วิพากษ์ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 ช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจให้ไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปีข้างหน้าหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 12 นาที
เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั่งเป็นประธาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐบาลเสนอนโยบาย "Reinvent Thailand" (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'สร้างประเทศไทยขึ้นมาใหม่') ซึ่งแผนนี้มีเป้าหมายที่จะยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของไทย และสัญญาว่าจะพาเราไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี และยังระบุว่า จะส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ให้สูงกว่า 3% ต่อปี
คล้อยหลังแค่เพียงหนึ่งวันเท่านั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่สำนักงบประมาณเป็นผู้เสนอ และขณะนี้ ร่างฯ ดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งกินเวลาถึง 3 วัน ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย. ถึงวันนี้ (1 ก.ค.)
ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ ประกอบกับการรวบรวมความคิดเห็นและการวิจารณ์ร่างงบประมาณดังกล่าวว่าจะสามารถช่วยให้เศรษฐกิจของไทยในปี 2570 รวมไปถึงการเป็นฐานรากของปีต่อ ๆ ไป เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนตามที่รัฐบาลตั้งเป้าเอาไว้ได้หรือไม่
อะไรคือหัวใจสำคัญของการเติบโตระยะยาว
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ Gross Domestic Product ซึ่งมักถูกเรียกย่อ ๆ ว่า 'จีดีพี' นั้นเกิดจากสมการที่เขียนว่า "GDP = C+I+G+(X-M)"
โดยตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวหมายถึง
- 'C' หรือ Consumption หมายถึง การบริโภคของภาคเอกชนและประชาชน
- 'I' หรือ Investment หมายถึง การลงทุนจากภาคเอกชน
- 'G' หรือ Government Spending หมายถึง การลงทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาครัฐ
- 'X' หรือ Export หมายถึง มูลค่าการส่งออก
- 'M' หรือ Import หมายถึง มูลค่าการนำเข้า
จากสมการดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่าการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งแต่ละปีจะถูกวางเอาไว้ในกรอบของงบประมาณของแต่ละประเทศนั้น มีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ

ที่มาของภาพ, Getty Images
งานศึกษาเรื่อง Public Investment, Government Consumption, and Growth: A Long Run Analysis (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'การลงทุนภาครัฐ การบริโภคภาครัฐ และการเติบโตทางเศรษฐกิจ: การวิเคราะห์ระยะยาว') โดยธนาคารโลก ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ต.ค. 2024 เข้าไปศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนและการบริโภคภาครัฐกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP) หรือหมายถึงการเอาตัวเลขจีดีพีปรับออกด้วยอัตราเงินเฟ้อ ใน 112 ประเทศทั่วโลก ระหว่างปี 1960-2019
ผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ของธนาคารโลก พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ทั้งการลงทุนภาครัฐและการบริโภคภาครัฐต่างมีผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในระยะสั้น โดยที่ผลกระทบของการบริโภคภาครัฐจะมีขนาดใหญ่กว่าก็ตาม ทว่าสำหรับการเติบโตระยะยาวนั้น ตัวแปรจะไปอยู่ที่ "การลงทุนภาครัฐมากกว่า"
"การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของการลงทุนภาครัฐ จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้น (หรือลดลง) ของจีดีพีในระยะยาว" ผู้เขียนรายงานชี้
ตามข้อมูลของธนาคารโลก ณ ปี 2024 ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง-ระดับสูง (Upper-middle Income) โดยมีจีดีพีต่อหัวหรือค่าเฉลี่ยรายได้ของประชากรต่อคนต่อปี อยู่ที่ 7,346.62 ดอลลาร์สหรัฐ (คำนวณตามค่าเงิน ณ ปี 2024) คิดเป็นตัวเลขประมาณ 245,182 บาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน)
ปัจจุบัน ธนาคารโลกกำหนดว่า ประเทศที่มีรายได้สูงจะต้องมีค่าเฉลี่ยรายได้ของประชากรต่อคนต่อปี มากกว่า 13,935 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไป คิดเป็นตัวเลขประมาณ 465,059 บาท (ตามอัตราแลกเปลี่ยนในปัจจุบัน)
หากไทยจะขยับขึ้นมาเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 หรืออีก 11 ปีต่อจากนี้ ประเทศจะต้องมีจีดีพีที่เติบโตราว ๆ 5% ต่อปี "พร้อมกับแหล่งที่มาของการเติบโตแบบใหม่" อ้างอิงจากรายงานติดตามภาวะเศรษฐกิจไทย (Thailand Economic Monitor) ฉบับ ก.พ. 2026 ของธนาคารโลก
ด้วยเหตุนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดคือ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 นั้น จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายนั้นได้หรือไม่ ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินไว้ ณ วันที่ 24 มิ.ย. ว่า ตัวเลขจีดีพีของปี 2570 จะอยู่ที่ 1.8%
งบลงทุนคือกุญแจตัวกระตุ้น 'จีดีพี'
นายฐากูร จุลินทร ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณของรัฐสภา (สงธ.) กล่าวไว้ในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง วิเคราะห์ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ว่า โดยรวมแล้ว ตัวเลขงบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท นับว่าเพิ่มขึ้นเพียง 7.4 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 0.2% เท่านั้น เพราะฉะนั้น "อย่าไปคาดหวังกับงบประมาณปี 2570 ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง"
เขาอธิบายว่าสิ่งที่น่ากังวลมากไปกว่ากรอบตัวเลขรวม คือสัดส่วนระหว่างรายจ่ายลงทุนเทียบกับวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีทั้งหมด
เมื่อเข้าไปดูในร่าง พ.ร.บ.งบฯ ดังกล่าวพบว่าแผนรายจ่ายประจำของปี 2570 กินพื้นที่ไปแล้วถึง 73.6% ของงบทั้งหมดของรัฐบาล หรือคิดเป็นตัวเลข 2.78 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 5% จากงบปี 2569 ขณะที่รายจ่ายลงทุนหดตัวลงมาเหลือแค่เพียง 20.8% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด หรือคิดเป็นตัวเลข 7.89 แสนล้านบาท ปรับลดลงจากรายจ่ายลงทุนปีก่อนหน้าถึง 8.4%
ต่อมิติโครงสร้างของงบประมาณเช่นนั้น นายฐากูร ชี้ว่านี่จึงเป็นร่างงบประมาณ "ที่คาดหวังในเชิงผลลัพธ์ได้ยาก เพราะว่ารายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 1.3 แสนล้านบาท แต่รายจ่ายลงทุนลดลงประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้น เราจะไปคาดหมายหรือคาดหวังในเชิงผลลัพธ์ไม่ได้เลย" โดยผลลัพธ์ที่เขาพูดถึงนั้นคือศักยภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ผู้อำนวยการ สงธ.รายนี้ อธิบายว่า เมื่อรัฐบาลนำงบที่มีอยู่ไปใช้เพื่อการลงทุน เมื่อนั้นเม็ดเงินจะถูกแปรสภาพไปเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งอาจแบ่งย่อยลงไปได้อีกว่า หากเป็นการลงทุนด้านสาธารณูปโภค อาทิ ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้า หรือการประปา ผลกระทบเชิงบวกจะมีทั้งแบบ "backward effect" หรือหมายถึงผลกระทบที่ย้อนกลับไปสู่ต้นนำ และ "forward effect" หรือผลกระทบที่ส่งต่อไปข้างหน้า
ยกตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลมีการลงทุนสร้างทางรถไฟ ผลกระทบเชิงบวกที่กลับไปสู่ต้นน้ำก็คืออุตสาหกรรมการผลิตที่ป้อนวัตถุดิบในการผลิตรถไฟ รวมไปถึงแรงงานที่ถูกจ้างงาน ขณะเดียวกันเมื่อมองไปข้างหน้า รางรถไฟที่เสร็จแล้วก็สามารถช่วยส่งเสริมฝั่งโลจิสติกส์หรือภาคการท่องเที่ยวได้
ขณะเดียวกัน รายจ่ายลงทุนของภาครัฐอีกแบบหนึ่ง อาทิ การลงทุนกับอาคารสถานที่ราชการ จะได้ประโยชน์แค่เพียงฝั่งย้อนกลับไปหาต้นน้ำเท่านั้น เพราะการสร้างอาคารราชการหนึ่งหลังแทบไม่สร้างให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจได้ แต่อาจช่วยอำนวยความสะดวกต่อผู้มาติดต่อราชการ

ที่มาของภาพ, Getty Images
ด้าน ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกกับบีบีซีไทยว่า โดยหลักแล้วงบประมาณของรัฐนั้นจำแนกได้เป็น 2 ประเภทคือ "งบที่รักษาสภาพกับงบที่ทำให้เฟื่องฟู" ซึ่งงบรายจ่ายประจำจะหมายถึงแบบแรก และงบลงทุนจะหมายถึงแบบหลัง
อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ผู้นี้วิเคราะห์ว่า สำหรับประเทศไทย สัดส่วนราว 70% ที่ใช้ไปกับงบประจำกำลังบอกสังคมว่าประเทศไทยมีภาคราชการที่ใหญ่ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องผิด หากภาคส่วนที่ใหญ่นี้กลายเป็นรากฐานในการเติบโตของประเทศได้ แบบที่เรียกว่า "ภาคราชการที่ยิ่งใหญ่ต้องสร้างเศรษฐกิจที่ใหญ่ยิ่ง" เพราะสุดท้ายแล้ว ภาคราชการแบบนี้จะสามารถสร้างและเก็บเงินภาษีเข้ามาเป็นรายได้ของภาครัฐสืบไปได้
อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ประเทศไม่สามารถหารายได้หรือเศรษฐกิจไม่ดีพอจะสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น แต่รายจ่ายประจำกลับเท่าเดิม เมื่อนั้นเงินส่วนใหญ่ที่หาไม่ได้และไม่พอใช้อยู่แล้วก็ต้องถูกแบ่งไปจ่ายให้กับรายจ่ายประจำก่อน "แล้วเหลือเท่าไหร่ค่อยลงทุน มันเลยเป็นสัดส่วนแบบนี้ เพราะฉะนั้นอาการนี้มันคืออาการที่มันเงินมันไม่เฟื่องฟูพอ เศรษฐกิจมันไม่โตพอ"
นอกจากนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ภายนอกจะออกมาแสดงความกังวลต่อตัวเลขงบลงทุนประจำปี 2570 ของรัฐบาลแล้ว สถานการณ์ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่ออภิปรายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 ก็ตั้งข้อสังเกตรวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ต่อการวางแผนจัดการงบประมาณของรัฐบาลนายอนุทินด้วย
ทั้ง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) รวมไปถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต่างก็หยิบยกมิตินี้ขึ้นมาวิจารณ์
ฝั่ง น.ส.ศิริกัญญา เธอชี้ว่านี่คือการบริหารงบแบบ "ฝีแตก" โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่องบลงทุนของแต่ละกระทรวงหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่ถูกตัดลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ เธอชี้ว่าเมื่อลงไปดูในรายละเอียด จะพบว่าแม้แต่รายการที่ระบุว่าเป็นรายจ่ายลงทุนก็ยังมีความคลุมเครืออยู่มาก อาทิ มีการตั้งเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินเอาไว้ในงบกลางเป็นเงิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะถูกใช้ไปกับเรื่องไหนหรือโครงการใด อย่างไรก็ดี จากตัวเลขดังกล่าว เม็ดเงิน 6 หมื่นล้านบาทถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน
ขณะที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่านี่คือการจัดงบแบบ "มองไม่เห็นอนาคต" โดยเขาชี้ไปที่โครงสร้างงบประมาณปี 2570 ซึ่งจากงบทั้งหมด 3.78 ล้านล้านบาทนั้น จะมาจากรายได้ของรัฐบาลเพียง 3 ล้านล้านบาท ขณะที่อีก 7.88 แสนล้านบาทนั้น จะมาจากงบประมาณขาดดุล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
นายอภิสิทธิ์ อภิปรายในรัฐสภาว่า เงินเกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุนต้องมาจากงบขาดดุลซึ่งใช้เงินกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพการหารายได้ของรัฐบาลและการจัดเก็บภาษีอากร "ทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต"
รายงาน "วิเคราะห์ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสำนักงบประมาณของรัฐสภาชี้ว่า ในปีงบประมาณ 2570 นี้ รัฐบาลจะมีกรอบวงเงินกู้สูงสุดเพื่อชดเชยการขาดดุลอยู่ที่ราว 8.78 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้คำนวณจาก มูลค่า 80% ของรายการชำระคืนต้นเงินกู้ บวกกับมูลค่า 20% ของกรอบวงเงินงบประมาณ
รายงาน ฉบับนี้ยังสะท้อนข้อมูลที่สอดคล้องกับการอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ โดยชี้ว่า ภาระชำระคืนต้นเงินกู้ในปี 2570 เพิ่มขึ้นเป็นระดับสูงสุดในช่วง 10 ปี ซึ่งตอกย้ำถึงงบประมาณที่ขาดดุลและความสามารถในการหารายได้ของรัฐที่เป็นปัญหา
ด้านรัฐบาล โดย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวเมื่อวันที่ 1 ก.ค. ระบุว่า รัฐบาลเข้าใจข้อห่วงใยของ สส. และประชาชนต่อภาพรวมงบประมาณ โดยเฉพาะประเด็นงบลงทุนและการขาดดุล แต่ขอย้ำว่าการจัดทำงบประมาณครั้งนี้เป็นการจัดทำแบบมุ่งเป้า จัดลำดับความสำคัญใหม่ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง โดยคำนึงถึงทั้งการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการเงินการคลัง และการลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ
เธอลงรายละเอียดว่า สำหรับประเด็นงบลงทุน ที่มีตัวเลขลดลงจากปี 2569 ราว 7.2 หมื่นล้านบาท แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศลดการลงทุน เพราะยังมีการลงทุนผ่านเครื่องมืออื่น ทั้งงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ มูลค่า 2.86 แสนล้านบาท โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership) หรือ PPP จำนวน 4 หมื่นล้านบาท และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund - TFFIF) อีก 1 หมื่นล้านบาท รวมเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมมากกว่า 3.3 แสนล้านบาท
เธอย้ำว่า นโยบายของภาครัฐเน้น เน้นดูแลคนตัวเล็ก ผู้สูงอายุ ชุมชน การศึกษา เอสเอ็มอี การค้า เศรษฐกิจสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และการลงทุนที่สร้างอนาคต โดยมีงบด้านสวัสดิการ การศึกษา และสาธารณสุขที่ส่งตรงถึงชีวิตประชาชน 6.39 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 4.32 หมื่นล้านบาท พร้อมปิดท้ายว่า โครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลนั้นไม่ใช่การหว่านเงิน แต่เป็นงบที่มีการจัดลำดับความสำคัญให้แม่นยำขึ้น
ปัญหาเก่าที่ยังรอการสะสาง
- รายได้ภาครัฐ
รายงานวิเคราะห์งบการเงินปี 2570 ของ สงธ. ที่บีบีซีไทยได้อ้างอิงไปแล้วก่อนหน้านี้ พบว่า นับแต่ปี 2561 เป็นต้นมาจนถึงร่าง พ.ร.บ.งบฯ ฉบับล่าสุด มีรายจ่ายลงทุนเฉลี่ยอยู่แค่เพียง 21.6% ของงบประมาณทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งนับว่ามากกว่า ค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2551-2560 ที่ตกลงไปอยู่เพียง 19% แต่ยังต่ำกว่าทศวรรษก่อนหน้า ระหว่างปี 2541-2550 ที่มีสัดส่วนรายจ่ายลงทุนสูงถึง 25.4%
คำถามคือเหตุใดไทยถึงมีรายจ่ายลงทุนในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก ทั้ง ๆ ที่เม็ดเงินตรงนี้สามารถนำมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกันงบรายจ่ายประจำกลับสูงขึ้นและกินพื้นที่ส่วนใหญ่ของงบประมาณทั้งหมดไป
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ชี้ว่าคำตอบนั้นมี 2 ส่วน ส่วนแรกคือไทยจัดเก็บรายได้ได้น้อย และส่วนที่สองคือปัญหาโครงสร้างราชการไทยที่ยังคงใหญ่ เทอะทะ "แต่ไม่ได้ทำงานแบบโดดเด่นเป็นพิเศษ"
ต่อมิติแรกของปัญหานั้น นายภูเบต เส็นบัตร นักวิเคราะห์งบประมาณชำนาญการ สงธ. กล่าวไว้ในงานสัมนาวิชาการเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ว่าหากไปดูแนวโน้มรายได้ภาครัฐไล่มาตั้งแต่ปี 2533 - 2568 จะพบว่ามีรายได้โตขึ้นกว่า 8 เท่า ในรอบ 35 ปี
อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าเมื่อลงมาวิเคราะห์ในรายละเอียดจะพบว่าสัดส่วนรายได้สุทธิหลังหักจัดสรรซึ่งคือรายได้สุทธิที่แท้จริงของรัฐบาลต่อจีดีพีของไทยกลับมีกราฟที่สวนทางอย่างน่าเป็นกังวล และ สงธ.ประเมินว่า สัดส่วนดังกล่าวนั้นจะลดลงเหลือเพียง 14.89% สำหรับปีงบประมาณ 2570 โดยนี่เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าการประเมินจากแผนการคลังระยะปานกลางของรัฐบาลซึ่งประเมินไว้ที่ 14.96%
อย่างก็ดี ตัวเลขทั้งสองนี้นับว่าน้อยจนเกือบลงไปแตะสถิติต่ำสุดในรอบ 35 ปี ที่ 14.57% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นสถิติของปี 2565 ตอนที่เกิดวิกฤตการระบาดโรคโควิด-19
ตัวเลขสัดส่วนการจัดเก็บรายได้ของไทยต่อจีดีพีนั้นถูกนับว่าอยู่ในระดับที่มีปัญหาสำหรับธนาคารโลกเช่นเดียวกัน โดยธนาคารโลกระบุไว้ว่า "ประเทศรายได้ต่ำราว 74% และประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างราว 48% จัดเก็บภาษีได้น้อยกว่า 15% ของจีดีพี ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำเกินกว่าจะสนับสนุนบริการสาธารณะที่จำเป็นและบรรลุการเติบโตอย่างยั่งยืนได้"

ที่มาของภาพ, Arnun Chonmahatrakool
นายภูเบต ชี้ว่า การจัดเก็บรายได้ของภาครัฐไทยนั้นกว่า 66.5% มาจากกรมสรรพากร ซึ่งประกอบไปด้วยภาษีที่สำคัญ 3 รายการ คือ 1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม สัดส่วน 27.61% 2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล สัดส่วน 22.75% และ 3. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สัดส่วน 11.78%
เขาชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างนี้คือสัดส่วนภาษีก้อนที่ใหญ่ที่สุดมาจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาษีทางอ้อม หมายความว่าหากเศรษฐกิจเติบโตภาษีตัวนี้ก็จะโตตาม ในทางกลับกันหากเศรษฐกิจชะลอตัวก็จะเกิดปัญหาจากรายได้ที่ขาดหายไป นอกจากนี้ ภาษีประเภทนี้ยังอ่อนไหวต่อมิติทางการเมืองเช่นเดียวกัน โดยเขายกตัวอย่างว่าความพยายามในการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มอาจนำไปสู่ประเด็นทางการเมืองที่เข้าไปขัดขวางจนไม่สามารถขึ้นอัตราภาษีได้จริง
ประเด็นต่อมาคือฝั่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นภาษีทางตรงที่ไทยเก็บได้น้อยมากเนื่องจากประชากรไทยมี 66.05 ล้านคน เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากกรมสรรพากรและสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2568 โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็นกำลังแรงงานที่มีงานทำ 40.09 ล้านคน จากตัวเลขข้างต้นนี้ ประชากรถึง 28.21 ล้านคน กลับอยู่นอกระบบภาษี ส่วนที่เหลือในระบบภาษี ก็มีที่ต้องจ่ายภาษีเงินได้จริง ๆ แค่ 4.73 ล้านคน ดังนั้นศักยภาพในการจัดเก็บภาษีเงินได้ของไทยจึงยังต่ำอยู่มาก
ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้น คือแนวโน้มประชากรไทยในวัยแรงงานต่อจำนวนประชากรทั้งหมดยังลดลงอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลข 66.6% ในปี 2559 ลงมาเหลือเพียง 63.7% ในปี 2568 ขณะเดียวกันอัตราการเกิดของไทยก็แตะจุดต่ำสุดในรอบ 75 ปี ในปีเดียวกันนี้ โดยมีตัวเลขเด็กเกิดใหม่เพียง 4.16 แสนคน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 5.59 แสนราย
- ข้าราชการ-บุคลากร
นอกจากรายได้ของรัฐบาลจะมีปัญหาแล้ว ฝั่งรายจ่ายรวมไปถึงหนี้สาธารณะก็ยิ่งที่ให้สถานการณ์ไม่สู้ดีขึ้นไปอีก
หากแบ่งงบประมาณปี 2570 ของภาครัฐออกมาตามกลุ่มรายจ่าย ตามข้อมูลจาก สงธ. จะแบ่งได้เป็น 7 กลุ่ม คือ รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ รายจ่ายบุคลากร รายจ่ายงบกลาง รายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน รายจ่ายบูรณาการ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่าย
จากทั้งหมด 7 กลุ่มนี้ รายจ่ายด้านบุคคลากร กินสัดส่วนถึง 22.5% ของงบทั้งหมด หรือคิดเป็นตัวเลข 8.52 แสนล้านบาท ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ 8.20 แสนล้านบาทด้วย โดยในจำนวนนี้กว่า 56.1% คือเม็ดเงินที่จ่ายให้กับข้าราชการเป็นหลัก
สงธ. ชี้ว่า จากงบดังกล่าวนี้ ตัวเลขรายจ่ายบุคลากรภาครัฐโดยรวมยังนับว่าอยู่ในระดับสูง และมีความยืดหยุ่นต่ำ รวมถึงยังเป็นภาระผูกพันต่อเนื่อง และแม้ที่ผ่านมาภาครัฐจะมีจำนวนกำลังคนในภาพรวมลดลง แต่นั่นอาจไม่ได้หมายความว่าตัวเลขงบประมาณที่จำเป็นต้องใช้จะลดลงตามไปด้วย จึงยังควรต้องมีการพิจารณาความเหมาะสมเพิ่มเติม
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เสริมว่า ที่ผ่านมา รายจ่ายประจำคือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติ แต่การใช้เม็ดเงินเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะเป็นตัวกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตต่อได้แม้จะเป็นในทางอ้อมก็ตาม
"เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ 70% นี้ทำให้ข้าราชการทำงานแบบโดดเด่นเป็นพิเศษขึ้นมา มันจะทำอะไรได้เยอะเลย ยุทธศาสตร์การใช้งบประจำจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะมันคือการทำให้เงินที่ลงไปเกิดประโยชน์สูงสุด ทำยังไงให้จ่ายเงินเดือนครู แล้วมีวิธีการประเมินคุณภาพครูที่ดี ทำยังไงที่การประเมินวัดจากผลลัพธ์จริง ๆ แล้วเดี๋ยวมันจะทำให้ทุกอย่างขยับไปได้" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว
- หนี้สาธารณะ
อีกหนึ่งมิติที่คอยบดบังเม็ดเงินสำหรับการลงทุนของภาครัฐคือฝั่งหนี้สาธารณะ ซึ่งตัวเลข ณ เดือน มี.ค. 2569 อยู่ที่ 66.38% ต่อจีดีพี ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐฉบับล่าสุด ลงวันที่ 22 ก.ย. 2564 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี
สงธ. ชี้ว่า เมื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงถึง 7 สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต พบว่าในปี 2573 ไม่มีสักสถานการณ์ไหนเลยที่หนี้สาธารณะของไทยจะไม่เกินเพดาน และในกรณีเลวร้ายที่สุดที่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอย หนี้สาธารณะของไทยจะพุ่งสูงถึง 78.71% ต่อจีดีพี
ปัจจุบันแต่ละประเทศมีเกณฑ์หนี้สาธารณะต่อจีดีพีแตกต่างกันออกไป อาทิ สหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 60% เช่นเดียวกับเกาหลีใต้
นายฐากูร กล่าวต่อไปเพิ่มว่า หาไปดูข้อมูลงบประมาณโดยสังเขป ของปีงบประมาณ 2570 พบว่า ไทยมีรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้อยู่ที่ 1.51 แสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐอยู่ที่ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% ของวงเงินรวม แต่กลับมีพฤติกรรมก่อหนี้ถึง 7.88 แสนล้านบาท
"เวลาเราดูชำระคืนต้นเงินกู้ หลายคนคิดว่าดอกเบี้ยคงไม่เท่าไหร่ แต่ภายใต้การบริหารหนี้สาธารณะ การชำระหนี้ของเรา ดอกเบี้ยอยู่ที่สามแสน เงินกู้อยู่ที่แสนห้า ก้าวแรกก็เจอแล้ว สี่แสนหก"
นายฐากูร ทิ้งท้ายว่า "เวลาประเทศไหนมีหนี้สาธารณะสูง สิ่งที่เขาจะทำคือ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้แต่สิ่งที่ผมกลัวคือออกนโยบาย ในเมื่อใกล้เพดานคือเพิ่มเพดาน อันนี้เป็นสิ่งที่กลัว" โดยเขาเสริมว่ายิ่งมีหนี้เยอะขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นภาระต่องบประมาณของประเทศเอง
ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ทิ้งท้ายว่า ต่อคำถามว่า ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปีประจำปี 2570 จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้ดีขึ้นจนนำพาคนไทยไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงได้จริงไหม คำตอบสุดท้ายอยู่ที่ผลลัพธ์จากเม็ดเงินทุกส่วนที่ลงไปจริง ๆ
แต่ถ้าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม คำตอบสั้น ๆ ก็คือ "ไม่"






























