ทรัมป์ประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน "จบลงแล้ว" หลังการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ส่วนราคาน้ำมันโลกพุ่ง

ที่มาของภาพ, Reuters
หลังทั้งสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต่างเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีตอบโต้กัน ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศว่า การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน "ได้จบลงแล้ว"
"ผมไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเป็นคนเลวทราม" ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกีในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น (ซึ่งตรงกับเวลาในไทยช่วงบ่ายโมง) "พวกเขาเป็นคนที่มีปัญหา และถูกนำโดยคนที่มีปัญหา... สำหรับผม เรื่องนี้จบแล้ว"
ทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า ผู้แทนเจรจาของทั้งสองฝ่ายยังสามารถหารือต่อไปได้ แต่ "ผมคิดว่าพวกเขากำลังเสียเวลา"
การประกาศของทรัมป์เป็นผลต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์ช่วงดึกของวันอังคาร ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายของอิหร่านมากกว่า 80 แห่ง เพื่อเป็นการตอบโต้การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 3 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ดี อิหร่านยังไม่ได้ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าวโดยตรง
ด้านอิหร่านระบุว่า ได้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวตเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ แล้ว
มาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต กล่าวว่า ปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ "มีความจำเป็นอย่างยิ่ง" พร้อมกล่าวหาอิหร่านว่า "เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงโดยพื้นฐาน" ขณะที่โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ระบุว่าสหรัฐฯ เป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงดังกล่าว
ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว อิหร่านและสหรัฐฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่มีจำนวน 14 หน้าไปแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายระยะเวลาการหยุดยิงและยุติความขัดแย้ง "ในทุกสมรภูมิแนวหน้า"
สถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างไร
ตลอดช่วงคืนที่วันที่ 7 ก.ค. ที่ผ่านมาช่องแคบฮอร์มุซทวีความตึงเครียดรุนแรงขึ้น โดยสหรัฐฯ และอิหร่านต่างเปิดฉากโจมตีตอบโต้กัน ในขณะที่ทรัมป์ยังอยู่ร่วมการประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกี
กองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (US Central Command หรือ Centcom) ระบุเมื่อวันอังคาร (7 ก.ค.) ว่า ได้โจมตีเป้าหมายมากกว่า 80 แห่ง รวมถึงเรือขนาดเล็กของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม หรือ ไออาร์จีซี (Islamic Revolutionary Guard Corps - IRGC) กว่า 60 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ
ด้านกองกำลัง IRGC ระบุว่า ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวตในช่วงเช้ามืดของวันพุธ (8 ก.ค.) ด้วย
Centcom ระบุว่า ปฏิบัติการของสหรัฐฯ เป็นการตอบสนองต่อการที่อิหร่าน "พุ่งเป้าและโจมตีเรือพาณิชย์" ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังมีรายงานจากหลายแห่งระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
เรือลำแรกที่สหรัฐฯ อ้างถึง คือ อัล เรคายยัต (Al Rekayyat) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ โดยบีบีซี เวริฟายได้รับข้อมูลว่า เรือดังกล่าวถูกกระสุนหรือวัตถุพุ่งชนบริเวณนอกชายฝั่งโอมานเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่มาของภาพ, Reuters
แรงปะทะทำให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือ แม้จะไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ตาม ทั้งนี้ เรือแล่นผ่านพื้นที่ดังกล่าวโดยปิดระบบส่งสัญญาณระบุตำแหน่งอัตโนมัติ (Automatic Identification System - AIS) และครั้งล่าสุดที่สามารถระบุตำแหน่งเรือจากภาพถ่ายดาวเทียมได้คือเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ใกล้ศูนย์กลางการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลวหลักของกาตาร์
เรือลำที่สอง คือ เวดยาน (Wedyan) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบีย โดยบรรทุกน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบีย และได้ปิดสัญญาณ AIS มาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.
ส่วนเรือลำที่สามที่สหรัฐฯ กล่าวถึง คือ ไซปรัส พรอสเพอริตี (Cyprus Prosperity) เรือบรรทุกน้ำมันดิบที่จดทะเบียนภายใต้ธงไลบีเรีย ซึ่งเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเปิดระบบระบุตำแหน่ง และกำลังขนส่งน้ำมันไปยังท่าเรือฟูไจราห์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
ทางสำนักงานปฏิบัติการการเดินเรือพาณิชย์ของสหราชอาณาจักร หรือ ยูเคเอ็มทีโอ (UKMTO) ยืนยันว่าเกิดเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ตามที่มีรายงาน แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อเรือที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านความปลอดภัยทางทะเลของสหราชอาณาจักรระบุว่า ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต รวมถึงไม่พบความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ทรัมป์กล่าวว่าอย่างไร
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดพบปะผู้นำชาติพันธมิตรในการประชุมสุดยอดนาโตที่กรุงอังการา ของตุรกี
ทรัมป์แสดงความเห็นเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเมื่อเวลาประมาณ 09:15 น. ตามเวลาสหราชอาณาจักร (ราว 16.15 น. เวลาไทย) หลังผู้สื่อข่าวคนหนึ่งในการประชุมสุดยอดนาโตที่กรุงอังการาถามว่า "การหยุดยิงจบลงแล้วหรือไม่? ข้อตกลงหยุดยิงสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่? บันทึกความเข้าใจ (MoU) ล้มเหลวแล้วหรือไม่?"
ทรัมป์ตอบว่า "เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก สำหรับผม ผมคิดว่ามันจบลงแล้ว
"ผมไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเป็นพวกเลว คุณรู้ไหมว่าพวกคนเลวคืออะไร พวกเขาเป็นพวกคนเลว พวกเขาเป็นคนที่มีปัญหา และถูกนำโดยคนที่มีปัญหา และพวกเขายังเป็นคนที่โหดร้ายและใช้ความรุนแรง"
"ถ้าพวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์ พวกเขาก็จะใช้มัน สำหรับผม เรื่องนี้จบแล้ว"
"ผมจะคุยกับทีมเจรจาของเรา พวกเขาต้องการเจรจา พวกเขาเป็นคนดี สตีฟ วิตคอฟฟ์, จาเร็ด คุชเนอร์ แต่พวกเขาต้องกลับมารายงานผม สำหรับผมแล้ว การรับมือกับพวกเขามีแต่เสียเวลา พวกเขาโกหก"

ที่มาของภาพ, Reuters
"เราทำข้อตกลงกัน หากผมทำข้อตกลงกับเขา" (พร้อมชี้ไปที่มาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการนาโต) "ผมกับเขาก็มีข้อตกลง เมื่อเขาก็ออกจากที่ประชุม เขาก็จะพูดคุย แต่พอเรา (สหรัฐฯ และอิหร่าน) ทำข้อตกลงกัน ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า จะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์
จากนั้นทรัมป์ถูกถามว่า การเจรจาจะกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งหรือไม่ เขาตอบว่า "ผมไม่สนใจ พวกเขาจะคุยกันต่อก็ได้ แต่ผมคิดว่าพวกเขากำลังเสียเวลา พวกเขาเป็นพวกชอบโกหก"
สำหรับประเด็นนี้ แฟรงก์ การ์ดเนอร์ ผู้สื่อข่าวความมั่นคงของบีบีซีวิเคราะห์ว่า นี่ถือเป็นการปะทะกันรุนแรงที่สุดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน นับตั้งแต่ทั้งสองประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเพียงลำพังยังไม่ได้หมายความว่า ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางจะต้องสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ
อิหร่านว่าอย่างไร
ขณะเดียวกันอิหร่านกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิดบันทึกความเข้าใจที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกันเมื่อเดือนที่ผ่านมา
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านและหัวหน้าคณะเจรจา กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิดบันทึกความเข้าใจที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกันอย่าง "ร้ายแรง"
เขาระบุว่า สหรัฐฯ ละเมิด "มาตรการที่อิหร่านกำหนดในช่องแคบฮอร์มุซ" ข่มขู่ว่าจะโจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และกลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่านอีกครั้ง
กาลิบาฟยังกล่าวด้วยว่า ได้เกิดการโจมตีเพิ่มเติมในพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่าน รวมถึงการที่อิสราเอลยังคงดำเนิน "ปฏิบัติการรุกราน" ในพื้นที่ตอนใต้ของเลบานอน
"ยุคแห่งการข่มขู่และบีบบังคับได้สิ้นสุดลงแล้ว วิธีการเช่นนี้ไม่เคยนำไปสู่ผลลัพธ์ใด ๆ และเราจะไม่ยอมอ่อนข้อ" เขาระบุในโพสต์บนเอ็กซ์ (X)

ที่มาของภาพ, EPA
ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน กล่าวหาสหรัฐฯ ว่าละเมิดบันทึกความเข้าใจ ดังกล่าวอย่าง "โจ่งแจ้ง"
เขาระบุในแถลงการณ์ว่า ปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ การกลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรการขายน้ำมันของอิหร่าน และความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ได้ทำให้ "องค์ประกอบสำคัญและพื้นฐาน" ของข้อตกลงที่มุ่งยุติสงคราม "ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
อารักชียังยืนยันว่า อิหร่าน "จะไม่ลังเล" ที่จะปกป้อง "บูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตยของชาติ และความมั่นคงของประเทศ"
พร้อมกันนั้น เขายังส่งคำเตือนไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอ่าวอาหรับที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ โดยระบุว่า อิหร่านจะ "ตอบโต้ไปยังต้นตอและจุดที่เป็นที่มาของการโจมตี" หากมีการโจมตีใด ๆ เกิดขึ้นจากดินแดนของประเทศเหล่านั้น.
ประชาคมนานาชาติประณามอิหร่าน
เช้าวันนี้ มาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการนาโต ถูกถามถึงปฏิบัติการโจมตีที่เกิดขึ้นตลอดคืนที่ผ่านมา
เขากล่าวว่า การโจมตีดังกล่าว "จำเป็นอย่างยิ่ง" พร้อมกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง "ผมคิดว่าสิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ สหรัฐฯ ต้องตอบโต้ด้วยความเด็ดขาด" เขากล่าว
ด้านอีเว็ตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักร กล่าวหลังเกิดเหตุโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าอิหร่านพยายาม "ใช้เศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน"
คูเปอร์ให้สัมภาษณ์กับรายการบีบีซี เบรคฟาสต์ (BBC Breakfast) จากการประชุมสุดยอดนาโตในตุรกี โดยเรียกร้องให้อิหร่าน "ปฏิบัติตามเงื่อนไขของบันทึกความเข้าใจที่ได้ให้คำมั่นไว้"
ทั้งนี้ สหรัฐฯ และอิหร่านได้ลงนามข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้น หรือบันทึกความเข้าใจ (MoU) เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. โดยหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือ การเปิดให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ตามปกติ แลกกับการที่สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
คูเปอร์ย้ำว่าสหราชอาณาจักรไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ ในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่กล่าวว่า "ฉันเข้าใจถึงความกังวลของสหรัฐฯ ว่าอิหร่านจะยังคงพยายามควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และอาจละเมิดเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิง"
นอกจากนี้ บรรดาประเทศรัฐอ่าวอาหรับต่างออกมาแสดงปฏิกิริยาต่อปฏิบัติการโจมตีของอิหร่าน
กระทรวงการต่างประเทศคูเวตออกแถลงการณ์ประณามสิ่งที่เรียกว่า "การกระทำอันเป็นปรปักษ์อย่างร้ายแรงของอิหร่านที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า" ในช่วงเช้าวันนี้
แถลงการณ์ระบุว่า การโจมตีที่ "อุกอาจ" ดังกล่าวบั่นทอนความพยายามในการลดความตึงเครียด และเกิดขึ้น "ในช่วงเวลาที่ประชาคมระหว่างประเทศและประเทศในภูมิภาคกำลังพยายามคลี่คลายสถานการณ์"
กระทรวงการต่างประเทศคูเวตยังระบุด้วยว่า คูเวตสงวนสิทธิที่จะ "ดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด" เพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศ
ขณะที่มาเจด อัล อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวว่า กาตาร์ถือว่าอิหร่าน "ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่" ต่อเหตุโจมตีเรือ อัล เรเคย์ยัต ขณะเดินเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันอังคาร
ด้านกระทรวงการต่างประเทศซาอุดีอาระเบียระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในอีกแถลงการณ์หนึ่งว่า อิหร่านได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน เวดยานของซาอุดีอาระเบีย ขณะกำลังเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
สถานการณ์น้ำมันพุ่งตัวขึ้นสูงตั้งแต่เมื่อคืน
หลังทรัมป์ประกาศว่า ข้อตกลงหยุดยิง "จบลงแล้ว นักลงทุนในตลาดน้ำมันตอบสนองอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่ทรัมป์จะกล่าวถ้อยคำดังกล่าวไม่นาน ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ไม่ถึง 76 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,544 บาท) แต่เมื่อถึงเวลา 09:45 น. ตามเวลาสหราชอาณาจักร ราคาปรับตัวขึ้นเหนือ 78 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,611 บาท) และยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันเริ่มขยับสูงขึ้นตั้งแต่สหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันตลอดช่วงคืนที่ผ่านมา
ราคาน้ำมันเบรนท์ (Brent crude) ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงสำคัญของตลาดโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 3%
ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันได้ปรับลดลงกลับสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนสงคราม ภายหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสงบศึกเมื่อเดือนที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Reuters
อย่างไรก็ตาม การโจมตีระลอกใหม่ได้จุดกระแสความกังวลขึ้นอีกครั้งถึงความปลอดภัยของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยภายใต้ภาวะปกติ น้ำมันราวหนึ่งในห้าของปริมาณการค้าทั่วโลกจะต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้
นอกจากการเปิดฉากโจมตีรอบใหม่แล้ว สหรัฐฯ ยังได้เพิกถอนการผ่อนผันชั่วคราวที่อนุญาตให้อิหร่านส่งออกน้ำมันได้
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เคยระงับการบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน หลังทั้งสองประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยุติสงครามเมื่อเดือนที่แล้ว
การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ เปิดทางให้อิหร่านสามารถจำหน่ายน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีได้จนถึงวันที่ 21 ส.ค. นี้
เอกสารที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยแพร่เมื่อวันอังคารยืนยันว่า ข้อจำกัดดังกล่าวได้กลับมามีผลบังคับใช้อีกครั้งแล้ว






























