คอบร้าโกลด์คืออะไร ยังสำคัญต่อสหรัฐฯ และไทย มากแค่ไหน ?

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 9 นาที
โฆษกรัฐบาลของไทยออกมายืนยันว่า ไทยไม่นำความร่วมมือทางทหารมาเป็นเงื่อนไขต่อรองในการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา
เหตุที่ทำให้ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงในประเด็นนี้ เป็นเพราะรายงานของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ที่ระบุว่าไทยมีแผนเตือนฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ว่าภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ อาจบีบให้ไทยลดความร่วมมือทางทหารลง ซึ่งรวมถึงการฝึกร่วมผสมทางทหารคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) การฝึกร่วมผสมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในเวลาเดียวกัน เดอะ สเตรทส์ไทมส์ (The Straits Times) รายงานเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งคู่อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่ระบุชื่อ และบอกเพียงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทราบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
น.ส.รัชดากล่าวว่า รัฐบาลไทยยืนยันว่าได้แยกการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ออกจากความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารอย่างชัดเจน โดยการเจรจาการค้าจะพิจารณาบนพื้นฐานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางการค้า และผลกระทบต่อเกษตรกร ภาคธุรกิจ ภาคการผลิต และประชาชนไทย พร้อมมุ่งหาข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย
ส่วนความร่วมมือทางทหารไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ยังคงดำเนินต่อไปตามแผนที่วางไว้ และไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขต่อรองในการเจรจาการค้า โดยการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ครั้งที่ 46 หรือ Cobra Gold 2027 (พ.ศ. 2570) ซึ่งจะจัดขึ้นในปีหน้ายังเป็นไปตามแผนภายใต้กรอบการฝึกระยะ 6 ปี (2025-2030 หรือ พ.ศ. 2568-2573)
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ขณะนี้การเตรียมการยังคงเป็นไปตามกำหนด โดยเดือนหน้าจะมีการประชุมวางแผนขั้นกลางที่มลรัฐฮาวายของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมการฝึกในเดือน มี.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะมี 31 ประเทศเข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างความพร้อมรับมือทั้งภัยคุกคามแบบดั้งเดิมและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น ด้านไซเบอร์และอวกาศ
"รัฐบาลจะไม่ใช้ผลประโยชน์ด้านหนึ่งของประเทศไปแลกกับอีกด้านหนึ่ง" น.ส.รัชดา ระบุ
"คอบร้าโกลด์" คืออะไร
การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2525 ตรงกับสมัยของนายโรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งมีนโยบายแข็งกร้าวต่อสหภาพโซเวียตในช่วงปลายสงครามเย็น ส่งผลให้การฝึกร่วมผสมแบบทวิภาคีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในระยะแรกดำเนินไปภายใต้บริบทของความกังวลด้านความมั่นคงจากการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค โดยเฉพาะจากเวียดนามที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต
น.ท.สุวิทย์ ไท้ทอง เขียนในสารนิพนธ์ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2563 ว่า กิจกรรมการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์นั้นมีความสำคัญต่อการดำเนินมหายุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ทั้งในด้านการมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางทหาร และด้านการสร้างและรักษาระบบพันธมิตร รวมถึงมีความจำเป็นต่อการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจของหน่วยบัญชาการทหารสหรัฐภาคอินโดแปซิฟิก (USINDOPACOM) ซึ่งดูแลพื้นที่ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก
ปัจจุบัน USINDOPACOM เปลี่ยนชื่อเป็นหน่วยบัญชาการทหารสหรัฐภาคแปซิฟิก (USPACOM) ซึ่งเป็นชื่อเดิมที่ใช้มาถึงปี 2561
หลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น มุมมองต่อภัยคุกคามของสหรัฐฯ เปลี่ยนไป มาเป็นภัยคุกคามที่ไม่ใช่รัฐขั้วตรงข้ามอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงภัยคุกคามจากตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ไปจนถึงภัยธรรมชาติ ทำให้การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ขยายกรอบความร่วมมือไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ โดยผู้เข้าร่วมการฝึกมีทั้งประเทศที่เป็นพันธมิตรและไม่ใช่พันธมิตรกับสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยยกเลิกการฝึกร่วมผสมทางทหารนี้เมื่อไทยเกิดเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" ปี 2535 ซึ่งประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เนื่องจากมองว่าเป็นนายกฯ ที่ขาดความชอบธรรม และสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) จนนำไปสู่การสลายการชุมนุมซึ่งจบด้วยการนองเลือด
สารนิพนธ์ของ น.ท.สุวิทย์ ระบุว่าเมื่อเกิดการรัฐประหารในไทยปี 2549 และ ปี 2557 ทำให้สหรัฐฯ ต้องทบทวนความเป็นไปได้ในการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ เนื่องจากกฎหมายของสหรัฐฯ ระบุว่ารัฐบาลต้องระงับการให้ความช่วยเหลือแก่รัฐใด ๆ ที่มีการกระทำอันเป็นการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยในปี 2549 สหรัฐฯ ระงับความช่วยเหลือในโครงการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ (Foreign Military Sale - FMS) วงเงิน 4.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงงบประมาณความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่เกี่ยวกับกองทัพ คิดเป็นวงเงินงบประมาณรวมกันราว 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนในปี 2557 สหรัฐฯ ระงับความช่วยเหลือเป็นวงเงินราว 4.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตัดความช่วยเหลือทางทหารด้านอื่น ๆ รวมถึงพิจารณาย้ายสถานที่ฝึกร่วมผสมไปที่นครดาร์วิน ประเทศออสเตรเลีย แต่ด้วยบริบทของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคที่มีจีนเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญ ทำให้สหรัฐฯ ยังคงฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์หลังไทยเกิดรัฐประหารสองครั้งหลังสุด โดยลดจำนวนพลที่เข้าร่วมและตัดการฝึกบางประเภทออกไป
"คอบร้าโกลด์" ยังมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐฯ หรือไม่
ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS Thailand) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในฐานะการฝึกปฏิบัติการร่วมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วย เนื่องจากการฝึกดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างการป้องปรามแบบบูรณาการ (Integrated Deterrence) เพื่อสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงให้แก่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค
"นอกจากนี้ มันยังเป็นการรักษาความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกผ่านความร่วมมือที่เป็นมีรูปแบบแน่นอนและต่อเนื่องในลักษณะ Institutionalized (ทำให้เกิดการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ) กับพันธมิตรและหุ้นส่วน" เขากล่าว
ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ทางสหรัฐฯ ใช้การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์เป็นเสมือน "กระดาษทดสอบ" (Litmus test) เพื่อยืนยันว่าความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรยังคงเหนียวแน่นแม้ในอยู่ในห้วงวิกฤต เช่น ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ไทยและสหรัฐฯ ยังคงจัดการฝึกซ้อมร่วมกัน แต่ปรับรูปแบบให้เข้ากับสถานการณ์
ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ยังมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ในแง่การสร้างปฏิสัมพันธ์กับ "กลุ่มควอด" (Quad) ซึ่งเป็นกลุ่มจตุภาคีระหว่างสหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น ที่เกิดขึ้นจากความริเริ่มเพื่อคานอำนาจจีนในภูมิภาคนี้ รวมถึงเป็นอีกช่องทางการสื่อสารและส่งสัญญาณ (signal) ไปยังประเทศมหาอำนาจอื่นในภูมิภาค เช่น จีน ให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพันธมิตรและความพร้อมในการร่วมสู้รบได้ด้วยเช่นกัน จากความเห็นของของ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์

ที่มาของภาพ, Thai news pix
ขณะเดียวกัน ดร.กุลนันทน์ คันธิก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและอาจารย์จากภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) บอกกับบีบีซีไทยว่า จากสมุดปกขาว (White paper) ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่าหนึ่งในเป้าหมายด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ คือการป้องปราม (deterrence) จีนโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากัน แต่ต้องการสร้างปฏิสัมพันธ์ (engage) กับจีนเพื่อให้ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกมีเสถียรภาพ ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นว่าการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์มีจีนร่วมด้วย แม้เป็นการเข้าร่วมแบบจำกัดเฉพาะในส่วนของโครงการช่วยเหลือประชาชน บรรเทาสาธารณภัย และการแพทย์มนุษยธรรมเท่านั้น
"ต้อง deter ผ่านอะไร ก็ต้อง deter ผ่านความเข้มแข็งทางการทหารที่ทรัมป์และพีธ เฮกเซธ [รมว.กลาโหมสหรัฐฯ]พูดอยู่เสมอว่า Peace Through Strength (สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง) แล้วคอบร้าโกลด์ก็เป็นหนึ่งในกลไกที่ตอบโจทย์ของสหรัฐฯ ในเรื่องนี้" เธอกล่าว
ผู้เชี่ยวชาญจาก มศว มองว่าการฝึกผสมร่วมคอบร้าโกลด์ยังมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ในแง่ยุทธศาสตร์จนถึงตอนนี้ เพราะมันช่วยยืนยันความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ กับภูมิภาคนี้ และทำให้พันธมิตรเชื่อว่าสหรัฐฯ ยังคงน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ (reliable)
"สิ่งที่ทรัมป์พูดว่า American First (อเมริกาต้องมาก่อน) ต้องโน้ตไว้นิดนึงว่าเขาพูดกับฐานเสียงของเขา แต่ทั้งตัวสหรัฐฯ เองและบรรดานักการทูตของสหรัฐฯ ย้ำเสมอว่า American First ไม่เท่ากับ American Alone (อเมริกาต้องโดดเดี่ยว) นั่นหมายความว่า 'ความเป็นพันธมิตร' ย่อมสำคัญกับสหรัฐฯ ในแง่ของการป้องปรามจีน" ดร.กุลนันทน์ กล่าว
คอบร้าโกลด์สำคัญต่อไทยในแง่ใดบ้าง
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทั้งสองรายให้ความเห็นตรงกันว่าการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์นั้น เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่เหนียวแน่นมานานหลายทศวรรษ โดยการฝึกในปี 2568 ถือเป็นการฝึกร่วมผสมครั้งที่ 45
ดร.กุลนันทน์กล่าวว่ากองทัพไทยได้ประโยชน์อย่างมากจากการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และวิธีการรบจากกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกองทัพอันดับหนึ่งของโลก นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความพร้อมในการปฏิบัติการร่วมกันกับกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรชาติอื่น ๆ เมื่อเกิดวิกฤตหรือภัยคุกคามขึ้นจริง โดยปัจจุบันการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ได้ปรับรูปแบบการฝึกให้สอดคล้องกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนไป เช่น ภัยด้านความมั่นคงไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ การบรรเทาสาธารณภัย เนื่องจากมองว่าในช่วงสถานการณ์ปกติ กองทัพเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตใหญ่ ๆ ได้
เธอยังมองว่าการฝึกร่วมผสมนี้ยังเป็นเครื่องมือให้ไทยสามารถดำเนินนโยบายสมดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาคได้ด้วย
"มันก็เป็นสัญลักษณ์ว่าเราใกล้ชิดกับสหรัฐฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็ใกล้ชิดกับจีนเหมือนกัน เราไม่ได้โน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่ง" ดร.กุลนันทน์ กล่าว
ด้าน ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ กล่าวเสริมว่าในทางยุทธศาสตร์แล้ว ไทยใช้การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายและการประกันความเสี่ยง (hedging) เพื่อสร้างสมดุลอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมาโดยตลอด
"ในช่วงยุคคุณประยุทธ์ [จันทร์โอชา] ซึ่งสหรัฐฯ ก็กดดันเราทางการเมืองอย่างมาก เราก็ยังคงฝึกซ้อมคอบร้าโกลด์ไว้ มันทำให้ทางปักกิ่งไม่ย่ามใจจนเกินไปว่าเราเป็น 'ลูกไล่ของจีน' เรายังมีทางออกคือสหรัฐฯ คอบร้าโกลด์จึงเป็นเรื่องที่ไทย 'ได้' ในทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงที่ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่กำลังแข่งขันกันทางยุทธศาสตร์" เขากล่าว
ไทยมีอำนาจเหนือสหรัฐฯ มากพอที่จะนำความร่วมมือทางการทหารไปกดดันฝ่ายบริหารของทรัมป์หรือไม่
ดร.กุลนันทน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจาก มศว บอกว่ารู้สึกยินดีที่ทางโฆษกรัฐบาลออกมายืนยันว่า ไทยไม่นำความร่วมมือทางทหารมาเป็นเงื่อนไขต่อรองในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว ความร่วมมือทางการทหารระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานไม่ได้จำกัดแค่การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความช่วยเหลือในโครงการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ (FMS) โครงการความช่วยเหลือและฝึกศึกษาทางทหารระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (International Military Education and Training - IMET) ไปจนถึงความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคง
เธอมองว่าในสถานะที่ไทยเป็นประเทศเล็กทำให้มีข้อจำกัดในการแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ดังนั้นการที่มีรายงานข่าวว่าไทยอาจลดความร่วมมือทางการทหารกับสหรัฐฯ เพื่อต่อรองดีลการค้า อาจถูกตีความในอีกนัยหนึ่งได้
"ไทยต้องอยู่กับทั้งจีนและสหรัฐฯ ถ้าเราพูดเหมือนกับว่าเรากำลังจะลดระดับความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ มันเหมือนเรากำลังส่งท่าทีว่ากำลังเอนเอียงไปทางพี่ใหญ่ในเอเชียมากกว่าหรือเปล่า มันก็ถูกตีความไม่ดี ถูกไหมคะ"
ดร.กุลนันทน์เสริมว่าในสมัยทรัมป์ 2 สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับพันธมิตรอยู่ แต่ต้องการให้พันธมิตรเหล่านั้นดูแลตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะในมิติความมั่นคง แทนที่จะรอรับความช่วยเหลือหรือพึ่งพางบประมาณจากสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต
ผู้เชี่ยวชาญจาก มศว เสนอว่าแทนที่จะใช้การลดระดับความร่วมมือทางการทหารมาเป็นเครื่องมือต่อรองกับฝ่ายบริหารของทรัมป์ ไทยควรใช้ข้อเสนอเชิงบวกที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของทรัมป์แทน เช่น อาจยื่นข้อเสนอจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ซึ่งตอบสนองความต้องการหารายได้เข้าประเทศของทรัมป์ และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพไทย
"ความสัมพันธ์ทุกอย่างระหว่างเรากับสหรัฐฯ จะยาวนานกว่าการอยู่ในตำแหน่งของทรัมป์ เพราะฉะนั้นอาจต้องคิดให้รอบคอบในตรงจุดนี้" ดร.กุลนันทน์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า แท้จริงแล้วไทยไม่มีอำนาจต่อรองมากพอที่จะนำความร่วมมือทางการทหารไปใช้กดดันหรือต่อรองทางการค้ากับรัฐบาลของสหรัฐฯ ในสมัยของประธานาธิบดีทรัมป์เลย หากพิจารณาทั้งจากสถานะและอำนาจของประเทศ ไปจนถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยยังคงพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ อย่างมาก และไทยได้ดุลการค้ามาโดยตลอด
เขามองว่าข่าวที่เผยว่าไทยมีแผนเตือนฝ่ายบริหารของทรัมป์ว่าภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ อาจบีบให้ไทยลดความร่วมมือทางทหารลง ซึ่งรวมถึงการฝึกร่วมผสมทางทหารคอบร้าโกลด์นั้น อย่างน้อย ๆ "ได้ส่งผลกระทบในแง่จิตวิทยาแล้ว" แม้โฆษกรัฐบาลของไทยออกมาปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติชี้ให้เห็นว่าแม้ทรัมป์หั่นงบสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ไปอย่างมากในช่วงแรกที่เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 แต่งบคอบร้าโกลด์ไม่เคยถูกตัดเลย "และมีแต่จะเพิ่มขึ้น"
"เห็นได้ว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการฝึกครั้งนี้ ดังนั้นการส่งสัญญาณแบบนี้ มันยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่าไทยเข้าข้างจีนมากไปหรือไม่นับตั้งแต่คุณอนุทิน [ชาญวีรกูล] เดินทางไปเยือนจีน มันจะทำให้ความรู้สึกไทยเข้าข้างจีน 'เป็นจริง' มากขึ้นในความรู้สึกของคนจากฝ่ายสหรัฐฯ หรือเปล่า"
นอกจากนี้ เขายังแสดงความกังวลต่อปฏิกิริยาของผู้นำสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน
"คุณก็รู้ใช่ไหมว่าทรัมป์นั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ หากอารมณ์แปรปรวนขึ้นมา แล้วโมโหขึ้นมา ไป ๆ มา ๆ เราจะไม่ได้อะไรเลย ภาษีก็อาจได้มากกว่าเดิม ความมั่นคงก็แย่ไปด้วย เราอาจจะเสียทั้งสองทางเลยก็ได้" ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ กล่าวกับบีบีซีไทย































