เมื่อไทยแทบไม่มีวันกลับไปกู้เงิน IMF แล้ว กองทุนแห่งนี้ยังสำคัญต่อไทยอีกหรือไม่ ?

ANTHONY WALLACE / AFP via Getty Images
คำบรรยายภาพ, คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

"เราเคยอยู่ที่เดียวกันนี้เมื่อปี 1991 [พ.ศ. 2534] และถ้าเทียบกับตอนนี้ มันคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" คริชนา ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกแห่งไอเอ็มเอฟ กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีไทย ภายในงานการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นี่ถือเป็นเวลากว่า 35 ปี นับตั้งแต่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในปี 2534 โดยถูกจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งเดียวกันนี้ และในตอนนั้นไทยเองก็ถูกจับตาจากนานาชาติที่คาดการณ์ว่า จะกลายเป็น 'เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย'

ทว่าคล้อยหลังแค่เพียง 6 ปี ความฝันที่อยากเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียกลับสะดุดลง เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้ง ที่นำมาสู่การลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 และต่อมาได้เข้าเจรจาขอกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพื่อพยุงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในขณะนั้น

"หากคุณเทียบเอเชียเมื่อปี 1998 [พ.ศ. 2541] กับตอนนี้ ประเทศไทยมาไกลมากแล้ว ในแง่หนึ่ง วิกฤต [ต้มยำกุ้ง] ครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เศรษฐกิจ [ไทย]ใหญ่ขึ้นสองเท่าครึ่ง [ในแง่มูลค่าที่แท้จริง] จีดีพีต่อหัวเพิ่มจาก 1,800 ดอลลาร์เป็น 8,000 ดอลลาร์" ศรีนิวาสัน กล่าว

สุภัทตรา โพล้งกล่ำ / Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, คริชนา ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกแห่งไอเอ็มเอฟ ให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีไทย ถึงบทบาทและความสำคัญของไอเอ็ฟเอฟต่อประเทศไทยในยุคปัจจุบัน

แม้ว่าในปัจจุบัน ไทยไม่ใช่ลูกหนี้อีกต่อไปแล้ว กองทุนฯ แห่งนี้มีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจของไทยอย่างไร ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกแห่งไอเอ็มเอฟจะอธิบายในบทความนี้ ซึ่งจะมีนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการในไทยมาให้มุมมองที่ใกล้ตัวสำหรับผู้อ่านด้วย

จาก 2540 ถึงปัจจุบัน

วันที่ 20 ส.ค. 2540 ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงการณ์อนุมัติวงเงินสินเชื่อที่สามารถเบิกถอนได้ให้กับประเทศไทยด้วยมูลค่า 2.9 พันล้าน SDR (ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อเข้าช่วยเหลือวิกฤตด้านการเงินของประเทศหรือที่เรียกว่า 'วิกฤตต้มยำกุ้ง'

ฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ก.ค. ของปีเดียวกัน หลังรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ทว่าจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปไกลกว่านั้นมาก

ก่อนหน้านั้น ไทยอยู่ในยุคทองมานานกว่า 20 ปี เศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงอัตราการเติบโตที่แท้จริง (Real GDP) [หักลบตัวเลขเงินเฟ้อออกไปแล้ว] สูงถึง 8.9% ในปี 2537 และ 8.7% ในปี 2538 ก่อนจะลดลงมาเป็น 6.4% ในปีก่อนหน้า 'วิกฤต 40'

EMMANUEL DUNAND/AFP via Getty Images
คำบรรยายภาพ, มิเชล กองเดส์ซูส์ กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) (ซ้าย) จับมือกับชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีของไทย (ขวา) ซึ่งมาพร้อมกับ "ดรีมทีม" ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (กลาง) และนายศุภชัย พานิชภักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2540 โดยนายกองเดสซูกล่าวว่า ความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่ต่อแผนช่วยเหลือของไอเอ็มเอฟคือกุญแจสำคัญสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า ในช่วงนั้นประเทศไทยมีหนี้สกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นจำนวนมาก โดยเฉพาะสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เมื่อมีการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จึงทำให้มูลค่าหนี้ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐสูงขึ้นเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท

ส่วนที่รัฐบาลต้องยอมลอยตัวค่าเงินนั้น รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ อธิบายว่าเป็นเพราะ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เคยใช้พยุงค่าเงินในตอนนั้น "พูดง่าย ๆ คือมันหมด ขาดสภาพคล่อง"

ท้ายที่สุด รัฐบาลในขณะนั้นจึงต้องหันไปพึ่งไอเอ็มเอฟที่มีสถานะเป็น "ผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายระหว่างประเทศ" (International Lender of Last Resort) และเม็ดเงินที่ได้มาช่วยเหลือเศรษฐกิจในยามคับขันก็มาพร้อมกับเงื่อนไขที่ทำให้คนส่วนหนึ่งมองว่าเป็น "การขายชาติ"

วันที่ 1 ส.ค. 2540: พนักงานธนาคารหญิงชาวไทยกำลังนับธนบัตรกองหนึ่ง โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชาวไทยสองคนคอยเฝ้าดูอยู่ ที่สาขาแห่งหนึ่งของธนาคารมหานครในกรุงเทพฯ ขณะนั้นเกิดภาวะประชาชนแห่ถอนเงินฝากจากธนาคาร หลังเศรษฐกิจไทยล่มสลายและการลดค่าเงินบาทในเดือน ก.ค. 2540
คำบรรยายภาพ, ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญวิกฤตในปี 2540 และค่าเงินบาทอ่อนลงอย่างหนัก ประชาชนต่างแห่ไปถอนเงินจนธนาคารต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยมาดูแลขณะพนักงานนับเงิน

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) บอกกับบีบีซีไทยว่า สถานการณ์ในเวลานั้นเพราะไอเอ็มเอฟมีสถานะเป็นคนปล่อยกู้ จึงต้องออกเงื่อนไขที่ทำให้มั่นใจได้ว่ากองทุนฯ จะได้รับเงินคืน

อย่างไรก็ดี เมื่อมองย้อนกลับไปจากปัจจุบัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ชี้ว่าแม้แต่ไอเอ็มเอฟเองก็ยอมรับว่าอาจทำอะไรผิดพลาดไปบ้างในปี 2540

ดร.พิพัฒน์ เล่าว่า วิกฤตส่วนใหญ่ที่หลาย ๆ ประเทศเจอในช่วงยุค 70-80 หรือแม้กระทั่งวิกฤตเม็กซิกัน (Mexican Peso Crisis) ในช่วงปี 1994 มักมีรัฐบาลเป็นต้นเหตุ ขณะที่วิกฤตต้มยำกุ้งที่ฝั่งเอเชียเผชิญ นับเป็นวิกฤตแรก ๆ ที่ปัญหาเกิดจากภาคเอกชน ดังนั้นแนวทางในการแก้วิกฤตของไอเอ็มเอฟในยุคนั้นจึงยังเป็นสูตรสำเร็จที่เอาไว้ใช้แก้ปัญหาที่เกิดจากรัฐบาล

"ง่ายสุดก็คือรัดเข็มขัดก่อนเลย ใครขาดดุลเยอะ ๆ ก็ตัดงบรายจ่าย ขึ้นภาษีก่อนเลยเพื่อที่จะดึงการเงินภาคการคลังให้กลับเข้าสู่ระเบียบ" ดร.พิพัฒน์ กล่าว

เขาเสริมว่าพอไอเอ็มเอฟมาถึงไทย มาตรการแรก ๆ ที่กองทุนฯ กำหนดก็คือรัดเข็มขัดเพราะว่าใช้เครื่องมือเดิมที่ตัวเองมี ปรากฏว่ามาตรการนี้ก็ถูกวิจารณ์เลยว่าทำให้เศรษฐกิจแย่ลงไปอีก

"เศรษฐกิจแย่อยู่แล้ว ซึ่งแย่จากภาคเอกชน แทนที่รัฐจะไปช่วยดัน รัฐไปดึงเข็มขัดทำให้เศรษฐกิจที่อาจจะไม่ควรต้องร่วงลงไปหนักเท่านั้นหนักลงไปอีก อันนี้เป็นการเป็นการวิจารณ์ที่ผมว่า With Benefit of Hindsight [เมื่อมองย้อนกลับไปด้วยสิ่งที่เรารู้แล้วตอนนี้] ก็จริง แล้วไอเอ็มเอฟก็เปลี่ยน" ดร.พิพัฒน์ กล่าว

EMMANUEL DUNAND/AFP via Getty Images

ทว่าสุดท้ายแล้ว ประเทศไทยก็สามารถฟื้นคืนเศรษฐกิจกลับมาได้ และเมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2546 รัฐบาลสามารถใช้หนี้หมดก่อนกำหนดเวลาราวหนึ่งปี และยุคสมัยแห่งการเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟก็จบลง

อย่างไรก็ดี มรดกหนี้มหาศาลที่เกิดจากวิกฤตครั้งนั้นยังไม่ได้หมดไปอย่างสิ้นเชิง รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ อธิบายว่า นอกจากเงินกู้ไอเอ็มเอฟ ยังมีหนี้อีกก้อนที่ใหญ่กว่าหลายเท่า คือหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ราว 1.32 ล้านล้านบาท ซึ่งเกิดจากการที่รัฐเข้าไปค้ำประกันเงินฝากเต็มจำนวนในสถาบันการเงินที่ล้ม

"หนี้ก้อนนี้ยังนับเป็นหนี้สาธารณะอยู่จนถึงวันนี้ และถูกทยอยชำระผ่านเงินที่ธนาคารพาณิชย์ต้องนำส่งปีละ 0.46% ของยอดเงินฝาก ซึ่งต้นทุนส่วนหนึ่งก็ถูกส่งต่อมายังดอกเบี้ยเงินกู้ของผู้บริโภค และทุกวันนี้หนี้ก้อนนี้ก็ยังอยู่" เขาอธิบาย (ตรงนี้แยกย่อหน้าออกมาเป็นโคว้ตได้ไหมนะ)

ไทยแทบไม่มีวันกลับไปกู้ไอเอ็มเอฟแล้ว

แม้จะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศในภูมิภาค ทว่าทั้งนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการที่บีบีซีไทยได้คุยด้วยต่างก็ยืนยันถึงความก้าวหน้าและความเข้มแข็งทางการเงินของไทยที่ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ จากยุคปี 2540

ตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมาพบว่า เงินสำรองระหว่างประเทศรวม อยู่ที่ 2.76 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ ไทยมีเงินสำรองฯ สูงกว่าหนี้ต่างประเทศที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี ราว 2.5 เท่า (247%) โดยตัวเลขหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ปรับปรุงล่าสุดวันที่ 30 ก.ย. อยู่ที่เพียง 9.73 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

"โอกาสกู้เงินของไอเอ็มเอฟ ต้องถามว่ามีโอกาสที่ประเทศไทยจะมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับดุลการชำระเงินหรือเปล่า… ประเทศไทยสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับที่สูงมาก ๆ เพราะฉะนั้นก็มั่นใจได้ระดับหนึ่งว่าโอกาสจะเกิดวิกฤตแบบในอดีต แทบจะต่ำหรือแทบจะไม่มีเลย น้อยมาก ๆ" รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ กล่าว

Getty Images

ด้าน ดร.พิพัฒน์ เสริมว่า วันนี้ประเทศไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมาก เขาเปรียบเทียบว่า ในอดีตปัญหาของไทย "ผมใช้คำว่า speed limit แล้วกัน คือเศรษฐกิจไทยวิ่งเกิน speed limit จนไปทำให้ความเสี่ยงมันบานออก แต่วันนี้เราวิ่งต่ำกว่า speed limit เยอะมาก มันไม่มีทางที่เราจะแหกโค้ง ปัญหาคืออยู่ดี ๆ เราจะหยุดไปเฉย ๆ"

"ถ้าเรามองไอเอ็มเอฟเป็น emergency crew [หน่วยกู้ภัย] เขาไม่มีทางไปรอรับเราที่โค้งแน่นอนเพราะเราไม่มีทางแหกโค้ง ปัญหาคือเราจะไปไม่ถึงโค้งเอา… วันนี้โจทย์มันคนละโจทย์ วันนั้นเขาพยายามจะเบรคเราไม่ให้วิ่งเร็วเกินไป วันนี้เราวิ่งช้า เพราะฉะนั้นวันนี้มันเป็นปัญหาโครงสร้าง ปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ประเด็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ประเด็นเรื่องของครัวเรือนที่ยังมีปัญหาอยู่มากกว่าว่าเศรษฐกิจโตเร็วเกินไปจนจะไปเข้าสู่วิกฤตแบบที่เราเคยเห็นในอดีต ซึ่งโตช้าก็จะเป็นวิกฤตอีกแบบ เพียงแต่ว่าไอเอ็มเอฟอาจจะช่วยไม่ได้" ดร.พิพัฒน์ กล่าว

IMF มีความสำคัญต่อไทยอย่างไร

แม้จะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ให้กู้แหล่งสุดท้ายระหว่างประเทศ แต่ ดร.พิพัฒน์ ซึ่งเคยทำงานในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ให้กับไอเอ็มเอฟบอกกับเราว่าหน้าที่จริง ๆ ของกองทุนฯ ยังมีอีกสองส่วน คือ การตรวจสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก ซึ่ง "ในภาวะปกติก็คือเป็นที่ปรึกษา แต่ส่วนใหญ่ ประเทศก็ไม่ค่อยฟัง ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง" และหน้าที่อีกส่วนคือการเสริมศักยภาพการบริหารจัดการเศรษฐกิจ ซึ่งเข้าไปดูตั้งแต่นโยบายการคลัง นโยบายการเงิน รวมไปถึงนโยบายต่างประเทศ

ในงานแถลงข่าวรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 13 ต.ค. กองทุนฯ ประเมินตัวเลขการเติบโตจีดีพีไทยประจำปี 2569 อยู่ที่ 2.1% เพิ่มขึ้นจากการประเมินครั้งก่อน เมื่อเดือน ก.ค. ซึ่งอยู่ที่ 1.9% อย่างไรก็ดี ตัวเลขประเมินจีดีพีสำหรับปี 2570 ถูกปรับลดลงมาเหลือ 2.1% จากการประเมินรอบก่อนที่อยู่ที่ 2.2%

นอกจากกองทุนฯ จะเปิดเผยบทวิเคราะห์ผ่านตัวเลขเหล่านี้ พวกเขายังมีรายงานที่ชื่อว่า 'รายงานประเมินเศรษฐกิจประจำปีตามข้อบทที่ 4 (Article IV)' ซึ่งเผยแพร่ล่าสุดออกมาเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งตอนนั้นกองทุนฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้เพียง 1.6% เท่านั้น เพราะ "เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ"

รายงานฉบับนั้นระบุว่า ปัญหาของไทยมีตั้งแต่การลงทุนต่ำ ผลิตภาพที่เติบโตช้า และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ขณะที่บาดแผลจากวิกฤตโรคระบาด โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น ได้บั่นทอนความสามารถในการรับมือแรงกระแทกของเศรษฐกิจลงไปอีก ส่งผลให้การฟื้นตัวยืดเยื้อและล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

เท่านั้นยังไม่พอ จุดเปราะบางเหล่านี้ยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยแรงต้านระลอกใหม่ทั้งภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตสำคัญลดลง และความไม่แน่นอนทางการเมืองเพิ่มขึ้น

Getty Images
คำบรรยายภาพ, "เราจึงเป็นเหมือนสถาบันที่ให้คำแนะนำเชิงนโยบาย ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะนำไปใช้หรือไม่" ศรีนิวาสัน ผอ.ฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกแห่งไอเอ็มเอฟ บอกกับบีบีซีไทย

เอกสารหรือคำเตือนจากไอเอ็มเอฟเหล่านี้ออกมาเป็นระยะตามกำหนดการที่แน่นอน มีทั้งคำชมถึงสิ่งที่แต่ละประเทศทำได้ดี ไปจนถึงประเด็นที่กองทุนฯ มองว่าเป็นปัญหาและควรถูกแก้ไข ทว่าเมื่อประเทศไม่ได้อยู่ในสถานะลูกหนี้ที่ต้องทำตามเงื่อนไขแล้ว เอกสารเหล่านี้ที่ออกมายังเหลือน้ำหนักมากแค่ไหน

นี่คือคำถามที่บีบีซีไทยถามไปยังนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการ และตัวผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟประจำภูมิภาคนี้

"เราให้คำแนะนำโดยอิงจากการประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการเติบโต การจ้างงาน การคลัง และอื่น ๆ เราให้คำแนะนำด้วยเจตนาที่ดีทั้งหมด และแน่นอนว่าประเทศต่าง ๆ ได้รับคำแนะนำจากหลายสถาบันเช่นเดียวกับไอเอ็มเอฟ ท้ายที่สุดแล้ว เขาจะพิจารณาว่าอะไรเหมาะกับตัวเอง และนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ไปใช้ เราจึงเป็นเหมือนสถาบันที่ให้คำแนะนำเชิงนโยบาย ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะนำไปใช้หรือไม่" ศรีนิวาสัน ผอ.ฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกแห่งไอเอ็มเอฟ บอกกับบีบีซีไทย

เขาเสริมด้วยว่า "ในหลายกรณี [ประเทศต่าง ๆ] ก็รับคำแนะนำไป ในบางกรณี เขาก็มีมุมมองที่ต่างออกไป ซึ่งเป็นเรื่องปกติโดยสิ้นเชิง นั่นคือเหตุผลที่สิ่งนี้เป็นการเจรจาระหว่างเรากับประเทศสมาชิก การหารือที่ดี การถกเถียงที่ดี และการเจรจาที่ดี คือสิ่งที่ทำให้ทั้งไทยและไอเอ็มเอฟแข็งแกร่งขึ้น"

Napasin Samkaewcham/BBC Thai
คำบรรยายภาพ, ดร.พิพัฒน์ เปรียบเทียบว่า ไอเอ็มเอฟ เสมือนเป็นนักดับเพลิง วันที่บ้านเราเกิดไฟไหม้ก็เข้ามาช่วยดับไฟ แต่วันนี้ที่โอกาสเกิดไฟไหม้น้อยลง ไอเอ็มเอฟก็ยังคอยดูแลตรวจตราสายไฟ และเช็คว่ามีถังดับเพลิงพอไหม

สำหรับ ดร.พิพัฒน์ เสียงวิจารณ์ของไอเอ็มเอฟผ่านการประเมินเหล่านี้ เสมือนมีที่ปรึกษามาวิเคราะห์ซึ่งทั้งฝั่งประชาชนหรือฝั่งการเมืองสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ว่านี่คือการพิจารณาจากมุมมองที่เป็นอิสระ "ที่มองการดำเนินนโยบายของรัฐบาล แล้วก็วิเคราะห์วิจารณ์อย่างซีเรียส [จริงจัง]"

ขณะที่ รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ กล่าวว่า จริงอยู่ที่ไอเอ็มเอฟไม่ได้มีอิทธิพลเชิงนโยบายต่อประเทศไทยเหมือนในปี 2540 อีกต่อไปแล้ว แต่รายงานแต่ละฉบับที่ออกมาจากสถาบันแห่งนี้ ยังมีอิทธิพลต่อนักลงทุนต่างประเทศ เวลาที่พวกเขาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างไร เหมาะสมต่อการเข้ามาหรือไม่

"มันแสดงให้ต่างประเทศเห็นว่าไอเอ็มเอฟมองไทยเชื่อมั่นขนาดไหน อันนี้สำคัญมาก สมมติเรื่องพื้นที่การคลังเรามีจำกัด ไอเอ็มเอฟเขียนออกมาเตือนอยู่เรื่อย ๆ ภาพพจน์ของประเทศไทยในเชิงการคลังก็จะเสีย เสียความเชื่อมั่นไปได้ ก็อาจจะไปมีผลกับ Credit Rating [อันดับความน่าเชื่อถือ] ที่พวกนี้เขาก็ดูรายงานพวกนี้ด้วย… เพราะฉะนั้น [ไอเอ็มเอฟ]ยังมีความสำคัญอยู่พอสมควรเลยในภาพของมุมมองของชาวต่างประเทศ" รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ ชี้

เหล่า Gen Z ยังต้องสนใจไอเอ็มเอฟอยู่หรือไม่

Getty Images
คำบรรยายภาพ, ปัจจุบันนี้ที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ช้า อาจเปรียบเสมือนกับ เรือที่แล่นไปอย่างเอื่อย ๆ "แต่เวลามีพายุ เราเหมือนมีตัวป้องกันว่าเรือไม่คว่ำ ถึงแม้จะไปช้าแต่ไม่คว่ำ" รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ กล่าว

สำหรับศรีนิวาสันเอง เขาบอกว่า "ไอเอ็มเอฟเป็นเหมือนสินค้าสาธารณะของโลก (global good) เราอยู่ที่นี่เพื่อให้คำแนะนำที่ดีแก่ประเทศต่าง ๆ เราอยู่ที่นี่เพื่อเจรจากับคนไทยและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้กำหนดนโยบาย สื่อ หรือภาคประชาสังคม เราพูดคุยหารือกับทุกคน นี่จึงเป็นช่องทางให้คนไทยได้เรียนรู้ว่ามีสิ่งดี ๆ อะไรเกิดขึ้นที่อื่นที่นำมาใช้ได้ และเป็นช่องทางให้เราได้เรียนรู้สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในไทยเพื่อนำไปบอกประเทศอื่น เป็นการแลกเปลี่ยนสองทางระหว่างสถาบันกับประเทศ ซึ่งเป็นผลดีต่อทุกคนในโลก"

ด้าน รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ บอกว่า เด็กยุคใหม่ที่เกิดไม่ทันเห็นประเทศไทยตกอยู่ในวิกฤตการเงิน อาจไม่รับรู้ว่าเสถียรภาพของประเทศมีความสำคัญมากแค่ไหน

"เวลาที่คลื่นลมมันสงบ เราก็ไม่รู้สึกว่าเสถียรภาพของประเทศมันมีความสำคัญ Gen Z ที่เติบโตมา เขาเติบโตมาในสถานะที่ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ต่ำ อันนี้เขารับรู้ แต่ขณะเดียวกัน เสถียรภาพทางการเงินของประเทศมีระดับที่สูงมาก ๆ สิ่งที่เขาอาจจะยังไม่เห็นก็คือ เวลาประเทศเกิดวิกฤตทางการเงิน มีปัญหาการขาดเสถียรภาพของระบบการเงิน มันกระทบกับชีวิตผู้คน รายได้ กระทบกับเศรษฐกิจมากเลย" รศ.ดร.พงศ์ศักดิ์ กล่าว

เขาเสริมว่า ปัจจุบันนี้ที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ช้า อาจเปรียบเสมือนกับ เรือที่แล่นไปอย่างเอื่อย ๆ "แต่เวลามีพายุ เราเหมือนมีตัวป้องกันว่าเรือไม่คว่ำ ถึงแม้จะไปช้าแต่ไม่คว่ำ"

"อย่างปี 2008 เกิดวิกฤตการเงินโลก ใครจะคิดว่าอเมริกาจะได้รับผลกระทบขนาดนี้ จะเกิดวิกฤตในยุโรป แต่เชื่อไหมว่าประเทศไทยได้รับผลกระทบน้อยมาก เพราะเรามีบทเรียนมาแล้ว เราดูแลระบบสถาบันการเงิน ระบบนโยบายการเงินของเรามาดีมาก ๆ แล้ว เพราะฉะนั้นผลกระทบเลยไม่เห็น มันเหมือนกับเรานั่งเรือไป ทุกอย่างมันสงบหมด ไม่มีปัญหา จนกระทั่งพอมีคลื่นลมมาปุ๊บ อันนี้ถึงรู้ว่าเสถียรภาพมันสำคัญ" เขากล่าว

Panumas Sanguanwong / AFP via Getty Images
คำบรรยายภาพ, สำหรับคนที่เกิดไม่ทันยุคไทยเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP ทิ้งท้ายว่า "อาจจะเป็นการดีที่เราไม่รู้จักไอเอ็มเอฟ เพราะแปลว่าไฟบ้านเราไม่ไหม้"

แม้องค์กรระหว่างประเทศอย่างไอเอ็มเอฟอาจให้ความรู้สึกห่างไกลจากชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วไป แต่ ดร.พิพัฒน์ เปรียบเทียบว่ากองทุนฯ แห่งนี้เปรียบเสมือนเป็นตำรวจดับเพลิง ที่มีหน้าที่ทั้งคอยดับไฟเมื่อเกิดวิกฤตทางการเงินขึ้น ทว่าในยามปกติ พวกเขาก็คอยตรวจสอบสอดส่องว่าแต่ละประเทศมีถังดับเพลิงเพียงพอไหม มีเส้นทางหนีไฟถูกต้องตามหลักหรือไม่

"ตำรวจดับเพลิงที่มีหน้าที่สองสามอย่าง หนึ่งก็คือ ถ้าไฟไหม้ต้องเดินมาดับ แต่ถ้าเกิดบ้านเราไฟไม่ไหม้ เราก็จะไม่รู้จักตำรวจดับเพลิง ใครเป็นตำรวจดับเพลิงอยู่ที่ไหนเรายังไม่รู้เลย" ดร.พิพัฒน์ เปรียบเทียบ

สำหรับคนที่เกิดไม่ทันยุคไทยเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP ทิ้งท้ายว่า "อาจจะเป็นการดีที่เราไม่รู้จักไอเอ็มเอฟ เพราะแปลว่าไฟบ้านเราไม่ไหม้"