นอกจากหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนแล้ว ยังมีการปฏิวัติเครื่องจักรอีกรูปแบบหนึ่งที่กำลังดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ

A robot wearing a black polo top working in a factory
    • Author, ลอรา บิกเกอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำประเทศจีน
    • Reporting from, รายงานจากกรุงปักกิ่งและเมืองหางโจว
  • Published
  • เวลาอ่าน: 9 นาที

"แค่ผมงีบหลับไป โลกก็เปลี่ยนไปแล้ว" เฉิน เทียนอวี่ กล่าวถึงกระแสหุ่นยนต์ที่กำลังเกิดขึ้นในประจีน

สำหรับเขาแล้ว โลกเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ชายวัย 28 ปีผู้นี้ติดตามเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอยู่เสมอ โดยใช้เวลาว่างไปเยี่ยมชมโรงงานต่าง ๆ ที่กำลังปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเป็นระบบอัตโนมัติ การเยี่ยมชมโรงงานอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เขารู้ว่าควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นพิเศษเมื่อต้องสอนนักเรียนเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) และหุ่นยนต์

ตรงหน้าเขา นักศึกษาราว 30 คนกำลังเรียนการเขียนโค้ดกันอยู่ คนหนึ่งกำลังพิมพ์คีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว สายตาสลับไปมาระหว่างหน้าจอกับหุ่นยนต์ พร้อมอธิบายว่า "แนวคิดก็คือ ให้มันหยิบชิ้นส่วนทรงกระบอกนั้นแล้วเคลื่อนย้ายไปไว้ตรงนั้น"

หุ่นยนต์อุตสาหกรรมเรียงแถวรอการป้อนโปรแกรมอยู่ ขณะที่อีกมุมหนึ่งของห้องเรียน นักศึกษากำลังพัฒนาเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ในการทำงาน ขณะที่เขาคอยแนะนำและสอนนักศึกษา เฉินกล่าวว่า "หากโลกของ AI และหุ่นยนต์ไม่ต้องการคุณแล้ว คุณก็จะกลายเป็นหนึ่งในคนที่ถูกกำจัดออกไปอย่างแน่นอน"

สำหรับผู้คนในห้องนี้ นี่คือก้าวหนึ่ง หรือเรียกว่าเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้ สู่อนาคตที่จีนกำลังสร้างขึ้นอย่างมุ่งมั่น นั่นคือแผนการมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.55 แสนล้านบาท) ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่มุ่งผลักดันจีนให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม และพร้อมพุ่งเป้าแข่งขันกับสหรัฐฯ โดยตรง

สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นรอบตัวพวกเขาคือหลักฐานที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ นักเรียนเหล่านี้ศึกษาอยู่ที่สถาบันช่างเทคนิคหางโจว (Hangzhou Technician Institute) หนึ่งในบรรดาสถาบันอาชีวศึกษาขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อผลิตวิศวกรรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี

วิทยาเขตแห่งนี้ตั้งอยู่ชานเมืองหางโจว อดีตเมืองหลวงโบราณของจีน ซึ่งตึกระฟ้าที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมล้ำสมัยของเมืองแห่งนี้เป็นเพียงสิ่งแรกที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก

ทั่วประเทศจีน มีหุ่นยนต์มากกว่าสองล้านตัวทำงานอยู่ในโรงงานต่าง ๆ ซึ่งมากกว่าประเทศใด ๆ ในโลก และจำนวนหุ่นยนต์เหล่านี้ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Students learning robotics at the Hangzhou Technician Institute.
คำบรรยายภาพ, นักศึกษากำลังเรียนรู้ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ที่สถาบันช่างเทคนิคหางโจว ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนอาชีวศึกษาแห่งใหม่ที่มีอยู่จำนวนมาก

นี่คือคำมั่นสัญญาที่จะเปลี่ยนแปลงโลกอย่างแน่นอน เฉกเช่นเดียวกับครั้งที่เศรษฐกิจจีนเคยผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาแล้วในอดีต ขณะนี้มีการจัดส่งหุ่นยนต์ออกไปทั่วโลกแล้ว โดยหุ่นยนต์สำหรับภาคอุตสาหกรรมมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกผลิตขึ้นในประเทศจีน

สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนนักคือผลกระทบของการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในวงกว้างเช่นนี้ ในประเทศที่เป็นศูนย์กลางของการผลิต การค้า และนวัตกรรมระดับโลก แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลอย่างไรบ้างต่อแรงงานมนุษย์ของจีน

อนาคตของพวกเขาไม่แน่นอนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่โลกกำลังจับตามอง อย่างเช่น โครงข่ายพลังงานแสงอาทิตย์ที่ส่องประกาย ช่วงเวลาที่มีการใช้พลังงานสูงสุดที่ไร้เสียงรบกวนด้วยยานพาหนะไฟฟ้า เครื่องจักรรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่วิ่งเร็วกว่ายูเซน โบลต์ เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จีนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โลก (World Humanoid Games) ครั้งที่สอง ซึ่งหุ่นยนต์เข้าร่วมแข่งขันทั้งชกมวย วิ่งระยะสั้น และเดินสวนสนาม

เบื้องหลังภาพอันน่าตื่นตานี้ คือการปฏิวัติอีกด้านหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในโรงงานและห้องเรียน โดยไม่ได้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างนัก

บีบีซีได้ลงพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งในจีน ซึ่งเราได้เห็นหุ่นยนต์ที่ไม่ได้มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ ไม่ได้เต้นหรือกระโดดบนเวที แต่ทำหน้าที่เชื่อมโลหะ พ่นสี ยกของ ประกอบชิ้นส่วน และทำงานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องหยุดพักหรือได้รับสวัสดิการใด ๆ หุ่นยนต์บางส่วนถูกออกแบบมาเพื่อผลิตหุ่นยนต์เพิ่มขึ้นอีก เรายังได้เข้าไปเยี่ยมชมสถาบันฝึกอบรมต่าง ๆ ซึ่งจีนกำลังฝึกคนที่จะทำงานร่วมกับแรงงานหุ่นยนต์อีกด้วย

นี่คือโอกาสที่จะได้เห็นอย่างใกล้ชิดถึงสิ่งที่สี จิ้นผิงเรียกว่า "พลังการผลิตรูปแบบใหม่" ของจีน และได้รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจพลิกโฉมประเทศได้อย่างไร

หุ่นยนต์กว่า 2 ล้านตัวทำงานเคียงข้างมนุษย์ในโรงงานต่าง ๆ ของจีน
คำบรรยายภาพ, หุ่นยนต์กว่า 2 ล้านตัวทำงานเคียงข้างมนุษย์ในโรงงานต่าง ๆ ของจีน

ในพื้นที่โรงงานแห่งหนึ่งในนครเฉิงตูทางตอนใต้ ที่ซึ่งเทคโนโลยีเก่าและใหม่กำลังทำงานเคียงคู่กัน

คนวัยกลางคนทั้งชายและหญิงราว 30 คน กำลังช่วยกันขันสกรู เจาะ และขัดเงาผลิตภัณฑ์ชูโรงของบริษัท ซีอาร์พี เทคโนโลยี (CRP Technology) นั่นคือแขนกลที่ทำหน้าที่หลากหลายในงานอุตสาหกรรม ภายในห้องยังมีวิศวกรหนุ่มสี่คนกำลังยืนเบียดกันอยู่รอบแผงควบคุม พยายามแก้โค้ดของหุ่นยนต์ต้นแบบรุ่นใหม่ ซึ่งพวกเขาหวังว่าหุ่นยนต์ตัวนี้จะช่วยสร้างหุ่นยนต์ตัวอื่น ๆ ได้

หนึ่งในนั้นคือ พัง ไค วิศวกรวัย 31 ปีจากทีมวิจัยและพัฒนา เขากำลังผลักหุ่นยนต์รูปร่างเพรียวบางตัวนั้นไปอีกฝั่งของห้อง เพราะแรงงานแห่งอนาคตของจีนยังไม่พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่โลกการทำงานอย่างสง่าผ่าเผย ขณะนี้ มันยังทำได้เพียงการเคลื่อนไหวง่าย ๆ ที่ต้องทำซ้ำไปซ้ำมา เช่น การสแกนคิวอาร์โค้ด

พังกล่าวพร้อมรอยยิ้มเจือความหวังว่า "บางทีอีกสักครึ่งปี มันอาจจะทำงานอย่างอื่นได้อีกอย่างหนึ่ง" หนทางยังอีกยาวไกล ขณะเดียวกันทีมงานก็ร่วมฉลองกับทุกความสำเร็จเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น

บริษัทซีอาร์พี เทคโนโลยี ซึ่งมีพนักงานราว 300 คน ผลิตแขนกลมาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว แขนกลแต่ละตัวสามารถปรับให้เหมาะกับความต้องการของโรงงานแต่ละแห่ง เพื่อช่วยผลิตรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือกังหันลม บริษัทระบุว่า แขนกลเพียงหนึ่งตัวสามารถตั้งโปรแกรมให้ทำงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ได้มากกว่า 90% ของงานทั้งหมด

วิศวกรยังตั้งคำถามว่า สักวันหนึ่งพวกเขาจะสามารถให้หุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงานของบริษัทได้หรือไม่ พังกล่าวว่า "เราต้องการให้หุ่นยนต์รุ่นใหม่ของเรามีความสามารถเหมือนมนุษย์ เราหวังว่ามันจะสามารถคิดได้ด้วยตัวเอง"

"เราจำเป็นต้องมีหุ่นยนต์ประเภทนี้ เพราะอีก 10 ปีข้างหน้า จีนอาจมีแรงงานไม่เพียงพอ"

A young woman examining a blue robot arm
คำบรรยายภาพ, ทีมวิศวกรหนุ่มสาวกำลังพยายามสร้างหุ่นยนต์ที่สามารถสร้างหุ่นยนต์ตัวอื่นได้

จำนวนประชากรที่ลดลงและแรงงานที่มีอายุมากขึ้น เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลจีนเร่งปฏิวัติโรงงานของจีน ภายในปี 2023 คาดว่าอายุเฉลี่ยของแรงงานจีนจะสูงกว่า 60 ปี นอกจากนี้ ยังมีการประเมินว่าจีนจะสูญเสียประชากรเกือบ 60 ล้านคนในช่วง 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นจำนวนเกือบเทียบเท่ากับจำนวนประชากรของฝรั่งเศสเลยทีเดียว

ความหวังคือ การเพิ่มระบบอัตโนมัติจะช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านแรงงานที่กำลังจะเกิดขึ้น ก่อนที่ปัญหานี้จะเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่แล้ว แต่ความเร็วในการเปลี่ยนผ่านก็เป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจุบันยังมีผู้คนราว 120 ล้านคนทำงานอยู่ในภาคการผลิต หากจีนเปลี่ยนผ่านเร็วเกินไป การสูญเสียตำแหน่งงานอาจตามมา และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผู้คนนับล้านที่พึ่งพารายได้จากการทำงานในโรงงาน

"ตามทฤษฎีแล้ว เครื่องจักรสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างแน่นอนเมื่อเทียบกับแรงงานมนุษย์ แต่เครื่องจักรก็จำเป็นต้องได้รับการบำรุงรักษาเช่นกัน ทุกวันเราต้องจัดสรรเวลาเพื่อดูแลเรื่องนี้ และในแต่ละเดือนสายการผลิตก็ต้องได้รับการตรวจสอบและซ่อมบำรุงเช่นกัน" เฉา หลี่ รองประธานบริษัท ลีปมอเตอร์ส (Leapmotors) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า กล่าว

รถยนต์ของบริษัทซึ่งเน้นเทคโนโลยีและมีราคาย่อมเยา กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในยุโรปและสหราชอาณาจักร โดยรถยนต์เหล่านี้ถูกประกอบขึ้นที่โรงงานในเมืองหางโจว ซึ่งมีหุ่นยนต์เข้ามาช่วยในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต เมื่อถึงปลายสายการประกอบ ก็ยังมีแรงงานมนุษย์เข้ามามีบทบาทอีกครั้ง

บริษัทมีพนักงานมากกว่า 25,000 คน และในจำนวนนี้มีหลายร้อยคนทำหน้าที่ตรวจสอบขั้นสุดท้าย ขณะที่รถยนต์ใหม่เอี่ยมเป็นประกายเคลื่อนผ่านหน้าไป จะมีสักวันหรือไม่ที่พวกเขาจะไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป

"เป็นไปได้อย่างแน่นอน" เฉากล่าว "และอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด ในส่วนงานต่าง ๆ ของโรงงาน ทั้งการปั๊มขึ้นรูป การเชื่อม และการพ่นสี เราสามารถทำให้กระบวนการเหล่านี้เป็นระบบอัตโนมัติได้เกือบ 100% แล้ว"

เครื่องจักรเป็นส่วนหนึ่งของทุกขั้นตอนในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทลีปฟร็อก มอเตอร์ส (Leapfrog Motors)
คำบรรยายภาพ, เครื่องจักรเป็นส่วนหนึ่งของทุกขั้นตอนในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทลีปฟร็อก มอเตอร์ส (Leapfrog Motors)

จีนมีข้อได้เปรียบเหนือสหรัฐฯ เนื่องจากมีฐานการผลิตขนาดมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์ แบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟือง เซ็นเซอร์ ทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับการสร้างตัวหุ่นยนต์ จีนล้วนมีพร้อมอยู่แล้ว

"จีนยังมีแนวคิดที่ชัดเจน มีแผนการที่แน่นอน พวกเขารู้ว่าต้องการไปถึงจุดไหนในอีกห้าปีข้างหน้า พวกเขาวางแผนในระดับประเทศ แล้วจึงถ่ายทอดแผนลงไปยังระดับภูมิภาคและเทศบาล" ดร.ซูซานเนอ บีเลอร์ เลขาธิการสหพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (International Federation of Robotics) กล่าว

"หากคุณต้องการสร้างหุ่นยนต์ในเซินเจิ้น ที่นี่มีระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่เพียบพร้อม คุณใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงในการจัดหาชิ้นส่วนที่จำเป็นสำหรับสร้างหุ่นยนต์ ขณะที่ในยุโรปอาจต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งสัปดาห์"

อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า แม้จีนจะมีความเชี่ยวชาญในการสร้างส่วนลำตัวของหุ่นยนต์ แต่สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำในการพัฒนา "สมอง" ซึ่งรวมถึงการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ ขณะเดียวกัน บริษัทจีน ตั้งแต่ดีพซีค (DeepSeek) ไปจนถึงมูนช็อต (Moonshot) ต่างทยอยเปิดตัวโมเดล AI รุ่นใหม่ ๆ ที่บริษัทเหล่านี้ระบุว่าสามารถแข่งขันกับบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ได้

ด้วยแนวทางแบบ "โอเพนซอร์ส" ที่สตาร์ทอัพด้าน AI ของจีนแบ่งปันโค้ดของตนเองให้ผู้อื่นได้ศึกษาและนำไปต่อยอดได้ ทำให้นวัตกรรมจีนสามารถไล่ตามได้เร็วกว่าที่คาด แม้สหรัฐฯ จะมีมาตรการควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูงที่สำคัญก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การแข่งขันในระยะต่อไปจะไม่ได้ตัดสินกันที่ว่าใครมีโมเดลภาษาที่ดีที่สุด แต่จะขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถนำความฉลาดของ AI ไปใช้กับเครื่องจักรนับล้านเครื่องได้มากกว่า

A young female worker examining a machine at the Leapfrog Motors factory.
คำบรรยายภาพ, นวัตกรรมของจีนกำลังขับเคลื่อนภาคการผลิตของประเทศให้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้

และนั่นคือเหตุผลที่จีนกำลังลงทุนเพื่อพัฒนานักเรียนรุ่นใหม่ให้สามารถคิดและจินตนาการถึงสิ่งใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ตัวอย่างเช่น ที่สถาบันช่างเทคนิคหางโจว เด็ก ๆ สามารถเริ่มเข้าเรียนได้ตั้งแต่อายุ 15 ปี และขอบเขตของสิ่งที่กำลังได้รับการสอนอยู่นั้น อาจดูมหาศาลจนน่าทึ่ง ที่นี่มีอาคารทั้งหลังที่จัดไว้สำหรับการเรียนด้านเครื่องยนต์และวิชาการบิน รวมถึงชั้นที่จำกัดการเข้าถึงสำหรับนักเรียนที่จะทำงานเพื่อรักษาตำแหน่งของจีนในฐานะผู้นำด้านการแปรรูปแร่หายาก ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญอีกชนิดหนึ่งในการแข่งขันกับสหรัฐฯ

บางฝ่ายมองว่านี่เป็นทางออกสำหรับปัญหาอัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาวของจีนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยคนหนุ่มสาวหนึ่งในห้าคนกำลังประสบปัญหาในการหางานทำ

อาจารย์ในวัยหนุ่มอย่าง เฉิน กล่าวว่า "นักเรียนของเราเป็นที่ต้องการของบริษัทต่าง ๆ และบางครั้งบริษัทยังจองตัวพวกเขาไว้ล่วงหน้าได้ด้วย พวกเขาแทบไม่ต้องกังวลเรื่องการมีงานทำเลย และเรายังจัดการแข่งขันต่าง ๆ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกอบรม"

"ทางที่ดีกว่าคือการหาตำแหน่งของตัวเองให้เจอท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ในกระบวนการพัฒนาย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเหล่านี้เองคือแหล่งโอกาสในการทำงานของนักเรียนในอนาคต"

แต่จีนยังคงเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ตั้งแต่วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงยืดเยื้อ ไปจนถึงหนี้สินมหาศาลของรัฐบาลท้องถิ่นและการบริโภคที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการปฏิวัติที่รัฐบาลจีนโฆษณาชวนเชื่ออยู่นั้นจะช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่และอย่างไร อีกทั้งยังยากที่จะประเมินความรู้สึกของผู้ที่หน้าที่การงานกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงนี้ หุ่นยนต์จะสร้างความมั่งคั่งให้กับพวกเขา หรือเพียงเข้ามาแย่งงานของคนจำนวนมากไป

"นักเรียนของผมถามว่า ในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น" เฉินกล่าว "ผมตอบว่า ผมก็ไม่รู้ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่เราจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ เราต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อดูว่าเราสามารถทำอะไรได้บ้าง"