คอบร้าโกลด์คืออะไร ยังสำคัญต่อสหรัฐฯ และไทย มากแค่ไหน ?

การฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก ในการฝึกร่วมผสม คอบร้าโกลด์ 2026 โดยมี ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วย MG. William Prendergast ณ สนามฝึกกองทัพเรือ หมายเลข 15 หาดยาว อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลา 10.00 น.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, การฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบกในการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ 2026 เมื่อเดือน ก.พ. 2569 ที่ จ.ชลบุรี
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

โฆษกรัฐบาลของไทยออกมายืนยันว่า ไทยไม่นำความร่วมมือทางทหารมาเป็นเงื่อนไขต่อรองในการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา

เหตุที่ทำให้ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงในประเด็นนี้ เป็นเพราะรายงานของบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ที่ระบุว่าไทยมีแผนเตือนฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ว่าภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ อาจบีบให้ไทยลดความร่วมมือทางทหารลง ซึ่งรวมถึงการฝึกร่วมผสมทางทหารคอบร้าโกลด์ (Cobra Gold) การฝึกร่วมผสมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในเวลาเดียวกัน เดอะ สเตรทส์ไทมส์ (The Straits Times) รายงานเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน โดยทั้งคู่อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่ระบุชื่อ และบอกเพียงว่าเป็นเจ้าหน้าที่ทราบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

น.ส.รัชดากล่าวว่า รัฐบาลไทยยืนยันว่าได้แยกการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ออกจากความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารอย่างชัดเจน โดยการเจรจาการค้าจะพิจารณาบนพื้นฐานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความเป็นธรรมทางการค้า และผลกระทบต่อเกษตรกร ภาคธุรกิจ ภาคการผลิต และประชาชนไทย พร้อมมุ่งหาข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ส่วนความร่วมมือทางทหารไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน ยังคงดำเนินต่อไปตามแผนที่วางไว้ และไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นเงื่อนไขต่อรองในการเจรจาการค้า โดยการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ครั้งที่ 46 หรือ Cobra Gold 2027 (พ.ศ. 2570) ซึ่งจะจัดขึ้นในปีหน้ายังเป็นไปตามแผนภายใต้กรอบการฝึกระยะ 6 ปี (2025-2030 หรือ พ.ศ. 2568-2573)

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ขณะนี้การเตรียมการยังคงเป็นไปตามกำหนด โดยเดือนหน้าจะมีการประชุมวางแผนขั้นกลางที่มลรัฐฮาวายของสหรัฐฯ เพื่อเตรียมการฝึกในเดือน มี.ค. ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะมี 31 ประเทศเข้าร่วม เพื่อเสริมสร้างความพร้อมรับมือทั้งภัยคุกคามแบบดั้งเดิมและภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น ด้านไซเบอร์และอวกาศ

"รัฐบาลจะไม่ใช้ผลประโยชน์ด้านหนึ่งของประเทศไปแลกกับอีกด้านหนึ่ง" น.ส.รัชดา ระบุ

"คอบร้าโกลด์" คืออะไร

การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2525 ตรงกับสมัยของนายโรนัลด์ เรแกน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งมีนโยบายแข็งกร้าวต่อสหภาพโซเวียตในช่วงปลายสงครามเย็น ส่งผลให้การฝึกร่วมผสมแบบทวิภาคีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในระยะแรกดำเนินไปภายใต้บริบทของความกังวลด้านความมั่นคงจากการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค โดยเฉพาะจากเวียดนามที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต

น.ท.สุวิทย์ ไท้ทอง เขียนในสารนิพนธ์ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2563 ว่า กิจกรรมการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์นั้นมีความสำคัญต่อการดำเนินมหายุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ทั้งในด้านการมุ่งสู่ความเป็นเลิศทางทหาร และด้านการสร้างและรักษาระบบพันธมิตร รวมถึงมีความจำเป็นต่อการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจของหน่วยบัญชาการทหารสหรัฐภาคอินโดแปซิฟิก (USINDOPACOM) ซึ่งดูแลพื้นที่ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

ปัจจุบัน USINDOPACOM เปลี่ยนชื่อเป็นหน่วยบัญชาการทหารสหรัฐภาคแปซิฟิก (USPACOM) ซึ่งเป็นชื่อเดิมที่ใช้มาถึงปี 2561

หลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น มุมมองต่อภัยคุกคามของสหรัฐฯ เปลี่ยนไป มาเป็นภัยคุกคามที่ไม่ใช่รัฐขั้วตรงข้ามอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงภัยคุกคามจากตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ไปจนถึงภัยธรรมชาติ ทำให้การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ขยายกรอบความร่วมมือไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ โดยผู้เข้าร่วมการฝึกมีทั้งประเทศที่เป็นพันธมิตรและไม่ใช่พันธมิตรกับสหรัฐฯ

A US Marine drinks cobra blood during a jungle survival program as part of the annual Cobra Gold 2014 combined military exercise at a navy base in Chanthaburi province on February 15, 2014. About 8,000 military personnel from seven nations, South Korea, Indonesia, Thailand, US, Singapore, Japan and Malaysia are involved in the exercise. AFP PHOTO/PORNCHAI KITTIWONGSAKUL (Photo credit should read PORNCHAI KITTIWONGSAKUL/AFP via Getty Images)

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, นาวิกโยธินสหรัฐฯ ดื่มเลือดงูเห่าระหว่างการฝึกเอาตัวรอดในป่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกร่วมผสมทางทหารประจำปีคอบร้าโกลด์ 2014 เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2557

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เคยยกเลิกการฝึกร่วมผสมทางทหารนี้เมื่อไทยเกิดเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ" ปี 2535 ซึ่งประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เนื่องจากมองว่าเป็นนายกฯ ที่ขาดความชอบธรรม และสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) จนนำไปสู่การสลายการชุมนุมซึ่งจบด้วยการนองเลือด

สารนิพนธ์ของ น.ท.สุวิทย์ ระบุว่าเมื่อเกิดการรัฐประหารในไทยปี 2549 และ ปี 2557 ทำให้สหรัฐฯ ต้องทบทวนความเป็นไปได้ในการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ เนื่องจากกฎหมายของสหรัฐฯ ระบุว่ารัฐบาลต้องระงับการให้ความช่วยเหลือแก่รัฐใด ๆ ที่มีการกระทำอันเป็นการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยในปี 2549 สหรัฐฯ ระงับความช่วยเหลือในโครงการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ (Foreign Military Sale - FMS) วงเงิน 4.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงงบประมาณความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่เกี่ยวกับกองทัพ คิดเป็นวงเงินงบประมาณรวมกันราว 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนในปี 2557 สหรัฐฯ ระงับความช่วยเหลือเป็นวงเงินราว 4.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตัดความช่วยเหลือทางทหารด้านอื่น ๆ รวมถึงพิจารณาย้ายสถานที่ฝึกร่วมผสมไปที่นครดาร์วิน ประเทศออสเตรเลีย แต่ด้วยบริบทของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคที่มีจีนเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญ ทำให้สหรัฐฯ ยังคงฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์หลังไทยเกิดรัฐประหารสองครั้งหลังสุด โดยลดจำนวนพลที่เข้าร่วมและตัดการฝึกบางประเภทออกไป

"คอบร้าโกลด์" ยังมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐฯ หรือไม่

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS Thailand) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในฐานะการฝึกปฏิบัติการร่วมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกด้วย เนื่องจากการฝึกดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างการป้องปรามแบบบูรณาการ (Integrated Deterrence) เพื่อสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงให้แก่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค

"นอกจากนี้ มันยังเป็นการรักษาความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกผ่านความร่วมมือที่เป็นมีรูปแบบแน่นอนและต่อเนื่องในลักษณะ Institutionalized (ทำให้เกิดการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ) กับพันธมิตรและหุ้นส่วน" เขากล่าว

ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ทางสหรัฐฯ ใช้การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์เป็นเสมือน "กระดาษทดสอบ" (Litmus test) เพื่อยืนยันว่าความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรยังคงเหนียวแน่นแม้ในอยู่ในห้วงวิกฤต เช่น ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ไทยและสหรัฐฯ ยังคงจัดการฝึกซ้อมร่วมกัน แต่ปรับรูปแบบให้เข้ากับสถานการณ์

ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ยังมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ในแง่การสร้างปฏิสัมพันธ์กับ "กลุ่มควอด" (Quad) ซึ่งเป็นกลุ่มจตุภาคีระหว่างสหรัฐฯ ออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น ที่เกิดขึ้นจากความริเริ่มเพื่อคานอำนาจจีนในภูมิภาคนี้ รวมถึงเป็นอีกช่องทางการสื่อสารและส่งสัญญาณ (signal) ไปยังประเทศมหาอำนาจอื่นในภูมิภาค เช่น จีน ให้เห็นถึงความเข้มแข็งของพันธมิตรและความพร้อมในการร่วมสู้รบได้ด้วยเช่นกัน จากความเห็นของของ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์

.

ที่มาของภาพ, Thai news pix

ขณะเดียวกัน ดร.กุลนันทน์ คันธิก ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและอาจารย์จากภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) บอกกับบีบีซีไทยว่า จากสมุดปกขาว (White paper) ด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่าหนึ่งในเป้าหมายด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ คือการป้องปราม (deterrence) จีนโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากัน แต่ต้องการสร้างปฏิสัมพันธ์ (engage) กับจีนเพื่อให้ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกมีเสถียรภาพ ซึ่งที่ผ่านมาก็เห็นว่าการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์มีจีนร่วมด้วย แม้เป็นการเข้าร่วมแบบจำกัดเฉพาะในส่วนของโครงการช่วยเหลือประชาชน บรรเทาสาธารณภัย และการแพทย์มนุษยธรรมเท่านั้น

"ต้อง deter ผ่านอะไร ก็ต้อง deter ผ่านความเข้มแข็งทางการทหารที่ทรัมป์และพีธ เฮกเซธ [รมว.กลาโหมสหรัฐฯ]พูดอยู่เสมอว่า Peace Through Strength (สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง) แล้วคอบร้าโกลด์ก็เป็นหนึ่งในกลไกที่ตอบโจทย์ของสหรัฐฯ ในเรื่องนี้" เธอกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญจาก มศว มองว่าการฝึกผสมร่วมคอบร้าโกลด์ยังมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ในแง่ยุทธศาสตร์จนถึงตอนนี้ เพราะมันช่วยยืนยันความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ กับภูมิภาคนี้ และทำให้พันธมิตรเชื่อว่าสหรัฐฯ ยังคงน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ (reliable)

"สิ่งที่ทรัมป์พูดว่า American First (อเมริกาต้องมาก่อน) ต้องโน้ตไว้นิดนึงว่าเขาพูดกับฐานเสียงของเขา แต่ทั้งตัวสหรัฐฯ เองและบรรดานักการทูตของสหรัฐฯ ย้ำเสมอว่า American First ไม่เท่ากับ American Alone (อเมริกาต้องโดดเดี่ยว) นั่นหมายความว่า 'ความเป็นพันธมิตร' ย่อมสำคัญกับสหรัฐฯ ในแง่ของการป้องปรามจีน" ดร.กุลนันทน์ กล่าว

คอบร้าโกลด์สำคัญต่อไทยในแง่ใดบ้าง

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทั้งสองรายให้ความเห็นตรงกันว่าการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์นั้น เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่เหนียวแน่นมานานหลายทศวรรษ โดยการฝึกในปี 2568 ถือเป็นการฝึกร่วมผสมครั้งที่ 45

ดร.กุลนันทน์กล่าวว่ากองทัพไทยได้ประโยชน์อย่างมากจากการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และวิธีการรบจากกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกองทัพอันดับหนึ่งของโลก นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความพร้อมในการปฏิบัติการร่วมกันกับกองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรชาติอื่น ๆ เมื่อเกิดวิกฤตหรือภัยคุกคามขึ้นจริง โดยปัจจุบันการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ได้ปรับรูปแบบการฝึกให้สอดคล้องกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนไป เช่น ภัยด้านความมั่นคงไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ การบรรเทาสาธารณภัย เนื่องจากมองว่าในช่วงสถานการณ์ปกติ กองทัพเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตใหญ่ ๆ ได้

เธอยังมองว่าการฝึกร่วมผสมนี้ยังเป็นเครื่องมือให้ไทยสามารถดำเนินนโยบายสมดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาคได้ด้วย

"มันก็เป็นสัญลักษณ์ว่าเราใกล้ชิดกับสหรัฐฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็ใกล้ชิดกับจีนเหมือนกัน เราไม่ได้โน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่ง" ดร.กุลนันทน์ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ กล่าวเสริมว่าในทางยุทธศาสตร์แล้ว ไทยใช้การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายและการประกันความเสี่ยง (hedging) เพื่อสร้างสมดุลอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมาโดยตลอด

"ในช่วงยุคคุณประยุทธ์ [จันทร์โอชา] ซึ่งสหรัฐฯ ก็กดดันเราทางการเมืองอย่างมาก เราก็ยังคงฝึกซ้อมคอบร้าโกลด์ไว้ มันทำให้ทางปักกิ่งไม่ย่ามใจจนเกินไปว่าเราเป็น 'ลูกไล่ของจีน' เรายังมีทางออกคือสหรัฐฯ คอบร้าโกลด์จึงเป็นเรื่องที่ไทย 'ได้' ในทางยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงที่ 2 ประเทศยักษ์ใหญ่กำลังแข่งขันกันทางยุทธศาสตร์" เขากล่าว

ไทยมีอำนาจเหนือสหรัฐฯ มากพอที่จะนำความร่วมมือทางการทหารไปกดดันฝ่ายบริหารของทรัมป์หรือไม่

ดร.กุลนันทน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจาก มศว บอกว่ารู้สึกยินดีที่ทางโฆษกรัฐบาลออกมายืนยันว่า ไทยไม่นำความร่วมมือทางทหารมาเป็นเงื่อนไขต่อรองในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว ความร่วมมือทางการทหารระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานไม่ได้จำกัดแค่การฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความช่วยเหลือในโครงการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ (FMS) โครงการความช่วยเหลือและฝึกศึกษาทางทหารระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (International Military Education and Training - IMET) ไปจนถึงความช่วยเหลืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคง

เธอมองว่าในสถานะที่ไทยเป็นประเทศเล็กทำให้มีข้อจำกัดในการแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวต่อประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ดังนั้นการที่มีรายงานข่าวว่าไทยอาจลดความร่วมมือทางการทหารกับสหรัฐฯ เพื่อต่อรองดีลการค้า อาจถูกตีความในอีกนัยหนึ่งได้

"ไทยต้องอยู่กับทั้งจีนและสหรัฐฯ ถ้าเราพูดเหมือนกับว่าเรากำลังจะลดระดับความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐฯ มันเหมือนเรากำลังส่งท่าทีว่ากำลังเอนเอียงไปทางพี่ใหญ่ในเอเชียมากกว่าหรือเปล่า มันก็ถูกตีความไม่ดี ถูกไหมคะ"

ดร.กุลนันทน์เสริมว่าในสมัยทรัมป์ 2 สหรัฐฯ ยังคงให้ความสำคัญกับพันธมิตรอยู่ แต่ต้องการให้พันธมิตรเหล่านั้นดูแลตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะในมิติความมั่นคง แทนที่จะรอรับความช่วยเหลือหรือพึ่งพางบประมาณจากสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต

ผู้เชี่ยวชาญจาก มศว เสนอว่าแทนที่จะใช้การลดระดับความร่วมมือทางการทหารมาเป็นเครื่องมือต่อรองกับฝ่ายบริหารของทรัมป์ ไทยควรใช้ข้อเสนอเชิงบวกที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของทรัมป์แทน เช่น อาจยื่นข้อเสนอจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ ซึ่งตอบสนองความต้องการหารายได้เข้าประเทศของทรัมป์ และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กองทัพไทย

"ความสัมพันธ์ทุกอย่างระหว่างเรากับสหรัฐฯ จะยาวนานกว่าการอยู่ในตำแหน่งของทรัมป์ เพราะฉะนั้นอาจต้องคิดให้รอบคอบในตรงจุดนี้" ดร.กุลนันทน์ กล่าว


President Trump Meets With Asian Leaders In Kuala Lumpur, Malaysia
KUALA LUMPUR, MALAYSIA - OCTOBER 26: U.S. President Donald Trump and Thai Prime Minister Anutin Charnvirakul shake hands during the signing of a Cambodia-Thailand peace deal at Kuala Lumpur Convention Centre on October 26, 2025 in Kuala Lumpur, Malaysia. Trump is in Malaysia for the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) summit, and will next travel to Japan, en route to South Korea for the Asia-Pacific Economic Cooperation (APEC) forum. (Photo by Andrew Harnik/Getty Images)

ที่มาของภาพ, Getty Images

ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า แท้จริงแล้วไทยไม่มีอำนาจต่อรองมากพอที่จะนำความร่วมมือทางการทหารไปใช้กดดันหรือต่อรองทางการค้ากับรัฐบาลของสหรัฐฯ ในสมัยของประธานาธิบดีทรัมป์เลย หากพิจารณาทั้งจากสถานะและอำนาจของประเทศ ไปจนถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไทยยังคงพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ อย่างมาก และไทยได้ดุลการค้ามาโดยตลอด

เขามองว่าข่าวที่เผยว่าไทยมีแผนเตือนฝ่ายบริหารของทรัมป์ว่าภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นของสหรัฐฯ อาจบีบให้ไทยลดความร่วมมือทางทหารลง ซึ่งรวมถึงการฝึกร่วมผสมทางทหารคอบร้าโกลด์นั้น อย่างน้อย ๆ "ได้ส่งผลกระทบในแง่จิตวิทยาแล้ว" แม้โฆษกรัฐบาลของไทยออกมาปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

ผอ.สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติชี้ให้เห็นว่าแม้ทรัมป์หั่นงบสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ไปอย่างมากในช่วงแรกที่เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 แต่งบคอบร้าโกลด์ไม่เคยถูกตัดเลย "และมีแต่จะเพิ่มขึ้น"

"เห็นได้ว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการฝึกครั้งนี้ ดังนั้นการส่งสัญญาณแบบนี้ มันยิ่งทำให้เกิดความกังวลว่าไทยเข้าข้างจีนมากไปหรือไม่นับตั้งแต่คุณอนุทิน [ชาญวีรกูล] เดินทางไปเยือนจีน มันจะทำให้ความรู้สึกไทยเข้าข้างจีน 'เป็นจริง' มากขึ้นในความรู้สึกของคนจากฝ่ายสหรัฐฯ หรือเปล่า"

นอกจากนี้ เขายังแสดงความกังวลต่อปฏิกิริยาของผู้นำสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

"คุณก็รู้ใช่ไหมว่าทรัมป์นั้นเอาแน่เอานอนไม่ได้ หากอารมณ์แปรปรวนขึ้นมา แล้วโมโหขึ้นมา ไป ๆ มา ๆ เราจะไม่ได้อะไรเลย ภาษีก็อาจได้มากกว่าเดิม ความมั่นคงก็แย่ไปด้วย เราอาจจะเสียทั้งสองทางเลยก็ได้" ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ กล่าวกับบีบีซีไทย