต้องการจะสื่ออะไร ไม่สนับสนุนอย่างแรง ลดความเป็นกีบลงบ้างจะดีขึ้น"
เราถามก็อดแลนด์อย่างตรงไปตรงมาว่าเขาคิดอย่างไรกับคนที่ไม่เข้าใจความตั้งใจของตัวเขา
"Drag is political" [แดร็กคือการเมือง] ก็อดแลนด์บอกกับเรา พร้อมเสริมว่า "เป็นมาตั้งนานแล้ว จุดเริ่มต้นของแดร็กคือการประท้วง การไม่นอมจำนนต่อขนบ คนในสังคมจะให้เราเป็นผู้ชาย ไม่ ฉันจะเป็นผู้หญิง"
ธราเทพบอกเราว่า แก่นของการทำแดร็กคือการท้าทายสังคม การทำให้คนตั้งคำถามและฉุกคิด แล้วสุดท้ายสิ่งที่มันทิ้งไว้มันคือบทสนทนา การถกเถียง ซึ่งทำให้สังคมของได้ตกตะกอนความคิดอะไรบางอย่างออกมา
"สิ่งที่ก็อดแลนด์ทำหรือว่าทุกการถกเถียงที่เกิดขึ้นนะ ก็อดแลนด์มีความสุขมาก นี่แหละการที่เราได้ตั้งคำถาม การที่เราได้ให้คนได้ฉุกคิดว่า 'เฮ้ย อีนี่มันทำอะไร ทำไมอีนี่มันทำอย่างนั้น ทำไมอีนี่มันทำอย่างนี้ นี่แหละคือแก่นของแดร็ก'" ธราเทพกล่าว
ด้าน ผศ.สกล มองว่าแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นจากชุดธงชาตินั้นไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับวัฒนธรรมแดร็ก "คนที่ไม่เห็นด้วยมันก็ไม่เห็นด้วยได้ แต่มันไม่ได้ผิดกฎหมาย" เขากล่าว พร้อมชี้ให้เห็นว่าแดร็กมีธรรมชาติของการผลักกรอบของสังคมออกไปเรื่อย ๆ เสมอ
"มันก็ต้องมีแรงเสียดทานอยู่แล้ว แต่เราต้องอย่าลืมว่าบางทีเราไม่รู้ว่าแรงเสียดทานตัวนี้มันเยอะหรือน้อยแค่ไหน คนที่คอมเมนต์อาจดูเยอะ แต่เทียบกับทั้งประเทศ คนที่ไม่ได้สนใจอะไรขนาดนั้นอาจจะเยอะกว่าก็ได้" ผศ.สกล กล่าว
เจนซีผู้สร้าง 'legacy' (มรดก) ให้ทั้งเอเชีย
ธราเทพบอกกับเราว่าชัยชนะที่เขาได้มาทำให้ทุกอย่างที่ทุ่มเทไปหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ถึงแม้ว่าเมื่อกลับมาไทยแล้วเขาจะยังไม่ได้นอนเต็มอิ่มเพราะต้องเดินสายให้สัมภาษณ์ทุกวันก็ตาม
เขาบอกกับบีบีซีไทยเพิ่มว่าวันที่กลับมาไทยและรายการเริ่มออนแอร์ ตอนแรกเขาก็ยังไม่รู้ว่าคนไทยจะเข้าใจเขาไหม เขาจึงได้แต่ภาวนาว่า "สิ่งที่เราทำ ความพยายามที่เราทำลงไป ทุกซอฟต์พาวเวอร์ ทุกความเป็นไทยที่เราตั้งใจใส่ลงไป เราหวังว่ามันจะไปถึงคนไทย" แต่เมื่อรายการเริ่มฉายจริงเขาได้รับกำลังใจและแรงสนับสนุนแบบเกินกว่าที่ตัวเองคิดไปมาก
"ก็อดแลนด์ไม่คิดเลยว่าคนไทยจะจะหันมาดูเยอะขนาดนี้ มันเป็นกระแสช่วงที่โลกก็วุ่นวายปั่นป่วน ทุกคนก็มีสิ่งที่ต้องโฟกัสมากมาย และรายการเรียลลิตี้ทุกวันนี้ก็ผุดเป็นดอกเห็ด คู่แข่งมันเยอะมาก แต่ก็อดแลนด์จะบอกว่าก็อดแลนด์ได้รับความรักจากคนไทยเยอะแบบเยอะมาก แล้วก็เป็นเกียรติมากที่ได้ไปเป็นตัวแทนของคนไทย ภูมิใจมาก แล้วก็จะบอกว่าเป็นเกียรติ"
การเป็นตัวแทนครั้งนี้ของก็อดแลนด์ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นตัวแทนคนไทย แต่คือการเป็นตัวแทนของชาวอาเซียน รวมไปถึงชาวเอเชีย ที่ให้การสนับสนุนอย่างล้นหลาม
ก็อดแลนด์ทิ้งท้ายกับบีบีซีไทยว่า ชัยชนะครั้งนี้ "คือข้อพิสูจน์ของความเป็นเลิศแห่งเอเชีย คือข้อพิสูจน์ของความเป็นเลิศของแดร็กในเอเชีย เพราะเมื่อพวกเราทำโชว์แดร็กในเอเชีย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราไม่ได้มาเล่น ๆ เรามาเพื่อชนะ"
"วันนี้ก็อดแลนด์ได้จารึกหน้าประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ของตัวเอง แต่คือประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าทุกอย่างเป็นไปได้ ตราบใดที่คุณกล้าฝัน กล้าพยายาม และทุ่มเทอย่างเต็มที่ สักวันหนึ่งมันจะตอบแทนคุณ"