สรุปคำแถลง สตง. - คำชี้แจงไทยพีบีเอส ปมการใช้จ่ายเงิน กลางความเคลื่อนไหวแก้ กม.ที่มารายได้

.
Published
เวลาอ่าน: 16 นาที

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยรายงานการตรวจสอบการดำเนินงานและการจัดซื้อจัดจ้างของไทยพีบีเอส พร้อมเสนอแนวทางปรับปรุงตัวชี้วัดและระเบียบการเบิกจ่าย ขณะที่ไทยพีบีเอสยืนยันการปฏิบัติงานตามขั้นตอน และเตรียมยื่นตรวจสอบกรณีข้อมูลผลตรวจสอบถูกเปิดเผยผ่านสื่อระหว่างกระบวนการตรวจสอบ

นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะโฆษก สตง. กล่าวในการแถลงวันนี้ (14 ต.ค.) ว่าเมื่อช่วงต้นปี 2569 ทางหน่วยงานได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องการใช้จ่ายเงินภายในองค์การกระจายและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยได้รับข้อร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายในไทยพีบีเอส พร้อมด้วยเอกสารภายใน

ตามการแถลงของโฆษก สตง. เนื้อหาการร้องเรียนระบุว่าไทยพีบีเอสมีการใช้จ่ายเงินที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือระเบียบทางราชการ มีเจตนาทำให้องค์กรเสียหายในหลายประเด็นด้วยกัน หลัก ๆ คือประเด็นการจัดหาผู้มาทำข่าว ประเด็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้ทรัพย์สินองค์กรไปในทางที่ไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย รวมถึงการบริหารงานที่ผ่านมานั้นไม่มีผลสัมฤทธิ์หรือไม่มีประสิทธิภาพ

"เป็นการร้องเรียนเจ้าหน้าที่ในองค์กร สตง. มีหน้าที่ตรวจสอบ ท่านผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่าเป็นองค์กรใหญ่ เป็นองค์กรที่จะต้องได้รับการตรวจสอบ จึงตั้งคณะทำงานตรวจสอบให้ครบถ้วนตามหนังสือร้องเรียน" นายสุทธิพงษ์กล่าว

เขากล่าวต่อว่า คณะทำงานตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวประกอบด้วย น.ส.มธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะหัวหน้าคณะทำงาน ตามมาด้วย นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1 และ น.ส.สินีนาต โพธิชัย ผอ.สำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 โดยทั้งหมดได้รับการแต่งตั้งในวันที่ 26 ม.ค. 2569 และแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ชุด ตามข้อร้องเรียน คือ ตรวจสอบว่าการจัดหาเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับหรือไม่ อีกชุดหนึ่งตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กร ขณะที่อีกชุดหนึ่งตรวจสอบความผิดเฉพาะบุคคล ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจต้องต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) หากมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าเป็นการทุจริต

นายสุทธิพงษ์เปิดเผยว่า มีผลรายงานออกมาแล้ว 2 ฉบับ ฉบับแรกวันที่ 2 ต.ค. เป็นรายงานผลการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานของไทยพีบีเอส ซึ่งทางไทยพีบีเอสต้องทำแผนออกมาตามข้อเสนอแนะของ สตง. และเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ออกรายงานผลการตรวจสอบว่าการจัดซื้อจัดจ้างของไทยพีบีเอสตามที่มีข้อร้องเรียนมานั้นเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายต่าง ๆ หรือไม่ ส่วนรายงานเกี่ยวกับความผิดเฉพาะบุคคลนั้นเตรียมออกรายงานผลการตรวจสอบในเร็ว ๆ นี้

สตง. - ไทยพีบีเอส จากข้อมูลตรวจสอบหลุดถึงสื่อ ถึงหนังสือกำชับนักข่าวรายงานเรื่องตึกถล่ม

.

รายละเอียดการตรวจสอบที่ สตง. แถลงในวันนี้ล้วนถูกนำเสนอในสื่อต่าง ๆ มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณีการตรวจสอบเรื่องการใช้รถส่วนกลาง ซึ่งทางสำนักข่าวเน็กซ์นิวส์ (Next News) อ้างว่าได้ข้อมูลดังกล่าวมาจาก สตง.

สำนักข่าวเน็กซ์นิวส์ยังรายงานผลการตรวจสอบการใช้เงินของไทยพีบีเอสช่วงปีงบประมาณ 2565-2568 รวมวงเงิน 5,094.56 ล้านบาทด้วย จากข้อมูลที่ทางสำนักข่าวได้มาระบุว่าการจ้างผลิตรายการ การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ มีข้อบกพร่องที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ ทาง สตง. จึงเห็นควรให้ชดใช้ค่าเสียหายรวมกันราว 85.22 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลดังกล่าวทางเน็กซ์นิวส์ระบุว่าได้มาจาก สตง. เช่นกัน

รายงานข่าวดังกล่าวถูกผู้บริหารไทยพีบีเอสตั้งข้อสังเกตว่าเกิดขึ้นในห้วงที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส ซึ่งถูกเสนอโดยนายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และคณะ สาระสำคัญคือเสนอให้เปลี่ยนแหล่งรายได้หลักของไทยพีบีเอสจากเงินที่จัดสรรจากภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ และมีกำหนดปิดรับความเห็นวันนี้ (14 ต.ค.)

ข้อมูล ณ วันที่ 8 ต.ค. บีบีซีไทยพบว่ามีผู้แสดงความเห็นราว 30,657 คน โดยมีผู้เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างกฎหมายประมาณ 4.30 % และไม่เห็นด้วย 95.26%

ล่าสุดในเวลา 16.40 น. ของวันที่ 14 ต.ค. มีผู้แสดงความเห็น 99,663 คน เห็นด้วยกับการเสนอแก้ไขร่างกฎหมาย 24.33% และไม่เห็นด้วย 75.24%

นายพิเศษ จียาศักดิ์ รอง ผอ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ (ส.ส.ท.)
คำบรรยายภาพ, นายพิเศษ จียาศักดิ์ รอง ผอ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ (ส.ส.ท.)

เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา ผู้บริหารของไทยพีบีเอสตั้งคำถามต่อกระบวนการตรวจสอบ สตง. หลังข้อมูลหลุดสู่สื่อก่อนแจ้งผลทางการมายังองค์กร

นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. เปิดเผยว่าไทยพีบีเอสเตรียมยื่นหนังสือถึงประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ประธาน คตง.) ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและวินิจฉัยกรณีการดำเนินการตรวจสอบของ สตง. ที่เห็นว่าอาจไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดิน หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ว่า สตง. ชี้มูลให้ผู้บริหารและพนักงานไทยพีบีเอส 10 ราย ชดใช้เงิน 85.22 ล้านบาท ทั้งที่องค์กรยังไม่ได้รับแจ้งผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ

นายพิเศษระบุว่า การเผยแพร่ข้อมูลในระหว่างที่กระบวนการตรวจสอบยังไม่สิ้นสุด ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณะ และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร รวมถึงสิทธิและชื่อเสียงของบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยไทยพีบีเอสจะขอให้ คตง. พิจารณา 4 ประเด็น ได้แก่ ความเหมาะสมของการเปิดเผยข้อมูลระหว่างการตรวจสอบ มาตรการรักษาความลับของข้อมูล สาเหตุและความรับผิดชอบกรณีข้อมูลรั่วไหล และแนวทางแก้ไขหรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ไทยพีบีเอสระบุว่าหน่วยรับตรวจมีสิทธิยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามกฎหมาย หากเห็นว่าการดำเนินการตรวจสอบไม่เป็นไปตามนโยบายหรือหลักเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด และขอให้มีการตรวจสอบว่าการเผยแพร่ข้อมูลผลตรวจที่ยังไม่สิ้นสุดกระบวนการเป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องหรือไม่

ด้านนายสุทธิพงษ์ โฆษก สตง. ชี้แจงในวันนี้ว่า การเปิดแถลงผลการตรวจสอบไม่ใช่การแถลงตอบโต้ระหว่างหน่วยงาน เป็นเพียงการแถลงผลการตรวจสอบเท่านั้น หากไทยพีบีเอสเห็นว่าผลการตรวจสอบของ สตง. ไม่ถูกต้อง ก็ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนในส่วนนั้นหรือโต้แย้งกลับมาได้ เพราะก่อนที่ สตง. จะออกรายงานก็ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องชี้แจงในประเด็นนั้น ๆ อยู่แล้ว

"เอกสารหลุดไม่หลุด สตง. ก็ออกเอกสารตามหนังสือ ก็ต้องถามว่าคนที่เอาเอกสาร สตง. เอามาได้อย่างไรก่อน ประการที่หนึ่งเราก็อยากรู้เหมือนกันตรงนั้น กับประเด็นที่สองเรื่องนี้ก็ไม่ได้ปล่อยผ่าน ไทยพีบีเอสเขาก็มองว่าทำไมมีเอกสารหลุดมา ท่านก็ทำหนังสือมาถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) คตง. ก็ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว" โฆษก สตง. กล่าว

.
คำบรรยายภาพ, หนังสือที่ทาง สตง. ส่งถึงประธานกรรมการบริหารไทยพีบีเอส แสดงความกังวลต่อการนำเสนอข่าวและการตั้งคำถามของผู้สื่อข่าวในรายการที่ออกอากาศเมื่อ 24 ก.พ. 2569 กรณีครบรอบเหตุตึก สตง. แห่งใหม่ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อเดือน มี.ค. 2568

ก่อนหน้าการแถลงของ สตง. และไทยพีบีเอสที่จัดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รอง ผอ.ส.ส.ท. โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 13 ต.ค. เปิดเผยหนังสือของ สตง. ที่ส่งถึงไทยพีบีเอสในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

เนื้อหาของหนังสือฉบับดังกล่าวระบุว่า สตง. มีหนังสือลงวันที่ 27 มี.ค. 2569 ถึงประธานกรรมการบริหาร ส.ส.ท. แสดงความกังวลต่อการนำเสนอข่าวและการตั้งคำถามของผู้สื่อข่าวในรายการที่ออกอากาศเมื่อ 24 ก.พ. 2569 โดยเห็นว่าการนำเสนอเนื้อหาย้อนรอย 1 ปีครบรอบเหตุโครงการก่อสร้างสำนักงาน สตง. แห่งใหม่ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวนั้น "การตั้งคำถามของผู้สื่อข่าวในรายการอาจมีลักษณะชี้นำสังคม ทำให้ประชาชนผู้รับข่าวสารเข้าใจข้อเท็จจริงไปในทางใดทางหนึ่ง แม้ในชั้นนี้อาจจะยังไม่คลาดเคลื่อนเกินจากข้อเท็จจริง หรือบิดเบือนจนเกิดความเสียหายแก่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็ตาม"

ทาง สตง. จึงขอให้ไทยพีบีเอสกำชับการทำงานของผู้สื่อข่าวและผู้ผลิตรายการให้ยึดหลักความเป็นกลาง ไม่นำเสนอเนื้อหาชี้นำประชาชน

ต่อมาไทยพีบีเอสมีหนังสือตอบกลับ สตง. เมื่อ 24 เม.ย. 2569 โดยระบุว่าได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในแล้ว และเห็นว่าผู้สื่อข่าวปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบจริยธรรมขององค์กรอย่างรอบคอบ โดยมุ่งนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ พร้อมย้ำว่าข้อมูลและคำชี้แจงจาก สตง. เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนและรอบด้าน

ในหนังสือตอบกลับดังกล่าว ไทยพีบีเอสยังเชิญผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย เข้าร่วมรายการข่าวของสถานี เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและมุมมองของหน่วยงานต่อสาธารณชนโดยตรง

นายอดิศักดิ์ผู้โพสต์หนังสือดังกล่าวระบุว่า "ตอบคำถาม ทำไม สตง. เอาจริงเอาจังตรวจสอบไทยพีบีเอสมาก ๆ"

นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รอง ผอ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ (ส.ส.ท.)
คำบรรยายภาพ, นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รอง ผอ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศ (ส.ส.ท.)
นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะโฆษก สตง.
คำบรรยายภาพ, นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะโฆษก สตง.

ในการแถลงข่าววันนี้ โฆษก สตง. บอกว่าหากดูลำดับเหตุการณ์ เห็นได้ว่า สตง. ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับไทยพีบีเอสเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569 ต่อมาไทยพีบีเอสรายงานครบรอบ 1 ปี ตึก สตง. แห่งใหม่ถล่มในวันที่ 24 ก.พ. เห็นได้ว่า สตง. ดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนก่อนจะส่งหนังสือติงการนำเสนอข่าวของไทยพีบีเอส

"ถ้าเราจะโกรธแค้นใครออกข่าวเรา ไม่มีช่องไหนไม่ออกข่าว สตง. และเราก็ไม่ทำอะไรเลย เราฟ้องผู้ที่ออกข่าวและบิดเบือน แต่เราไม่เคยประกาศว่าฟ้องใคร เพราะจะหาว่าเราฟ้องปิดปาก เราฟ้องของเราเงียบ ๆ วันนี้ที่เราฟ้องบุคคลหรือนิติบุคคลที่ทำข่าวให้เราเสียหาย เราก็ฟ้อง แต่เราฟ้องของเราเงียบ ๆ ไม่ได้แถลงข่าว ถ้าบอกว่าเราทำงานเพื่อแก้แค้น พวกพี่ต้องมาตรวจสอบผมแล้ว เราถึงบอกว่าเรื่องนี้เราเปิดตรวจก่อน" โฆษก สตง. ระบุ

นายสุทธิพงษ์ยืนยันด้วยว่า สตง. ไม่ได้เป็นเครื่องมือของใคร ปัจจุบันก็ดำเนินการตรวจหน่วยงานต่าง ๆ ตามที่ คตง. กำหนดนโยบาย

3 ประเด็น สตง. ตรวจสอบการใช้เงิน และคำชี้แจงจากไทยพีบีเอส

(จากซ้ายไปขวา) นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1, นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะโฆษก สตง., น.ส.มธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน, และ น.ส.สินีนาต โพธิชัย ผอ.สำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3
  • สตง. ตั้งข้อสังเกตไทยพีบีเอสเปลี่ยนตัวชี้วัดแทนแก้ปัญหา ขาดข้อมูลเชิงลึกวางแผนผลิตเนื้อหา

น.ส.สินีนาต โพธิชัย ผอ.สำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 สตง. กล่าวว่าไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะที่ได้รับงบประมาณปีละกว่า 2,000 ล้านบาท และงบประมาณเกือบ 50% เกี่ยวข้องกับการจัดหาและผลิตสื่อเพื่อให้บริการให้ประชาชนเข้าถึง ทาง สตง. จึงมีการประเมินเพื่อตรวจสอบความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลว่าการจัดหาและผลิตสื่อต่าง ๆ นั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของสื่อสาธารณะจริงหรือไม่

เธอกล่าวว่า ผลการตรวจสอบประเด็นแรกพบว่าการบรรลุตัวชี้วัดบางส่วนยังไม่สะท้อนผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานการผลิต การจัดหา และเผยแพร่รายการได้อย่างแท้จริง โดยผลการตรวจสอบชี้ว่าผลการทำงานส่วนมากบรรลุผลการชี้วัดหรือเคพีเอ (KPIs) ขององค์กร แต่อย่างไรก็ตามตัวชี้วัดบางส่วนยังขาดความต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาบ่อยครั้ง แม้ว่าจะอยู่ภายใต้ผู้บริหารชุดเดียวกัน

"อย่างเช่นตัวชี้วัดที่ใช้พีเอสไอแรงกิ้ง (PSI Ranking) สลับไปสลับมากับพีเอสไอมาร์เก็ตแชร์ (PSI Market share) ทำให้ตัวองค์กรไม่สามารถสะท้อนความมีประสิทธิภาพ ความก้าวหน้า หรือขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังพบว่าการดำเนินงานของหน่วยงานภายในที่เกี่ยวข้องกับการผลิตจัดหารายการนั้น ไม่สามารถบรรลุเป้าตัวชี้วัดได้ตามมุ่งหวัง เช่น สำนักข่าว สำนักสร้างสรรค์เนื้อหา สาเหตุมาจาก ส.ส.ท. หรือไทยพีบีเอสขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เนื่องด้วยโครงการส่วนใหญ่มีลักษณะดำเนินการเป็นปีต่อปี หากปีใดไม่ได้ดำเนินการต่อไปก็ไม่มีวิเคราะห์สาเหตุว่าเกิดจากอะไร และไม่ได้นำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข แต่ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดเพื่อเลี่ยงปัญหาแทน ซึ่งทางไทยพีบีเอสก็ให้ข้อมูลว่ามีการนำข้อมูลผู้รับชมมาใช้ แต่ไม่ได้นำมาสู่การวางแผนผลิตจัดหารายการเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ชม ทำให้มีข้อจำกัดของชุดข้อมูล PSI ที่ไม่สามารถระบุความต้องการความนิยมของแต่ละบุคคลของผู้รับชมได้" น.ส.สินีนาต กล่าว

ผอ.สำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 บอกว่า ทาง สตง. มีข้อเสนอว่าให้ทางไทยพีบีเอสวิเคราะห์ทิศทางเป้าหมายขององค์กรเพื่อกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับเป้าหมายการถ่ายทอด และถ่ายทอดลงสู่หน่วยงานภายใน โดยให้น้ำหนักตัวชี้วัดที่แตกต่างกันตามจุดเน้นของทิศทางและเป้าหมายขององค์กร และกำหนดให้ใช้ตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบและวัดประสิทธิภาพของการดำเนินงานได้ อีกทั้งเร่งให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสมาชิกวันไทยพีบีเอส (ONE Thai PBS) ที่เคยกำหนดเป็นตัวเป้าหมายการชี้วัด แต่ปัจจุบันไทยพีบีเอสนำตัวชี้วัดนี้ออกไป เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุตัวชี้วัดได้ ทาง สตง. จึงอยากให้เกิดการผลักดันเชื่อมโยงข้อมูล One Thai PBS ให้แล้วเสร็จ เพื่อรับกับยุคดิจิทัล รวมถึงนำข้อมูลผู้รับชมมาประกอบการวางแผนผลิตและจัดหารายการให้สอดคล้องกับผู้รับชมรายการ

ทั้งนี้ One Thai PBS หมายถึง ระบบบริการดิจิทัลที่มุ่งเชื่อมโยงทุกบริการและเนื้อหาทั้งหมดให้อยู่ในจุดเดียว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเนื้อหาของไทยพีบีเอสได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว โดยตอบสนองความสนใจเฉพาะบุคคล

น.ส.สินีนาต โพธิชัย ผอ.สำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3
คำบรรยายภาพ, น.ส.สินีนาต โพธิชัย ผอ.สำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3

สตง. ยังตรวจสอบพบว่าระบบบริหารจัดการแผนงานหรือ Business Management Plan (BMP) ยังไม่ครบถ้วน ไม่สามารถใช้เป็นข้อมูลแผนและผลการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน ไม่มีการแสดงผลการชี้วัดองค์กรในตัวระบบ ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถใช้ข้อมูลจากระบบนี้ไปวัดผลการดำเนินงานว่าเป็นไปตามแผนที่ขอเสนออนุมัติงบประมาณไปหรือไม่ โดยเน้นเพียงมีการเบิกจ่ายงบเกินกว่า 80% หรือไม่ นอกจากนี้ยังพบว่าระบบจัดเก็บไฟล์หรือระบบสต็อคไฟล์ (Stock File) แยกเก็บตามสำนักงานต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามฐานข้อมูลเดียวกัน ส่วนระบบบริหารการออกอากาศ (Broadcast Management system – BMS) ยังใช้สำหรับการบริหารรายการที่ออกอากาศทางโทรทัศน์เท่านั้น ยังไม่สามารถรองรับรายการที่เผยแพร่ทางออนไลน์ได้ ส่วนรายการที่เผยแพร่ทางออนไลน์ (Online First) ยังไม่ได้รับการประเมินการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม วัดเพียงผู้ใช้งานที่ยังมีการใช้งานอยู่ (active user) ของเว็บไซต์ซึ่งไม่สามารถสะท้อนการเข้าถึงเนื้อหาที่แท้จริงได้

น.ส.สินีนาตแถลงต่อไปว่า สตง. พบว่าการประเมินคุณภาพรายการที่ผลิตและจัดหาบางส่วนยังไม่รัดกุม โดยพบว่าการประเมินผลตอบแทนทางสังคมยังไม่มีแนวทางในการคัดเลือกรายการและผู้ประเมินอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ใช้การพิจารณาเป็นรายปีไป ไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ส่วนการสำรวจการสำรวจความคิดเห็นหรือมุมมอง (perception survey) ในกรณีที่ผู้ตอบแบบสอบถามตอบว่าไม่ได้รับชมรายการนั้น ก็จะตกการสัมภาษณ์ต่อทันทีโดยไม่มีการถามว่าเหตุใดจึงไม่ได้รับชม เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะสำหรับการผลิตและการจัดหารายการต่อไป

"สตง. ขอย้ำว่าในฐานะสื่อสาธารณะที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาษีของประชาชน ไทยพีบีเอสจำเป็นต้องยกระดับระบบบริหารจัดการ การวัดผลสัมฤทธิ์ และระบบสถาปัตยกรรมข้อมูลองค์กรให้มีความเป็นเอกภาพ โปร่งใส โดยข้อเสนอแนะของ สตง. จะช่วยให้ไทยพีบีเอสมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีฐานข้อมูลที่สามารถใช้วิเคราะห์และผลิตเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง" น.ส.สินีนาตกล่าว

ด้านนายพิเศษ รอง ผอ.ไทยพีบีเอส ชี้แจงในวันนี้ว่าระบบ One Thai PBS กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการ และอาจไม่ดันทุรังทำต่อหากสุดท้ายแล้วไม่เกิดประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล ส่วนระบบ BMP หรือ BMS อยู่ในช่วงบูรณาการฐานข้อมูล ขณะเดียวกันทางไทยพีบีเอสเห็นว่าการตรวจสอบเรื่องนี้ของ สตง. นั้นเป็นด้วยความมืออาชีพ เป็นธรรม ต่างจากการตรวจสอบในอีก 2 ประเด็นที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่า "มีความลักลั่น" ในกระบวนการ เนื่องจากมีการเผยแพร่ผลรายงานในสื่อต่าง ๆ ซึ่งทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องถูกเปิดเผยชื่อ ขัดกับหลักรักษาความลับ สร้างความเสียหายให้กับบุคคลต่าง ๆ ที่ถูกเปิดเผยชื่อผ่านสื่อไปแล้ว และไม่เป็นธรรมต่อองค์กร เนื่องจาก สตง. ไม่เปิดโอกาสให้เข้าไปชี้แจงหรือโต้แย้งก่อนสรุปเป็นรายงานการตรวจสอบ แต่มีเนื้อหารายงานเผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ แล้ว

  • กรณีจ้างผลิตรายการ "ข่าวเจาะย่อโลก" 15 ล้าน และค่าตอบแทนบุคลากร 60 ล้าน

ประเด็นต่อมาเกี่ยวกับข้อร้องเรียนการจัดซื้อจัดจ้างในไทยพีบีเอส น.ส.มธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน แถลงว่ามีการตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินของไทยพีเอสอยู่ 2 ประเด็นตามข้อร้องเรียน

ประเด็นแรกได้แก่ การจ้างผลิตรายการ "ข่าวเจาะย่อโลก" โดยวิธีเฉพาะเจาะจงเป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หรือไม่

น.ส.มธุลีห์ระบุว่า ผลตรวจสอบพบว่าไทยพีบีเอสจ้างผลิตรายการนี้ตั้งแต่ปี 2560-2568 กับบริษัทแห่งหนึ่งด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง และจากรายละเอียดของสัญญาพบว่าเป็นเพียงงานจ้างที่ใช้เพียงอุปกรณ์และสิ่งสนับสนุนการผลิต เช่น กล้อง เลนส์กล้อง ไมโครโฟนไร้สาย และไทยพีบีเอสไม่มีการประเมินเรตติ้งของรายการนี้ ดังนั้นการจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560-2568 อาจขัดต่อ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ในเรื่องหลักการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันด้านราคาอย่างเป็นธรรม ส่วนประเด็นที่สองเป็นกรณีเกี่ยวกับการจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ปีงบประมาณ 2566-2568 ของไทยพีบีเอสเป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 และระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่

นายพิเศษ รอง ผอ.ไทยพีบีเอส ชี้แจงว่ามีการจ้างเอกชนรายดังกล่าวผลิตรายการให้กับไทยพีบีเอสถึง 9 ปีตามการตรวจสอบของ สตง. จริง แต่ในปี 2568 ไม่ได้จ้างบริษัทนี้ผลิตรายการแล้ว

"ทราบมาว่าเขาเป็น outsource (ผู้ผลิตนอก) ทำข่าววิเคราะห์การเมืองและด้านเศรษฐกิจ เขาใช้วัสดุอุปกรณ์ของเขาเองและทำมาส่งเราในรูปแบบ finished product (งานที่ผลิตเสร็จแล้ว) กระบวนการก็เป็นไปตามขั้นตอนในการจัดซื้อจัดจ้าง เรียกได้ว่าไม่มีความเสียหายปรากฏในกรณีที่มีการทุจริต เพราะเขาก็ส่งงานครบตามทีโออาร์ (TOR) ที่ขึ้นไว้" นายพิเศษ กล่าวในการแถลงที่ไทยพีบีเอสวันนี้

น.ส.มธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน
คำบรรยายภาพ, น.ส.มธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน

น.ส.มธุลีห์กล่าวในการแถลงของ สตง. ต่อไปว่าจากการตรวจสอบพบว่าในปีงบประมาณ 2566-2568 ไทยพีบีเอสจ่ายค่าพิธีกรและแขกรับเชิญโดยไม่ปรากฏว่ามีระเบียบกฎหมาย ข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ที่ให้อำนาจการเบิกจ่ายไว้ แต่มีเพียงแนวทางหรือหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการบริหารภายในของไทยพีบีเอส เช่น สำนักข่าวมีแนวทางปฏิบัติการเบิกจ่ายค่าตอบแทนแหล่งข่าว ผู้ดำเนินรายการ และผู้เข้าร่วมรายการ แต่ไม่มีการประกาศใช้ระเบียบเฉพาะเกี่ยวกับกำหนดอัตราค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ อาศัยการอนุมัติทางการเงินภายใต้คำสั่งมอบอำนาจเป็นการชั่วคราว

"ต่อมาทางไทยพีบีเอสมีการประกาศใช้ระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ ปี 2567 ประกาศใช้เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2567 มีผลบังคับใช้วันที่ 20 ก.ย. 2567 ทำให้คำสั่งมอบอำนาจแนวทางหลักเกณฑ์ของส่วนงานภายในทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการเบิกจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวได้อีก จึงถือได้ว่าการเบิกเงินค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2568 เป็นการใช้จ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายที่กำหนดไว้ตามระเบียบองค์การฯ ว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567" เธอกล่าว

นายสุทธิพงษ์กล่าวเสริมว่าตัวเลขที่ สตง. คิดว่าไม่ทำตามกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างรายการข่าวเจาะย่อโลกอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาท ส่วนประเด็นการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรอยู่ที่ราว 60 ล้านบาท รวมกันประมาณ 85 ล้านบาท

ด้านฝั่งไทยพีบีเอส นายพิเศษ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ชี้แจงว่าค่าตอบแทนดังกล่าวไม่ได้มากมาย ส่วนใหญ่เป็นค่ารถ (ค่าเดินทาง) ประมาณ 1,000-2,000 บาท/ครั้ง จำนวนเงินดูเยอะเพราะไทยพีบีเอสมีรายการในมือจำนวนมาก และ สตง. ตรวจสอบย้อนหลังกลับไปหลายปี โดยเขาเห็นว่าแม้ สตง. มองว่าไม่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา แต่เงินนี้เป็นอำนาจอนุมัติของผู้อำนวยการ

"เขาไปดูระเบียบว่าด้วยการเงิน บัญชี และงบประมาณ ปี 2567 เรื่องนี้เขียนไว้ไม่ชัดเจน ก็ต้องย้อนกลับไปดูบทเฉพาะกาลซึ่งเขียนไว้ว่าให้ไปใช้ระเบียบเดิม ระเบียบเดิมก็คือปี 2561 ซึ่งระเบียบปี 2561 บอกว่าเป็นอำนาจอนุมัติของ ผอ. มันก็เข้าระเบียบการเงินการคลัง เปิดช่องให้ทำอยู่แล้ว ดังนั้นต้องดูประกอบกันทั้งหมด เมื่อไม่เกิดความเสียหาย ไม่มีผู้ทุจริต เราก็ต้องชี้แจงกลับไปให้ท่าน [หมายถึง สตง.] ฟังอีกครั้งหนึ่ง" รอง ผอ.ไทยพีบีเอส กล่าว

นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผอ.สำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1
คำบรรยายภาพ, นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผอ.สำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1
  • ปมรถผู้บริหารไทยพีบีเอส พบรับค่าพาหนะแต่ยังใช้รถส่วนกลาง

นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผอ.สำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1 กล่าวว่าสืบเนื่องจากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้รถของผู้บริหารไทยพีบีเอส ซึ่งทาง สตง. เชื่อว่าข้อมูลร้องเรียนที่ได้มานั้นเป็นข้อมูลภายในจากเอกสารต่าง ๆ ที่มีเพียงพนักงานเท่านั้นที่เข้าถึงได้

นายโสมทัตกล่าวว่าเดิมทีทาง สตง. วางขอบเขตการตรวจสอบย้อนหลังระหว่างปี 2564-2569 แต่พบข้อเท็จจริงบางประการระหว่างการตรวจสอบที่ทำให้ สตง. เชื่อว่าในปี 2562 ไทยพีบีเอสควรรู้หรือต้องรู้ว่าควรมีการออกระเบียบเกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลาง รวมถึงการเบิกจ่ายพาหนะ (car allowance) ที่ผู้บริหารได้รับ แต่กลับไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้อง

"ไทยพีบีเอสเองก็ยอมรับว่าในกรณีของการใช้รถส่วนกลาง รวมถึงการเบิกค่า car allowance มีระเบียบในการเบิกค่าใช้จ่ายค่ารถประจำตำแหน่ง แต่ระเบียบการใช้รถส่วนกลาง ทางไทยพีบีเอสไม่มีการออกระเบียบ มีข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยอมรับว่ามีผู้บริหารที่ได้รับเงินค่าตอบแทน [ยานพาหนะ] มาใช้รถส่วนกลางด้วย" นายโสมทัตกล่าว

ผอ.สำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1 กล่าวต่ออีกว่าไทยพีบีเอสผูกพันกับ พ.ร.บ.วินัยทางการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561, พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560, และ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงฯ ที่ต้องออกระเบียบเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินขององค์กรอย่างชัดเจน และยกตัวอย่างว่าหากดูระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ระเบียบของมหาดไทย หรือระเบียบของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ฯลฯ ไปจนถึงองค์การมหาชน ต่างก็ออกระเบียบการใช้รถส่วนกลาง รวมถึงข้อห้ามที่ระบุว่าหากได้รับเงินตอบแทนค่ายานพาหนะประจำตำแหน่งแล้ว จะไม่สามารถใช้รถส่วนกลางได้หากไม่มีเหตุจำเป็น

อย่างไรก็ตาม นายโสมทัตระบุด้วยว่าผลการตรวจสอบเรื่องนี้จะแจ้งให้ไทยพีบีเอสทราบภายในอาทิตย์หน้า

ด้านนายพิเศษ รอง ผอ.ไทยพีบีเอส ชี้แจงว่าปัจจุบันมีการออกระเบียบชัดเจนแล้วว่า หากได้รับเงินประจำตำแหน่งในลักษณะค่ายานพาหนะ จะไม่สามารถใช้รถส่วนกลางได้ เว้นแต่ว่าเป็นประโยชน์ของไทยพีบีเอส ต้องเข้าไปในพื้นที่ที่เดินทางยากลำบาก หรือสถานที่ที่ระบุว่าต้องใช้รถที่มีโลโก้ของหน่วยงานเท่านั้นถึงจะเข้าได้ เช่น รัฐสภา เป็นต้น

ข้อครหาไทยพีบีเอสจ้างผู้ดำเนินรายการ "ค่าตัวแพง" ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง

.

ไทยพีบีเอสกำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณ หลังมีการเผยแพร่เอกสารการจัดซื้อจัดจ้างที่เกี่ยวข้องกับรายการ "คุยให้คิด" ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่ผ่าน โดยรายการดังกล่าวมีผู้ดำเนินรายการ 3 คน ได้แก่ นายสุทธิชัย หยุ่น, นายวีระ ธีระภัทรานนท์, และนายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ จนนำไปสู่ข้อสงสัยเรื่องความคุ้มค่าและความเหมาะสมในการใช้เงินขององค์กรสื่อสาธารณะ

กรณีแรกเป็นการว่าจ้างผู้ดำเนินรายการ "คุยให้คิด" โดยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งเอกสารที่ถูกเผยแพร่ระบุว่านายสุทธิชัยได้รับค่าจ้าง 920,000 บาทผ่านบริษัทกาแฟดำ จำกัด สำหรับ 23 ตอน หรือเฉลี่ยตอนละ 40,000 บาท ขณะที่ นายวีระได้รับค่าจ้าง 400,000 บาท สำหรับ 10 ตอน หรือเฉลี่ยตอนละ 40,000 บาทเช่นกัน ส่วนนายวิสุทธิ์ได้รับค่าจ้าง780,000 บาทผ่าน บริษัทคน คม คิด จำกัด สำหรับ 26 ตอน หรือเฉลี่ยตอนละ 30,000 บาท

กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า บริษัทคน คม คิด จำกัด มีคู่สัญญากับไทยพีบีเอสอย่างน้อย 4 สัญญา รวมวงเงิน 2.2 ล้านบาท ขณะที่บริษัทกาแฟดำ จำกัด เป็นคู่สัญญากับไทยพีบีเอสอย่างน้อย 27 โครงการ รวมวงเงินกว่า 26.23 ล้านบาท

นายอดิศักดิ์ รอง ผอ.ไทยพีบีเอส ชี้แจงวันนี้ว่าเรื่องพิธีกรที่ถูกมองว่าตอนละ 40,000 บาทสูงมากเกินไปนั้น "ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับบุคคล มีทั้งสูงทั้งต่ำ หากได้ยินที่คุณวีระพูดในรายการคุยให้คิดว่าตัวเขาเองเคยได้ค่าพิธีกรสูงกว่านี้ ต่ำกว่านี้ก็มี แล้วแต่สื่อ แล้วแต่หน้าที่ว่าต้องทำอะไร เพราะฉะนั้นไม่สามารถพูดได้ว่าสูงหรือต่ำ"

ส่วนการใช้วิธีเฉพาะเจาะจง เป็นเพราะไทยพีบีเอสต้อง "ซื้อกองหน้า" บ้าง หรือหาคนที่เป็น "แม่เหล็ก" เพราะไทยพีบีเอสอยู่ในภาวะแข่งขันกับสื่ออื่น ซึ่งเห็นได้ว่ามีผู้จัดรายการชื่อดังอีกหลายคนเข้ามาทำงานกับไทยพีบีเอสภายใต้การบริหารงานของชุดผู้บริหารชุดใหม่ในปัจจุบัน