You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
วิกฤตน้ำมันแพงทำให้สงกรานต์ปีนี้หลายคนเลือกไม่กลับบ้าน ส่วนบริษัทเดินรถบอก "วิ่งรถออกไปก็ขาดทุนแล้ว"
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- เวลาอ่าน: 23 นาที
"ในมุมของผู้ใหญ่ เขาก็อยากให้ลูกกลับแหละ... ในความรู้สึก ในแววตา ในน้ำเสียง เรารับรู้ได้ว่า คือเราเจอกันแค่ปีละหนึ่งครั้ง เขาก็รอวันนี้" ภคพร เจริญกุล ผู้ติดตามสามีมาทำงานใน จ.แพร่ เล่าความรู้สึกของพ่อที่เธอจับสังเกตได้ ในตอนที่วิดีโอคอลไปบอกว่าสงกรานต์ปีนี้ไม่ได้กลับบ้านที่ จ.นครศรีธรรมราช
"[คุณพ่อ] แกก็แก่มากแล้วไง อีกอย่างแกก็ไม่ค่อยสบาย" จิรปาน คำโคตร ที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ บอกเล่าความคิดถึงที่เธอมีต่อครอบครัวใน จ.สกลนคร
ปลายสัปดาห์นี้คือช่วงเวลาที่หลายคนเริ่มเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์กับครอบครัวและคนที่รัก และแม้ภาครัฐจะประกาศตรึงราคารถโดยสารและรถร่วมบริการของ บขส. เอาไว้ในช่วงเทศกาลไปจนถึงวันที่ 19 เม.ย. แต่ผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางด้วยวิธีนี้ต้องเผชิญกับต้นทุนค่าเดินทางที่สูงขึ้น ทำให้บางคนเลือกจะไม่กลับบ้าน
ในขณะผู้ทำหน้าที่พาประชาชนกลับบ้านอย่างผู้ประกอบการรถโดยสารสาธารณะต้องเผชิญกับสภาวะ "ขาดทุน" เพื่อแลกกับการส่งผู้โดยสารกลับบ้านช่วงเทศกาลในราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนค่าน้ำมันที่สูงขึ้น
มีไม่กี่ช่วงเวลาของปีที่คนในครอบครัวจะได้หยุดงานพร้อม ๆ กัน และมีโอกาสได้กลับมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าอย่างเช่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่สงกรานต์ที่เต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายทำให้บรรยากาศของเทศกาลในปีนี้ อาจเป็นเทศกาลที่ตึงเครียดขึ้นสำหรับผู้ประกอบการบางราย และเหงาลงสำหรับประชาชนบางคนที่ไม่ได้กลับภูมิลำเนา
"กลัวไม่มี [น้ำมัน] เติม"
นับเป็นเทศกาลหยุดยาวครั้งแรกที่ ภคพร เจริญกุล แม่บ้านวัย 34 ปีซึ่งติดตามสามีที่มาทำงานขับรถเครนอยู่ที่ จ.แพร่ จะไม่ได้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวตามภูมิลำเนาเดิมของสามีหรือของเธอเอง
เธอเล่าว่าโดยปกติในทุกช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ เธอและสามีจะหอบเสื้อผ้า ของฝาก และแมวที่ "เลี้ยงไว้เหมือนลูก" 5 ตัว ขึ้นรถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางกลับบ้านเกิด โดยสลับกันไปบ้านของสามีที่ จ.ร้อยเอ็ด และบ้านของเธอที่ จ.นครศรีธรรมราช
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เป็นคิวที่เธอวางแผนจะกลับ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อไปเยี่ยมพ่อซึ่งใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง
"ช่วงปลาย ก.พ. เราจะเริ่มจองโรงแรม เริ่มเช็กรถ เริ่มติ๊กแล้วว่าเราจะไปเที่ยวไหนกัน" ภคพรกล่าว เธอเล่าว่าการวางแผนกลับภูมิลำเนาของเธอรวมถึงการจองที่พักที่ จ.เพชรบุรี เอาไว้ล่วงหน้าสำหรับพักค้างระหว่างเดินทาง พร้อมทั้งสั่งของฝากจาก จ.แพร่ ทั้งขนมและของใช้ต่าง ๆ รวมถึงชุดม่อฮ่อมที่สั่งตัดไซส์พิเศษ เตรียมขนขึ้นรถไปฝากพ่อของเธอด้วย
แต่เมื่อราคาน้ำมันทยอยปรับขึ้นมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค. และยังไม่รู้ว่าเมื่อถึงวันเดินทางจะหยุดอยู่ที่ราคาลิตรละเท่าไหร่ ทำให้เธอตัดสินใจพับแผนทั้งหมด โดยยอมเสียค่ามัดจำโรงแรมและค่าข้าวของต่าง ๆ ที่ไม่สามารถยกเลิกออเดอร์ได้
"พี่จะมีก้อนนึงเลย ตีไว้ 10,000 บาท" เธอเล่าถึงเงินเก็บที่เตรียมไว้สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งรวมทั้งค่าน้ำมันรถและค่ากินอยู่ทั้งหมด "แต่ปีนี้ดูจากสถานการณ์เราก็คือ หนึ่ง ค่าใช้จ่ายอย่างอื่นมันก็สูง แล้วก็ยิ่งน้ำมันคือกลัวว่าช่วงที่ไประหว่างทาง กลัวจะไม่มีเติม... ก็เลยตัดสินใจว่าไม่กลับดีกว่า"
เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่ารัฐบาลมีน้ำมันเพียงพอสำหรับช่วงสงกรานต์ โดยให้ความมั่นใจว่าประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ แต่ขอให้ใช้รถสาธารณะให้มากขึ้น หรือใช้วิธีร่วมเดินทางไปด้วยกัน (carpool) เพื่อประหยัดพลังงาน ทว่าคำยืนยันนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความมั่นใจให้กับภคพร
"พี่กังวล เอาตรง ๆ พี่ไม่สามารถเชื่อคำพูดในข่าวหรือว่าในอะไรแบบนี้ได้" เธอบอกพร้อมอ้างถึงประสบการณ์ตรงที่เธอเคยถูกจำกัดการเติมน้ำมันในช่วงก่อนหน้านี้มาแล้วและไม่อยากเผชิญประสบการณ์เดิมซ้ำอีกครั้งในระหว่างทาง
นอกจากนี้ เธอยังไม่แน่ใจว่าเงิน 10,000 บาทที่เธอเตรียมเอาไว้ จะเพียงพอสำหรับการเดินทางในครั้งนี้หรือไม่ เมื่อราคาน้ำมันก็ยังไม่นิ่ง
"ในมุมของผู้ใหญ่ เขาก็อยากให้ลูกกลับแหละ แต่เขาก็พูดกลับว่า ไม่เป็นไร รอดูสถานการณ์ ถ้าไม่กลับเขาก็ไม่ได้ซีเรียส" ภคพรเล่าบทสนทนากับพ่อตอนที่เธอวิดีโอคอลไปบอกว่าสงกรานต์ปีนี้อาจไม่ได้กลับบ้าน "แต่ในความรู้สึก ในแววตา ในน้ำเสียง เรารับรู้ได้ว่า คือเราเจอกันแค่ปีละหนึ่งครั้ง เขาก็รอวันนี้ที่ [คิดว่า] เรากลับแน่ ๆ"
ความกังวลเรื่องปริมาณน้ำมันว่าจะเพียงพอหรือไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจของพรรณวิมล จิตรชื่น เจ้าหน้าที่ตัดต่อวัย 29 ปีที่ทำงานในกรุงเทพมหานครเช่นกัน ความกังวลนี้ทำให้เธอเลือกไม่ขับรถกลับภูมิลำเนาใน จ.ขอนแก่น ในช่วงสงกรานต์ เพราะกลัวว่าจะเกิดความยากลำบากในการหาน้ำมันเติมระหว่างทาง
"เราไม่รู้ว่าน้ำมันของรถของเราที่เราขับไป มันจะไปหมดในจุดไหน ถ้ามันเป็นจุดที่ขาดแคลน หรือว่ามีการจำกัดการเติมอย่างนี้ เราก็รู้สึกว่า เอ๊ะ! เราเป็นผู้หญิง เราไปเราจะไม่ปลอดภัยหรือเปล่า ถ้าสมมติรถน้ำมันหมดกลางทางแล้วไม่สามารถหาที่เติมได้" เธอกล่าวโดยบอกว่าปริมาณน้ำมันที่มีรองรับ มีผลกับการตัดสินใจครั้งนี้ของเธอมากกว่าราคาน้ำมันที่แพงขึ้นมา เพราะเธอยังตัดสินใจเดินทางกลับบ้านอยู่ดี โดยยอมเสียค่าน้ำมันที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 400 – 500 บาทต่อเที่ยว เพื่อกลับบ้านในช่วงหลังเทศกาลแทน
"ที่บ้านก็โอเค เพราะว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องขับไปแล้วจะเติมน้ำมันได้ไหม หรือว่าน้ำมันแพงไหม แต่ว่ามันก็เรื่องความปลอดภัยด้วย" พรรณวิมลกล่าว "การที่ไปในช่วงเทศกาลจะอันตรายมากกว่าการที่เราไปในช่วงที่รถไม่เยอะ คนไม่เยอะ ที่บ้านก็ค่อนข้างโอเคถ้าเราจะกลับช่วงหลังเทศกาล"
"ไม่ได้พร้อมจ่าย [ค่าตั๋วเครื่องบิน] ในราคานี้"
แม้แต่ผู้ที่อาศัยการเดินทางสาธารณะอย่าง ชมณิศา โถดี ผู้สื่อข่าววัย 33 ปีที่ทำงานในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมักจะหาโอกาสทุกวันหยุดยาวที่พอจะมีเดินทางด้วยเครื่องบินกลับบ้านเกิดใน จ.เชียงใหม่ อยู่เสมอ ก็ตัดสินใจบอกกับครอบครัวผ่านทางโทรศัพท์ว่า "ขอไม่กลับบ้าน" ในช่วงสงกรานต์ปีนี้ เพราะสู้ราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นไม่ไหว
"เราเคยเดินทางจากเดิมมันแค่ประมาณ 2,000 นิด ๆ อะไรอย่างนี้ ตีไป 2,500 นี่คือราคาปกติช่วงเทศกาลที่ไม่ได้ช่วงสงคราม แต่พอเป็นช่วงสงครามรู้สึกว่าราคามันเพิ่มขึ้นแบบหนึ่งเท่าเลย 5,000 - 5,700 เลย" เธออธิบายโดยคำนวณค่าตั๋วเครื่องบินที่ต้องจ่ายรวมทั้งขาไปและขากลับ ซึ่งเธอ "ไม่ได้พร้อมจ่ายในราคานี้"
"ช่วงสงกรานต์เราจะมีรวมญาติ คือญาติพี่น้องก็จะมารวมกันกินข้าวด้วยกัน เราก็จะถือโอกาสนี้ได้เจอญาติหลาย ๆ คน ช่วงแรกที่จะกลับบ้าน ก็จะถือโอกาสนี้ไปเจอญาติพี่น้อง แต่พอเราไม่ได้กลับแล้ว เราก็ต้องบอกเขาทุกคนว่า เอ๊ย! เราไม่ได้กลับแล้วนะ เพราะว่าตั๋วมันแพง" ชมณิศาเล่า พร้อมกับบอกว่าแม่และญาติ ๆ ของเธอทุกคนก็เข้าใจในเหตุผลนี้
เธอบอกว่าสาเหตุที่เธอไม่เลือกเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางแทนแม้จะราคาถูกกว่า เพราะด้วยความแออัดในช่วงเทศกาลและระยะทางที่ต้องใช้เวลาเดินทาง 8-9 ชั่วโมงต่อเที่ยว ทำให้เธอรู้สึกเหมือนว่าเหลือวันเวลาที่จะใช้กับครอบครัวและเพื่อน ๆ ที่เชียงใหม่น้อย จึงตั้งใจว่าจะเดินทางกลับในภายหลังโดยอาศัยวันลาพักร้อนของตัวเองไปในช่วงที่ราคาตั๋วเครื่องบินถูกลงแทน
"นาน ๆ เรากลับทีหนึ่งใช่ไหม เราก็อยากไปเจอให้ครบทุกคน" ชมณิศากล่าว เธอเล่าว่าสังคมของเธอใน จ.เชียงใหม่ นอกจากครอบครัวและญาติส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นั่น ก็ยังมีเพื่อนทั้งในวัยเรียนและวัยทำงาน ทำให้การกลับบ้านสำหรับเธอเป็นเสมือนการ "ชาร์จแบต" ซึ่งเธอก็อยากมีเวลาเพียงพอได้พบปะกับทุกคน
"ถ้าเรานั่งรถ [โดยสารสาธารณะ] ไป-กลับก็ 2 วันแล้ว ขาไปนั่งรถวันหนึ่ง ขากลับนั่งรถวันหนึ่ง เราก็เหลือเวลาอยู่กับที่บ้านแค่ 3 วันเอง"
"ไม่คุ้มกับค่ารถโดยสาร"
ผลจากค่าน้ำมันที่ทยอยปรับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงปลายเดือน มี.ค. ทำให้เมื่อวันที่ 30 มี.ค. คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง มีมติให้ปรับราคาค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบจากการที่ผู้ประกอบการลดเที่ยววิ่งซึ่งส่งผลต่อผู้ใช้บริการ โดยราคาใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. ที่ผ่านมา แต่มีการประกาศตรึงราคาสำหรับ "รถโดยสารของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) และรถร่วมฯ ที่ให้บริการในเส้นทางหมวด 2 และ 3" ให้ใช้ราคาเดิมไปจนถึง 19 เม.ย. เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเทศกาลไปก่อนที่จะปรับใช้อัตราใหม่
ทว่าการตรึงราคานี้ไม่สามารถช่วยลดภาระค่าเดินทางสำหรับผู้ที่ไม่ได้มีภูมิลำเนาอยู่ในเส้นทางวิ่งของรถร่วมฯ บขส. อย่าง จิรปาน คำโคตร ผู้รับจ้างอิสระวัย 47 ปีในกรุงเทพมหานคร ที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน อ.กุดบาก จ.สกลนครได้
จิรปานบอกว่าวิธีการเดินทางที่สะดวกและมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดในการเดินทางกลับบ้านเกิดคือการอาศัยรถตู้ของผู้ประกอบการอิสระเจ้าประจำ ที่จะ "รับคนจากกรุงเทพฯ" ให้เต็มคัน แล้วไปส่ง "ตามบ้าน" ซึ่งจะไปส่งถึงใน อ.กุดบาก เลย ในขณะที่หากใช้การโดยสารรถร่วมฯ บขส. จิรปานจะต้องไปลงที่ตัวเมืองกาฬสินธุ์หรือตัวเมืองสกลนครแล้วเหมารถต่อไปอีก ซึ่งเฉพาะค่าเหมารถจากตัวเมืองเข้าบ้าน ในช่วงที่ก่อนสงครามก็มีราคาอย่างต่ำ 700 บาทแล้ว
ด้วยเหตุนี้ จิรปานจึงเลือกใช้บริการรถตู้อิสระเจ้าประจำ ซึ่งครั้งล่าสุดที่จิรปานเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา คิดค่าโดยสาร 900 บาท/เที่ยว แต่ปรากฏว่าเมื่อสอบถามราคาล่าสุดเพื่อจะเดินทางกลับบ้านในช่วงสงกรานต์ พบว่าราคาค่าโดยสารขึ้นมาเป็น 1,150 บาท/เที่ยว รวมแล้วทั้งขาไปและกลับ ทำให้ต้องเสียค่าโดยสารแพงขึ้น 500 บาท นั่นทำให้จิรปานตัดสินใจไม่กลับบ้าน
"[ค่ารถ] 2,000 กว่าบาทไป-กลับ แล้วถามว่าถ้าลงไปปุ๊บ เราอยู่แค่ไม่กี่วันต้องขึ้นมา มันก็ไม่คุ้มกับค่ารถ ผมก็เลยแบบ ไม่อยากไปดีกว่า มันไม่คุ้ม" จิรปานกล่าว "ถ้าอย่างอยู่กรุงเทพฯ 3-4 วัน เราก็ไม่ได้ไม่ได้ใช้เงินถึงขนาดพัน [บาท] นะ"
จิรปานยอมรับว่าการไม่ได้กลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ครั้งนี้ทำให้เธอรู้สึก "คิดถึง" พ่อและแฟนของเธอที่อยู่ จ.สกลนคร
"[คุณพ่อ] แกก็แก่มากแล้วไง อีกอย่างแกก็ไม่ค่อยสบาย เราก็ต้องเป็นห่วงเขา" จิรปานกล่าว "ยังดีตรงมีแฟนคอยอยู่ดูแลตรงโน้น แต่ว่าเดี๋ยวดูสักพักหนึ่ง ค่อยดูว่า… อาจจะให้ค่ารถลดลงหน่อยก่อน ค่อยกลับ"
"ขนาด [ผู้โดยสาร] เต็ม ก็ขาดทุน" ผู้ประกอบการรถโดยสารต้องแบกต้นทุนช่วงเทศกาล
สำหรับรถโดยสารสาธารณะที่ยังไม่ได้ปรับราคาในช่วงเทศกาล ทั้งรถร่วมฯ ของ บขส. ที่อยู่ภายใต้คำสั่งตรึงราคา และรถของผู้ประกอบการเอกชนที่ไม่ได้อยู่ภายใต้คำสั่งนี้ แต่ตัดสินใจตรึงราคาส่วนหนึ่งเอาไว้เองเพื่อลดผลกระทบกับผู้บริโภคนั้น ต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นไปตกอยู่กับผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับ ทำให้ "ขาดทุน" ในช่วงเทศกาลที่ควรจะมีกำไร
"ขนาดว่าผู้โดยสารเต็มความจุ ณ ปัจจุบันราคาตอนนี้ บริษัทก็ขาดทุนแล้ว" พิสิษฐ์ สิทธิธนัญชัยกุล กรรมการบริหารบริษัท เทพสมบัติ จำกัด ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะ "สมบัติทัวร์" บอกกับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 8 เม.ย. โดยเน้นย้ำคำว่า "ขาดทุน" ของเขา หมายถึงเฉพาะแม้การเดินทางขาเดียวที่มีผู้โดยสารเต็มคันรถ ยังไม่นับรวมถึงการตีรถกลับมาซึ่งมักจะมีผู้โดยสารน้อยกว่าหรืออาจไม่มีเลย จากการคิดค่าโดยสารราคาเดิม ในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงจากเดิมมาก ตามคำสั่งตรึงราคาของกระทรวงคมนาคม
"จากราคา 30 บาท... ขึ้นมาหลายรอบจนมาถึงราคา ณ ปัจจุบัน 50 บาทนิด ๆ แสดงว่าขึ้นมา 20 บาทต่อลิตรนะครับ ก็มากพอสมควรเลย" เขาอธิบาย
"สมมติว่าเชียงใหม่ ไป-กลับ 400 ลิตร คูณไป 30 บาทน้ำมันเก่า 12,000 ถูกไหมฮะ พอมาเป็นน้ำมันใหม่ 50 บาท กลายเป็น 20,000 ต้นทุนเพิ่มขึ้นมาอีก 8,000 ตีว่าขาหนึ่งเพิ่มขึ้นมา 4,000 ขาดทุนแน่ ๆ 4,000 บาทต่อเที่ยว"
กรรมการบริหารของสมบัติทัวร์บอกว่า ต้นทุนค่าน้ำมันที่ผู้ประกอบการเดินรถอย่างบริษัทเขาต้องแบกรับถือว่าหนัก และได้รับผลกระทบถึงขั้นขาดทุน
"ขาดทุนไม่ได้หมายถึงว่าขาดทุนกำไร คือมันขาดทุนเลย วิ่งรถออกไปก็ขาดทุนแล้วตอนนี้ พูดง่าย ๆ แต่จะไม่วิ่งก็ไม่ได้ เราบริการอยู่แล้ว เพราะเราขายตั๋วแล้ว แล้วมันเต็มแล้ว"
เขาเล่าว่าผลกระทบแรกที่บริษัทแบกรับ คือมียอดจองการเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงสงกรานต์เต็มแล้วตั้งแต่ช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อน ก่อนที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางจะมีมติให้ปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร
ส่วนผลกระทบอีกประการคือแม้จะมีการประกาศให้ขึ้นราคาค่าโดยสารได้แล้วตั้งแต่ 6 เม.ย. แต่ผู้ให้บริการรถร่วมฯ บขส. ก็ถูกร้องขอให้ตรึงราคาเดิมไว้ก่อน ซึ่งแม้กรมการขนส่งทางบกและ บขส. จะแจ้งต่อผู้ประกอบการรถร่วมฯ ว่าจะมีการนำเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มาชดเชยส่วนต่างให้ แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้มีการแจ้งผู้ประกอบการอย่างชัดเจนว่าจะได้เงินชดเชยเมื่อใดทำให้ผู้ประกอบการต้องสำรองออกไปก่อน
พิสิษฐ์มองว่าประเด็นนี้ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการรถโดยสารส่วนหนึ่งเดินทางไปที่พรรคภูมิใจไทยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (7 เม.ย.) เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการเยียวยา
"รัฐบอกว่าจะอุดหนุนมาแต่ก็ต้องรอก่อน ก็คือให้เตรียมหลักฐาน ให้เตรียมอะไรที่จะจะส่งเพื่อให้ให้เช็กยอดได้ และก็จะอุดหนุนกลับมาหลังจากวันที่ 19 [เม.ย.] ไปแล้ว ของรถที่เป็นรถร่วมฯ บขส. นะครับ" พิสิษฐ์ระบุ "มันเป็นสัญญาที่แจ้งมาว่าในช่วงวันที่ 6-19 [เม.ย.] ให้ตรึงราคาเอาไว้… แต่ว่าไม่ได้แจ้งมาเลยว่าจะชดเชยเท่าไหร่"
แม้จะต้องขาดทุนทุกเที่ยวที่นำรถออกไปวิ่งในช่วงเทศกาล แต่ผู้บริหารสมบัติทัวร์ยืนยันว่าจะไม่กระทบกับผู้โดยสารที่จองตั๋วเดินทางจนเต็มรอบรถในช่วงสงกรานต์ไว้แล้ว
ทว่าสำหรับ "รถเสริม" ซึ่งไม่ใช่รถของทางบริษัทโดยตรง แต่เป็นของบริษัทอื่น ๆ ที่โดยปกติจะขอให้เข้ามาช่วยวิ่งรับส่งผู้โดยสารเพิ่มในช่วงเทศกาลสำหรับผู้โดยสารที่ไม่ได้จองล่วงหน้าอาจมีจำนวนลดลงบ้าง เพราะเมื่อนำผู้โดยสารส่งถึงภูมิลำเนาแล้ว อาจไม่สามารถตีรถเปล่ากลับมารับผู้โดยสารอีกรอบได้ทันทีเหมือนปีก่อน ๆ โดยต้องหยุดพักรอให้มีผู้โดยสารก่อน
ด้านกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะ "กรีนบัส" ระบุว่าเขาเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ต่างกัน
"อย่างต้นเทศกาล ออกจากเชียงใหม่ไปปลายทางคนจะเต็มร้อย แต่ขากลับจากปลายทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเชียงราย แพร่ น่าน พะเยา จะมีจำนวนผู้โดยสารอยู่แค่ครึ่งเดียว เพราะฉะนั้นไป-กลับก็จะได้รับผู้โดยสารอยู่ 150 คน หาร 2 มันก็ได้รับแค่ 75% หรือว่าอัตราครองที่นั่งมันจะได้อยู่ประมาณ 75% ซึ่งต้นทุนปัจจุบันมันขึ้นไปเกือบ 80% แล้วนะครับ ยิ่งวิ่งมากยิ่งขาดทุนมาก" เขาบอกกับบีบีซีไทยเมื่อวันที่ 9 เม.ย.
ผู้ประกอบการรายนี้เล่าถึงมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐว่า ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. จนถึงขณะที่เขาให้สัมภาษณ์ มีการอนุมัติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารมาแล้วสองครั้ง จากเดิมที่คิดอัตรา 0.58 บาท/กม./คน มีการปรับค่าโดยสารรอบแรกเป็น 0.62 บาท/กม./คน และต่อมาปรับอีกครั้งเป็น 0.68 บาท/กม./คน
กรีนบัสซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้คำสั่งตรึงราคาช่วงเทศกาล เนื่องจากไม่ใช่รถร่วมฯ บขส. ได้ปรับมาใช้อัตรา 0.62 บาท/กม./คน และจะตรึงราคานี้ต่อไปจนถึง 19 เม.ย. เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเทศกาลที่คนมักจะเดินทางกลับภูมิลำเนาไปก่อน ซึ่งในปีนี้ผู้บริหารกรีนบัสคาดการณ์ว่าจะมีผู้มาใช้บริการมากเป็นพิเศษ จากยอดจอดตั๋วที่ตอนนี้เกือบเต็ม 100% ในรอบรถตั้งแต่วันศุกร์นี้ (10 เม.ย.) ไปจนถึงหลังเทศกาลสงกรานต์ และสถานการณ์น้ำมันที่ทำให้คาดว่าคนจะหันมาใช้รถโดยสารสาธารณะมากกว่ารถส่วนตัวในการเดินทาง
"เดิมถ้าเป็นเที่ยวปกติ เราจะออกจากเชียงใหม่ประมาณสัก 80 เที่ยวต่อวัน แต่ในช่วงเทศกาลนี่เราคาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 150 เที่ยวต่อวัน อาจจะถึง 180 เที่ยวต่อวัน" กฤษฏิภาชย์กล่าว "เพราะฉะนั้นเราก็มีรถที่เตรียมไว้ เป็นรถที่สำรองเข้ามาช่วยในการนำพาผู้โดยสารไปถึงปลายทาง"
แม้จะปรับค่าโดยสารมาแล้วในอัตราที่เพิ่มขึ้น 4 สตางค์/คน/กม. แต่ผู้บริหารกรีนบัสบอกว่าด้วยราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมาจากก่อนสงครามถึงลิตรละประมาณ 20 บาท ทำให้แม้จะเพิ่มค่าโดยสาร แต่ก็ยังมีส่วนต่างต้นทุนที่เพิ่มเข้ามากว่าวันละ 3 แสนบาท และต่อให้เขาปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นในอัตรา 10 สตางค์/คน/กม. ซึ่งเป็นอัตราเต็มที่ที่รัฐอนุญาต ก็ช่วยแบ่งเบาต้นทุนราคาน้ำมันไปได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
"ถามว่าสอดคล้อง [กับราคาน้ำมัน] ไหม ก็ยังครับ" เขาพูดถึงอัตราค่าโดยสารใหม่ที่มีการอนุมัติให้ปรับขึ้น "เพราะว่าจริง ๆ แล้ว ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น อย่างเช่นถ้าน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาท เรามีอัตราการใช้เชื้อเพลิงอยู่ที่ 1 ลิตร เราวิ่งได้ 3 กิโลฯ เพราะฉะนั้นมันก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอยู่ประมาณ 0.33 บาท"
"เมื่อเราเอาจำนวนที่นั่งหารเข้าไป มันเทียบได้กับว่าถ้าน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาท อัตราค่าโดยสารควรที่จะปรับเพิ่มขึ้น 1 สตางค์ ดังนั้นอย่างปัจจุบัน เดิมราคาน้ำมันอยู่ที่ 30 บาท ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 50 บาท อัตราค่าโดยสารที่ควรเป็นจริง ควรจะอยู่ที่ 20 สตางค์ที่เพิ่มขึ้นจากเดิม" กฤษฏิภาชย์ระบุ
เขาอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่าก่อนปรับค่าโดยสารเพิ่ม 4 สตางค์ กรีนบัสมีต้นทุนค่าน้ำมันเพิ่มขึ้นมาประมาณ 400,000 บาทจากการใช้น้ำมัน 20,000 ลิตรต่อวัน แต่เมื่อปรับค่าโดยสารขึ้นมา การขาดทุนก็ยังสูงอยู่โดยยังอยู่ที่ประมาณ 320,000 บาทต่อวัน
อย่างไรก็ดี ผู้บริหารรายนี้มองว่าต้นทุนที่ผู้ประกอบการแบกรับก็ไม่ควรจะถูกผลักไปเรียกเก็บกับผู้โดยสารทั้งหมดเช่นกัน แต่ภาครัฐควรเข้ามาช่วยเหลือโดยอาจมีได้หลายมาตรการ ทั้งการใช้มาตรการทางภาษีมาสนับสนุนผู้ประกอบการ, มีโควตาน้ำมันราคาพิเศษสำหรับรถโดยสารเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงการให้เงินอุดหนุนและสนับสนุนให้ผู้โดยสารสามารถใช้บริการรถสาธารณะได้
นอกจากนี้ เขายังแสดงความกังวลต่อกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีออกมาเปิดเผยว่าอาจบังคับใช้มาตรการจำกัดเวลาการเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันในช่วงหลังสงกรานต์ว่า จะกระทบกับการเดินรถทางไกลบางเส้นทางที่โดยปกติจะต้องไปเติมน้ำมันระหว่างทาง ซึ่งแม้เขาทราบว่ามีการประสานเตรียมน้ำมันไว้ให้บริการสำหรับรถโดยสารเชิงพาณิชย์บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นความชัดเจนในทางปฏิบัติว่ามีปั๊มน้ำมันใดบ้างที่รถโดยสารสามารถเข้าไปใช้บริการได้หลังเวลา 22.00 น. หากมาตรการจำกัดเวลานี้มีผลบังคับใช้
บขส. ยืนยันพร้อมจ่ายเงินอุดหนุนผู้ประกอบการ "ทุกวัน"
ด้าน วีรวัฒน์ พัฒนาถาวรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารการเดินรถ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการกับบีบีซีไทย ในการให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงเย็นวันที่ 8 เม.ย. ว่า ที่ผ่านมากรมการขนส่งทางบกมีการอนุมัติให้ปรับค่าโดยสารขึ้นแล้ว 2 ครั้ง คือวันที่ 6 เม.ย. อนุมัติให้ปรับขึ้นมา 5 สตางค์/คน/กม. และในวันที่ 8 เม.ย. ก็มีการอนุมัติให้ปรับค่าโดยสารเพิ่มเติมขึ้นอีก 7 สตางค์/คน/กม. ซึ่งรวมกันแล้วเท่ากับมีการปรับเพิ่ม 12 สตางค์/คน/กม.
ตัวเลขนี้ไม่ตรงกับที่ผู้บริหารกรีนบัสให้สัมภาษณ์ว่ามีการอนุมัติให้ปรับขึ้นรวม 10 สตางค์/คน/กม. ซึ่งบีบีซีไทยสอบถามกับไปยังเจ้าหน้าที่ประสานงานของกรีนบัสอีกครั้ง ก็ได้รับแจ้งว่าเป็นความคลาดเคลื่อนการปัดเศษที่ไม่ตรงกัน
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. ระบุด้วยว่า บขส. ยังมีมาตรการอื่น ๆ ที่เข้ามาช่วยผู้ประกอบการ เช่น การลด "ค่าขา" หรือค่าธรรมเนียมการใช้สถานีลง 35% และยกเว้นธรรมเนียมส่วนนี้ให้ในกรณีที่รถไม่ได้ออกรับผู้โดยสาร
ส่วนค่าโดยสารที่ผู้ประกอบการต้องตรึงราคาไว้ ไม่ได้ขึ้นตามมติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ซึ่งจะมีส่วนต่างระหว่างราคาที่ประกาศขึ้นตามอัตราใหม่ กับราคาที่ผู้ประกอบยังเรียกเก็บกับผู้โดยสารตามอัตราเดิมในช่วงระหว่างวันที่ 6 – 19 เม.ย. เขาบอกว่า บขส. ได้รับอนุมัติเงินจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มาแล้ว 66 ล้านบาท ที่พร้อมจะจ่ายให้กับผู้ประกอบการได้ "ทุกวันเมื่อผู้ประกอบการยื่นเอกสารที่ครบถ้วนถูกต้องมา" ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. ที่มีการอนุมัติให้ขึ้นราคาค่าโดยสาร
"เราดูว่าผู้ประกอบการบางราย โดยเฉพาะรายเล็ก ๆ อาจจะไม่มีเงินทุนที่จะมาใช้จัดการเดินรถในแต่ละวัน ดังนั้นเราก็เลยทำโครงการที่จะมีการจ่ายเงินให้ผู้ประกอบการทุกวันเมื่อเอกสารครบถ้วนถูกต้อง" เขายืนยัน
บีบีซีไทยถามว่าหากผู้ประกอบการสามารถยื่นเรื่องขอรับเงินชดเชยได้ในลักษณะวันต่อวันเช่นนี้ เหตุใดในวันที่ 7 เม.ย. ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งจึงรวมตัวกันไปยื่นเรื่องถึง รมช. คมนาคม บริเวณที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยมีข้อเรียกร้องไปถึงการขอให้เปลี่ยนผู้บริหาร บขส. และระบุว่าอาจจะหยุดให้บริการในบางเส้นทางหากไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเพราะแบกรับต้นทุนไม่ไหว
"ผมว่ามันอาจจะอยู่ที่การสื่อสารในการประชุมกัน อาจจะไม่เข้าใจกัน" วีรวัฒน์กล่าว "คือจริง ๆ แล้วผู้ประกอบการเขาก็จะมีข้อเรียกร้องของเขาในการที่จะให้ บขส. ช่วยเหลือ ซึ่ง บขส. ก็พยายามช่วยเหลือ แต่แนวทางบางอย่างที่เราจะช่วยได้ บางทีมันอาจจะต้องขึ้นอยู่กับหน่วยงานภายนอกด้วย"
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. กล่าวว่าบางกรณีที่ไม่สามารถให้ได้เนื่องจากติดในเรื่องของกฎระเบียบ คำสั่ง หรือสัญญาที่ทำต่อกัน เช่น ระเบียบการเบิกจ่ายเงินจากกองทุน กปถ. ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากผู้โดยสารที่ผู้ประกอบการต้องรวบรวมให้ครบถ้วนด้วย เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในหลักเกณฑ์ของการเบิกเงินจากกองทุนดังกล่าวไปใช้
ทั้งนี้ บีบีซีไทยสอบถามกลับไปยังผู้บริหารสมบัติทัวร์อีกครั้ง เขายืนยันว่าในการประชุมร่วมกับกรมการขนส่งทางบกและ บขส. ก่อนวันที่ 8 เม.ย. ที่เขาให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ไม่ได้มีการให้ความชัดเจนถึงกรอบเวลาการเบิกจ่ายเงินชดเชยจากกองทุน กปถ. ให้กับผู้ประกอบการ และเขาไม่ทราบว่าสามารถเบิกเงินได้ในลักษณะวันต่อวันเช่นนี้ โดยทราบเพียงรายละเอียดข้อมูลที่ต้องขอจากผู้โดยสารเพื่อจัดทำเอกสารประกอบการขอรับเงินชดเชยดังกล่าว
ผู้บริหารยันรถ บขส. มีเพียงพอส่งผู้ประสงค์กลับภูมิลำเนา
เทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. เชื่อว่าจะมีผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะของ บขส. มากกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะมีการตรึงราคาค่าโดยสารในขณะที่มีวิกฤตน้ำมัน ทำให้คาดว่าประชาชนจะหันมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะในการเดินทางกลับภูมิลำเนามากขึ้น
บขส. คาดการณ์ข้อมูลการเดินทางว่าในช่วงขาไป ซึ่งจะมีการเดินทางกลับภูมิลำเนา ผู้โดยสารจะทยอยเดินทางระหว่างวันที่ 9 – 12 เม.ย. คาดว่าจะมีจำนวณผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 140,000 คน ซึ่งวันที่คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางมากที่สุดคือวันศุกร์ที่ 10 เม.ย. คาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางถึงราว 180,000 คน ซึ่ง บขส. ได้เตรียมรถโดยสารให้บริการเฉลี่ย 7,000 – 8,000 เที่ยว
ส่วนขากลับคาดว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเดินทางกลับในช่วงวันที่ 16 – 19 เม.ย. โดยจะมีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 120,000 คน ซึ่ง บขส. ได้เตรียมรถโดยสารให้บริการเฉลี่ย 6,000 – 7,000 เที่ยว
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. ยืนยันว่า แม้จะมีการคาดการณ์ตัวเลขผู้โดยสารที่จะเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาราว 5 – 10% แต่เขาเชื่อว่าจำนวนเที่ยวรถที่มีการจัดสรรไว้ให้มีเพียงพอที่จะสามารถส่งผู้โดยสาร "ออกจากหมอชิต สายใต้ เอกมัย ไม่เกินเที่ยงคืนของทุกวัน"
ส่วนข้อกังวลในกรณีผู้ประกอบการรถร่วมฯ บางรายอาจหยุดเดินรถเนื่องจากแบบรับต้นทุนไม่ไหวนั้น เขาเปิดเผยว่า บขส. ได้เตรียมพร้อมเผื่อในกรณีนี้ไว้ด้วยเช่นกัน โดยจัดรถทะเบียน 30 (รถโดยสารไม่ประจำทาง) ประมาณ 1,200 คันที่จะเข้ามาสนับสนุนการเดินรถเพิ่มเติม