วิเคราะห์: แม้ทรัมป์จะใช้ถ้อยคำที่ดุเดือดต่ออิหร่าน แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีไปกว่าเดินหน้าเจรจา

ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images
- Author, เจเรมี โบเวน
- Role, บรรณาธิการข่าวต่างประเทศ
- Published
- เวลาอ่าน: 5 นาที
คำกล่าวล่าสุดของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับอิหร่านและโอกาสในการบรรลุข้อตกลงผ่านการเจรจาเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างแท้จริง เนื่องจากเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และนี่คือสิ่งที่เขากล่าวในการประชุมสุดยอดนาโต ณ ประเทศตุรกี
"ผมไม่อยากยุ่งกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเป็นคนต่ำช้า (scum) คุณรู้ไหมว่าคนต่ำช้าเป็นอย่างไร พวกเขาเป็นคนต่ำช้า พวกเขาน่ารังเกียจ และถูกนำโดยพวกน่ารังเกียจ และพวกเขาเป็นคนที่โหดเหี้ยมและรุนแรง
"และถ้าพวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาก็คงจะใช้มันไปแล้ว สำหรับผมแล้ว ผมถือว่าเรื่องนี้มันจบแล้ว"
ทว่าทั้งหมดนี้เป็นคำพูดสุดท้ายของเขาเกี่ยวกับอิหร่านหรือไม่ แน่นอนว่าไม่ใช่
โดนัลด์ ทรัมป์ยังคงวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับสงครามและบันทึกความเข้าใจที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา คำพูดของเขาเปลี่ยนกลับไปกลับมาตั้งแต่การอ้างชัยชนะ ขู่ที่จะทำลายล้างอารยธรรมอิหร่าน ไปจนถึงการสนับสนุนการเจรจา
ต่อมาเขาย้ำจุดยืนในคำขู่ล่าสุด โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ "อาจจะโจมตีพวกเขา [อิหร่าน] ให้หนักกว่าเดิมอีกในคืนนี้" พร้อมเสริมว่า "ผมได้เตือนพวกเขาไปบ้างแล้ว เราจะโจมตีพวกเขาให้หนักอีกครั้งในคืนนี้"
ขีดความสามารถของอเมริกาในการโจมตีอิหร่านและสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงนั้นไม่มีข้อกังขา แต่สิ่งที่สหรัฐฯ ไม่สามารถทำได้ที่ผ่านมาคือการทำลายความตั้งใจของระบอบการปกครองอิหร่านให้ยอมละทิ้งข้อเรียกร้องพื้นฐานใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเรียกร้องเบื้องต้นเรื่องการควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มาของภาพ, Reuters
สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำพูดโจมตีอันดุเดือดล่าสุดของทรัมป์คือการยอมรับว่าการเจรจาจะยังคงดำเนินต่อไป โดยที่ผ่านมาการเจรจาต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวระหว่างที่อิหร่านอยู่ในช่วงจัดพิธีศพให้แก่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของประเทศ ผู้ซึ่งถูกสังหารโดยอิสราเอลและสหรัฐฯ ในวันแรกของสงครามเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
เมื่อทรัมป์ถูกถามว่าการแลกเปลี่ยนการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงกับพันธมิตรอาหรับของอเมริกาบางประเทศในอ่าวเปอร์เซีย หมายความว่าการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่ายได้สิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ เขาก็กล่าวถึงหัวหน้าคณะผู้เจรจาของเขา คือ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ว่า "ผมไม่สนใจหรอก พวกเขาจะคุยก็คุยกันไป แต่ผมคิดว่าพวกเขากำลังเสียเวลาเปล่า"
จากนั้นเขากล่าวถึงรัฐบาลอิหร่านว่า "พวกเขาก็เป็นแค่กลุ่มคนที่โกหกทั้งเพ"
ถ้อยคำดังกล่าวสามารถตีความได้ว่าเป็นการยอมรับอีกครั้งว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แม้จะใช้คำพูดที่ดูเกรี้ยวกราด แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีไปกว่าการเจรจา เพราะที่ผ่านมาสหรัฐฯ ได้พยายามร่วมกับอิสราเอลแล้ว แต่ล้มเหลวในการทำลายระบอบการปกครองของอิหร่าน
ทว่ากระบวนการเจรจากลับมีความเปราะบางมาก แหล่งข่าวในกลุ่มผู้ไกล่เกลี่ยที่พยายามผลักดันการเจรจาได้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็น "ความถดถอยอย่างแน่นอน" และระบุว่าบรรยากาศนั้น "ตึงเครียดมาก"
นั่นเป็นวิธีพูดทางการทูตที่สื่อว่า เหตุการณ์ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเป็นฉากหลังที่เลวร้ายอย่างยิ่งสำหรับการเจรจาระหว่างสองมหาอำนาจ ซึ่งต่างฝ่ายต่างไม่มีความเชื่อมั่นเลยว่าอีกฝ่ายจะรักษาคำพูดหากมีการบรรลุข้อตกลงกัน
หัวใจสำคัญของการแลกเปลี่ยนทางทหารล่าสุดระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ คือความมุ่งมั่นของรัฐบาลกรุงเตหะรานที่จะไม่ยอมกลับไปสู่จุดเดิมที่เป็นอยู่ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีเมื่อวันที่ 28 ก.พ.
รัฐบาลอิหร่านมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาอำนาจการควบคุมในช่องแคบฮอร์มุซ ความสามารถในการหยุดยั้งการขนส่งสินค้าจำเป็นระดับโลกซึ่งรวมถึงปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราวหนึ่งในห้าของปริมาณการใช้ทั่วโลกซึ่งทำให้พวกเขาสามารถบีบคั้นเศรษฐกิจโลกได้
นี่เป็นอาวุธที่ใช้งานได้จริงมากกว่าความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เสียอีก
อิหร่านจะไม่ยอมตกลงสละสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ นี่คือเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงจะยอมเสี่ยงฉีกบันทึกความเข้าใจซึ่งเต็มไปด้วยข้อเสนอผลประโยชน์จูงใจสำหรับอิหร่าน ก็เพื่อยืนยันให้เห็นว่าไม่มีการหันหลังกลับ อิหร่านพร้อมที่จะเดิมพันกับสงครามที่ดำเนินต่อไปเพื่อปกป้องสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นสิทธิเชิงยุทธศาสตร์ในช่องแคบดังกล่าว
ระบอบของเตหะรานฮึกเหิมขึ้นจากการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลไม่สามารถทำลายล้างพวกเขาได้ พิธีศพของผู้นำสูงสุดที่ถูกสังหารเมื่อตอนเริ่มเปิดฉากโจมตีแสดงให้เห็นว่าระบอบอิสลามของอิหร่านยังมีแรงสนับสนุนที่เข้มแข็ง
ฝ่ายต่อต้านภายในประเทศยังคงไม่ได้หายไปไหน แต่การที่รัฐบาลใช้กำลังอย่างโหดเหี้ยมเพื่อปราบปรามการประท้วงจนมีผู้เสียชีวิตหลายพันคนเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ฝ่ายต่อต้านต้องหลบออกจากฉากไปก่อน
หากการยกระดับความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายสามารถหยุดยั้งลงได้ ทางผู้ไกล่เกลี่ยที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเจรจาก็เชื่อว่าเป็นไปได้ที่ข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อให้สามารถเดินเรือผ่านช่องแคบจะเกิดขึ้น โดยข้อตกลงนี้จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ครอบคลุมกว่านั้น ซึ่งรวมถึงการปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านในต่างประเทศ การอนุญาตให้อิหร่านขายน้ำมันได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาลอิหร่านคือการได้รับการยอมรับอำนาจเหนือช่องแคบดังกล่าว
ในทางกลับกัน อิหร่านก็จะต้องยอมรับข้อจำกัดในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม อนุญาตให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์ขององค์การสหประชาชาติกลับเข้ามาเกี่ยวข้อง และต้องรายงานบัญชีสต็อกของสิ่งที่ทรัมป์เรียกว่า "ฝุ่นผงนิวเคลียร์" (nuclear dust) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะให้ใกล้เคียงกับระดับที่สามารถนำไปใช้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้จะเป็นงานที่ยากลำบากมากเพียงใด





























