วิเคราะห์: คำขู่ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์ เพิ่มความเสี่ยงและทำให้สภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่เผชิญอยู่ยังไม่เปลี่ยนแปลง

Trump walks to Air Force One on April 11, 2026 at Joint Base Andrews, Maryland

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, แอนโทนี ซูร์เคอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำอเมริกาเหนือ
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

หลังจากคณะผู้แทนทางการทูตที่นำโดยเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ได้พยายามเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ในที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จึงต้องตัดสินใจก้าวต่อไปของตน

การตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นในเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (12 เม.ย.) ผ่านโพสต์ข้อความชุดหนึ่งบนทรูธ โซเชียล (Truth Social)

เขาเขียนว่า สหรัฐฯ จะใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน พร้อมระบุว่า "ไม่มีใครหน้าไหนที่จ่ายค่าธรรมเนียมผิดกฎหมายแล้วจะเดินทางในน่านน้ำสากลได้อย่างปลอดภัย"

เขายังกล่าวด้วยว่าสหรัฐฯ จะเดินหน้ากวาดล้างทุ่นระเบิดออกจากช่องแคบฮอร์มุซต่อไป เพื่อรับประกันความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือสำหรับประเทศพันธมิตร และเสริมว่ากองทัพสหรัฐฯ อยู่ในภาวะ "พร้อมรบเต็มที่" และเตรียมจะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งใน "จังหวะเวลาที่เหมาะสม"

ทรัมป์ยังกล่าวว่า แม้การเจรจานาน 20 ชั่วโมงในกรุงอิสลามาบัดจะมีความคืบหน้า แต่อิหร่านจะไม่ยุติความทะเยอทะยานด้านนิวเคลีบร์ตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ

แม้ว่าโพสต์ของเขาจะไม่ได้มีลักษณะข่มขู่คุกคามอย่างรุนแรง เหมือนกับคำขู่ว่าจะทำลายอารยธรรมอิหร่านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่มันก็ก่อให้เกิดความท้าทายและความเสี่ยงใหม่ ๆ หลายประการสำหรับฝ่ายอเมริกา

มีคำถามต่าง ๆ หลายประการ อาทิ ปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดจะทำให้เรือรบสหรัฐฯ เผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีของอิหร่านมากขึ้นหรือไม่ สหรัฐฯ จะพิจารณาได้อย่างไรว่าผู้ใดจ่ายค่าผ่านทางให้อิหร่าน สหรัฐฯ จะใช้กำลังกับเรือที่ชักธงต่างประเทศซึ่งฝ่าฝืนการปิดล้อมหรือไม่ ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากอิหร่านอย่างจีนจะตอบสนองอย่างไร และมาตรการนี้ซึ่งมีเป้าหมายตัดรายได้หลักของอิหร่าน จะผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นในระดับที่สูงยิ่งขึ้นหรือไม่

ในตอนนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

"ผมไม่เข้าใจว่าการปิดล้อมช่องแคบจะกดดันให้อิหร่านยอมเปิดช่องแคบได้อย่างไร" มาร์ก วอร์เนอร์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) พรรคเดโมเครต จากรัฐเวอร์จิเนีย ในฐานะสมาชิกอันดับสูงสุดของคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

Islamabad talks

ที่มาของภาพ, Reuters

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนที่อิหร่านและสหรัฐฯ จะตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และเริ่มการเจรจาตัวต่อตัว ทรัมป์ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

เขาอาจเดินหน้าเพิ่มระดับการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านต่อไป ซึ่งอาจสร้างความเสียหายระยะยาวต่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน ซ้ำเติมวิกฤตด้านมนุษยธรรม และทำให้เศรษฐกิจโลกไร้เสถียรภาพยิ่งขึ้น

อีกทางหนึ่ง คือ เขาอาจถอยออกจากสงครามที่ไม่เคยได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนชาวอเมริกันมาตั้งแต่ต้น และขณะนี้กำลังเริ่มสร้างความไม่พอใจแม้ในหมู่ผู้สนับสนุนบางส่วนของทรัมป์เอง ซึ่งเชื่อในคำมั่นของเขาที่เคยบอกว่าตนเองจะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งในต่างประเทศที่ยืดเยื้อและไม่เข้าไปพัวพันในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ถึงกระนั้น แม้เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์และทางสหรัฐฯ อ้างว่าชนะสงคราม แต่สถานการณ์ที่ประธานาธิบดีกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกที่กำลังเผชิญอยู่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวฟ็อกซ์นิวส์เมื่อเช้าวันอาทิตย์ ทรัมป์กล่าวว่า ในท้ายที่สุดอิหร่านจะยอมมอบ "ทุกอย่าง" ที่สหรัฐฯ ต้องการ และเสริมว่าแม้ราคาน้ำมันอาจทรงตัวหรือสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แต่เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังคงรับไหว

อย่างน้อยที่สุด อาจกล่าวได้ว่านั่นฟังดูเหมือนการเดิมพันครั้งหนึ่ง และเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. งวดเข้ามา พรรครีพับลิกันของประธานาธิบดีอาจมีราคาที่ต้องจ่ายสูงมากในคูหาเลือกตั้ง หากเขาประเมินผิดพลาด

ในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ขณะรองประธานาธิบดีกำลังเจรจากับฝ่ายอิหร่านในปากีสถาน ทรัมป์กลับเดินทางไปยังเมืองไมอามี และรับชมการแข่งขันการต่อยมวยในกรงยูเอฟซี (UFC) ที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด

ตามคำบอกเล่าของสื่อที่ร่วมเดินทางไปทำข่าว นั่นเป็นภาพที่ชวนพิศวงอย่างยิ่ง

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั่งชมการแข่งขันที่รุนแรงในสังเวียนซึ่งเปื้อนเลือด พูดคุยกับเหล่าคนดัง และในบางช่วงก็หารืออย่างเคร่งเครียดกับมาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศของสหรัฐฯ และที่ปรึกษาคนอื่นๆ ต่อหน้าผู้ชมหลายพันคน

การแข่งขันต่อสู้ในกรง แม้ดุเดือดเพียงใด ก็ยังมีกติกาและเวลาที่ชัดเจน และจบลงด้วยผลแพ้ชนะอย่างชัดเจน ซึ่งความชัดเจนเช่นนี้เป็นสิ่งที่สงครามอิหร่านไม่อาจมอบให้ได้ เมื่อความขัดแย้งย่างเข้าสู่เดือนที่สอง และการหยุดยิง 2 สัปดาห์ในตอนนี้ก็ใกล้จะพังทลายลงทุกที

ความขัดแย้งนี้กลายเป็นบททดสอบความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่าย ระหว่างความสามารถของอิหร่านในการทนต่อการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐฯ และอิสราเอล กับระดับความอดทนของทรัมป์ต่อความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สงครามก่อขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว ผู้มีส่วนร่วมทุกฝ่ายในการต่อสู้ครั้งนี้ อาจอ่อนแรงลงทั้งหมด