"ประท้วงก่อน แล้วค่อยเจรจา" เข้าใจวัฒนธรรมการชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศส และเหตุบานปลายสู่การปล้นสะดม

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
- Author, วศินี พบูประภาพ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 10 นาที
"ฉันคิดว่าในฝรั่งเศส แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ออกมาชุมนุมก็ยังยึดถือหลักการของการชุมนุมประท้วง มันเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมทางการเมือง" ดร.ซิลวี โอลีโทรต์ ผู้อำนวยการวิจัยจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) และผู้เชี่ยวชาญด้านความรุนแรงและสันติวิธีในการเคลื่อนไหวทางการเมือง ประจำมหาวิทยาลัยปารีสนองแตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยถึงการชุมนุมประท้วงระลอกล่าสุดในฝรั่งเศส
"บางคนอาจพูดว่ามีการชุมนุมประท้วงมากเกินไปแล้ว แต่จริง ๆ พวกเขาก็ยังไม่อยากให้การชุมนุมสูญหายไป เพราะนั่นหมายความว่าตัวพวกเขาเองก็จะไม่สามารถออกมาชุมนุมได้ในวันข้างหน้า หากมีความจำเป็น" ดร.โอลีโทรต์กล่าว แต่ก็บอกด้วยว่าเหตุการณ์การปล้นสะดมที่เกิดขึ้นระหว่างการประท้วงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างจากวิถีการชุมนุมที่เคยเป็นมาในประเทศประชาธิปไตยแห่งนี้
บทสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นหลังฝรั่งเศสเกิดเหตุการณ์ประท้วงยืดเยื้อกว่า 3 สัปดาห์ โดยมีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย นำโดยสหภาพนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (Union Syndicale Lycéenne - USL) ประท้วงในโรงเรียนทั่วประเทศเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อคุณภาพการศึกษาของรัฐ ก่อนการชุมนุมประท้วงมีการสมทบจากกลุ่มสมาพันธ์แรงงานทั่วไปแห่งฝรั่งเศส (General Confederation of Labour) ขยายไปสู่การเรียกร้องเกี่ยวกับนโยบายด้านอื่น ๆ รวมถึงปัญหาค่าครองชีพ การปรับขึ้นค่าจ้างและเงินบำนาญ ก่อนมีการชุมนุมใหญ่ทั่วฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา และเกิดความรุนแรงขึ้นหลายจุดกลายเป็นภาพที่สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก
บีบีซีไทยพูดคุยกับ ดร.โอลีโทรต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนไหวทางการเมืองชาวฝรั่งเศส และ รศ.ดร.พิริยะดิศ มานิตย์ สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาควิชาภาษาตะวันตก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมการเมืองเบื้องหลังการออกมาประท้วงของชาวฝรั่งเศส ตลอดจนปฏิกิริยาของชาวฝรั่งเศสที่มีต่อการประท้วงครั้งล่าสุด
สืบรากการเมืองบนถนนของฝรั่งเศส "ประท้วงก่อน แล้วค่อยเจรจา"
"ฉันขอพูดว่าคนฝรั่งเศสมีนิสัยที่ต้องออกมาประท้วง เพราะพวกเขารู้ว่าถ้าไม่ประท้วง รัฐบาลก็จะไม่รับฟัง" ดร.โอลีโทรต์ เริ่มอธิบายถึงวัฒนธรรมทางการเมืองของฝรั่งเศส
เธอกล่าวโดยเปรียบเทียบว่าในการขับเคลื่อนข้อเรียกร้องทางสังคม ประเทศแถบสแกนดิเนเวียหรือเยอรมนีจะเริ่มต้นจากการหารือระหว่างฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อพยายามแก้ปัญหาก่อน แล้วจึงจะมีการชุมนุมประท้วงเพื่อเพิ่มแรงกดดัน
ขณะที่ในฝรั่งเศส ดร.โอลีโทรต์ อธิบายว่ารัฐบาลมักจะตอบสนองต่อข้อเรียกร้องก็ต่อเมื่อมีการเคลื่อนไหวบนท้องถนนเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น ดังนั้นการชุมนุมประท้วงจึงเป็นวิถีทางแรกสำหรับพลเมืองในการแสดงความไม่พอใจและสร้างแรงกดดันต่อผู้มีอำนาจ ก่อนจะนำไปสู่กระบวนการเจรจาโดยสหภาพแรงงานหรือองค์กรกลางต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญด้านการประท้วงชาวฝรั่งเศสรายนี้ยังระบุว่าวัฒนธรรมเช่นนี้เกิดขึ้นมาจากรากฐานการสร้างประชาธิปไตยของฝรั่งเศสด้วยเช่นกัน ดร.โอลีโทรต์ กล่าวว่า "ประชาธิปไตยของเราสร้างขึ้นมาผ่านการประท้วง... มันจึงเป็นเครื่องมือทางประชาธิปไตยไม่ต่างอะไรกับการเลือกตั้ง"

ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images
รศ.ดร.พิริยะดิศ อาจารย์สาขาวิชาภาษาฝรั่งเศสจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เห็นตรงกันว่าการประท้วงหรือการใช้ "สิทธิว่าด้วยการต่อต้าน" ของฝรั่งเศสเกิดขึ้นจากฐานทางประวัติศาสตร์ โดยมีจุดเริ่มมาตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789
"เราต้องนึกด้วยว่าในครั้งนั้นมันไม่ได้ปกครองด้วยระบอบสภา เพราะฉะนั้นมันแก้ด้วยการคุยกันในสภาไม่ได้ มันก็ต้องนำมาสู่ความรุนแรง จนเกิดการยึดคุกบัสตีย์ ยึด [พระราชวัง] แวร์ซาย" รศ.ดร.พิริยะดิศกล่าวกับบีบีซีไทย
ในเชิงรากฐานความคิด รศ.ดร.พิริยะดิศ ซึ่งเป็นอาจารย์ประจำรายวิชาประวัติศาสตร์ความคิดฝรั่งเศส เชื่อว่าการปฏิวัติฝรั่งเศสยังได้รับอิทธิพลจากความคิดของฌอง-ฌาคส์ รุสโซ นักปรัชญาการเมืองในยุคศตวรรษที่ 17 โดยเฉพาะทฤษฎีเรื่องสัญญาประชาคม (Le Contrat Social) และความคิดนี้ได้ถูกส่งต่อมาจนถึงปัจจุบัน
"แนวคิดนี้เชื่อว่าหากผู้ปกครองไม่ทำตามสัญญา ประชาชนก็มีสิทธิที่จะโค่นล้มรัฐบาล เพราะฉะนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมา ๆ จึงอยู่ในเจตนารมณ์เดียวกัน ทำให้ชาวฝรั่งเศสยึดถือเอาการเมืองบนท้องถนนเป็นเครื่องมือในการสร้างความเปลี่ยนแปลง"
การปฏิวัติฝรั่งเศสยังเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศคำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพลเมือง ค.ศ. 1789 หลังการปฏิวัติฯ ส่วนหนึ่งของคำประกาศระบุโดยชัดแจ้งว่า "การแสดงความคิดและความเห็นได้โดยเสรีเป็นสิทธิอันทรงคุณค่าที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์"
รศ.ดร.พิริยะดิศ อธิบายว่า คำประกาศดังกล่าวได้สถาปนาเสรีภาพในการแสดงออกให้เป็น "เสาหลัก" ของ "จิตวิญญาณฝรั่งเศส" ซึ่งสังคมจะเปิดกว้างและอดทนอดกลั้นต่อการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก โดยเส้นแบ่งเดียวที่จะทำให้สิทธินี้ถูกจำกัดคือเมื่อใดก็ตามที่การแสดงออกนั้นล้ำเส้นไปสู่การสร้างความรุนแรง เช่น การปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังต่อตัวบุคคล หรือการสนับสนุนการก่อการร้าย
"คนไทยมีคำว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ คนฝรั่งเศสก็จะมองว่าไม่เชื่อไงเลยลบหลู่ [แต่] คนไทยก็อาจจะวิจารณ์คนที่วิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่าง ๆ ด้วยซ้ำว่าจะไปวิจารณ์ทำไม" รศ.ดร.พิริยะดิศ ยกตัวอย่างถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมระหว่างคนฝรั่งเศสกับคนไทย

ที่มาของภาพ, API/Gamma-Rapho via Getty Images
นักวิชาการด้านวัฒนธรรมฝรั่งเศสจากจุฬาฯ ผู้นี้ชี้ว่าทั้งแนวคิดในการต่อรองกับอำนาจรัฐและความเชื่อในเสรีภาพในการแสดงออกของชาวฝรั่งเศสล้วนบ่มเพาะให้คนฝรั่งเศสโอบรับวัฒนธรรมนี้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แม้บางส่วนอาจจะ "รู้สึกหงุดหงิด" บ้าง
"บ้านเมืองไม่สะอาด ถูกทำลาย มีการเบียดเบียนผู้คน แต่ในระดับลึก สังคมฝรั่งเศสกลัวว่ารัฐจะลิดรอนสิทธิ์ เช่น เรื่องอายุเกษียณ สวัสดิการ มากกว่าความวุ่นวายบนบนท้องถนน" เขาระบุ
อย่างไรก็ดี รศ.ดร.พิริยะดิศ ชี้ด้วยว่าโครงสร้างรัฐรวมศูนย์ของฝรั่งเศสเองก็เอื้อต่อการเกิดความรุนแรงด้วยเช่นกัน กล่าวคืออำนาจรวมศูนย์อยู่ที่ประธานาธิบดีและรัฐบาลกลาง ทำให้การตัดสินใจในนโยบายหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเกิดขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกลไกของรัฐสภา ทำให้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ประชาชนจึงไม่มีช่องทางการเจรจามากนักและเลือกออกมาประท้วง
การประท้วงเป็นไปอย่างสงบโดยส่วนใหญ่ จนกระทั่งไม่นานมานี้
รศ.ดร.พิริยะดิศชี้ว่าความรุนแรงในการประท้วงเกิดขึ้นเรื่อยมาตลอดเส้นทางประวัติศาสตร์การเมืองฝรั่งเศส ควบคู่กับการทำลายเชิงสัญลักษณ์ หรือ "vandalism" โดยมักมุ่งเน้นไปที่การทำลายงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคมที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อขบวนการเคลื่อนไหว เช่น งานจิตรกรรม อนุสาวรีย์ของกษัตริย์ หรือศาสนสถาน
ดร.โอลีโทรต์กล่าวว่าเมื่อพิจารณาการรวมกลุ่มชุมนุมประท้วงในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21 จะพบว่าการชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศสโดยทั่วไปมักเป็นไปอย่างสันติ เธอบอกว่าการประท้วงในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้มักเป็นไปโดยสงบถึงขั้นที่หลายครอบครัวสามารถพาลูกหลานเข้าร่วมได้ และบางครั้งเมื่อมีการกระทำผิดกฎหมาย เช่น การปักหลักยึดพื้นที่ซึ่งไม่ถูกกฎหมาย ก็มักเป็นไปตามหลักอหิงสา (non-violent resistance) กล่าวคือผู้ทำผิดกฎหมายต้องยอมรับการจับกุม
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยการเคลื่อนไหวทางสังคมชาวฝรั่งเศสตั้งข้อสังเกตว่าสถานการณ์ดังกล่าวได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ
ประการแรก ดร.โอลีโทรต์ชี้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ยุทธวิธี โดยกองกำลังควบคุมฝูงชนเข้าดำเนินการรวดเร็วกว่าในอดีต
"หลายครั้งมีการบุกกระชับพื้นที่ของตำรวจก่อนจะเกิดเรื่องเสียอีก วัยรุ่นจึงหยิบก้อนหินรอบตัวปาใส่ตำรวจ และทันทีที่พวกเขาทำแบบนั้น มันก็กลายเป็นการปะทะกัน… แล้วก็มีผู้ได้รับบาดเจ็บ" เธอตั้งข้อสังเกตและชี้ว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เช่นนี้ยังเพิ่มแนวร่วมในการชุมนุมให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อแม่และครู
"[หลังเกิดเหตุปะทะกับตำรวจ] มีคุณแม่หลายคนที่ออกมารวมตัวบนท้องถนนพร้อมกับลูก ๆ ที่เป็นนักเรียนมัธยม โดยที่คุณแม่เหล่านี้ไม่เคยออกไปประท้วงมาก่อนเลยในชีวิต เพราะพวกเขารู้สึกว่าการที่คนเราสามารถประท้วงได้นั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา" ดร.โอลีโทรต์กล่าว

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
ประการที่สอง ดร.โอลีโทรต์ชี้ว่าความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นยังมาจากการปรากฏตัวของกลุ่มแบล็กบล็อกส์ (Black Bloc) ซึ่งเชื่อมโยงกับกลุ่มคนนิยมอนาธิปไตยหรือต่อต้านทุนนิยม โดยขบวนการนี้ไม่มีโครงสร้างหรือผู้นำชัดเจนและผู้เข้าร่วมกลุ่มมักสวมเสื้อผ้าสีดำและปิดบังใบหน้าเพื่อไม่ให้ถูกระบุตัว
เธออธิบายว่าขบวนการนี้มีความเคลื่อนไหวอยู่ในหลายประเทศทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ในบางครั้งพวกเขาได้ฉวยโอกาสจากการชุมนุมประท้วงอย่างสันติเพื่อมุ่งโจมตีสัญลักษณ์ของระบบทุนนิยม เช่น กระจกหน้าร้านค้าหรือสาขาของธนาคาร ด้วยการสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินดังกล่าว
ทั้งนี้ รศ.ดร.พิริยะดิศตั้งข้อสังเกตว่ากลุ่มแบล็กบล็อกมักทำลายทรัพย์สินของสาธารณะเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เช่น ทุบทำลายธนาคารเพื่อต่อต้านทุนนิยม ขณะที่ ดร.โอลีโทรต์ แสดงความเห็นสอดคล้องกันว่ากลุ่มนี้มักทุบทำลายสถานที่เหล่านี้ แต่ไม่ได้ปล้นสะดม ต่างกับเหตุการณ์ล่าสุดที่มีการขโมยเกิดขึ้น

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
แล้วการปล้นสะดมเกิดจากกลุ่มไหน
ดร.โอลีโทรต์ระบุว่าภาพการปล้นสะดมร้านค้ารายย่อยขนาดเล็กซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ต.ค. ที่ผ่านมา ต่างจากวิถีการชุมนุมที่เคยเป็นมาในประเทศฝรั่งเศส
"แม้ชาวฝรั่งเศสจะนิยมการออกมาชุมนุมประท้วง แต่ฉันขอกล่าวว่าการทุบทำลายร้านค้า การทุบทำลายห้างร้านเพื่อปล้นสะดมนั้นไม่ใช่การชุมนุมประท้วง มันคือการก่อจลาจล ดังนั้นทุกคนจึงเห็นพ้องต้องกันที่จะปฏิเสธพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ" ดร.โอลีโทรต์กล่าว
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยปารีสนองแตร์ มองว่าพฤติกรรมการปล้นสะดม "เป็นสิ่งที่แทรกซ้อนเข้ามา และเป็นสิ่งที่สร้างเสียงดังจนกลบภาพการประท้วงที่อยู่เบื้องหลังไปหมด"
ดร.โอลีโทรต์เน้นย้ำว่าปัญหาการปล้นสะดมที่เกิดขึ้นมีรากฐานส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจและการขาดโอกาสในการเข้าถึงการจ้างงาน โดยผู้ก่อความรุนแรงเหล่านี้มักจะเป็นเยาวชนที่อาศัยอยู่ในย่านชานเมือง ซึ่งต้องเผชิญกับความยากจนและการถูกกีดกันทางสังคมและเศรษฐกิจในรูปแบบต่าง ๆ
นักวิชาการจากฝรั่งเศสกล่าวต่อไปว่าจากเหตุการปล้นสะดมที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ได้ส่งผลทำให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเหล่านักการเมืองฝ่ายซ้ายซึ่งเห็นพ้องกับจุดประสงค์แรกเริ่มของการประท้วงครั้งนี้ พากันออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ผู้ฉวยโอกาสก่อเหตุปล้นร้านค้าต้อง "ได้รับการควบคุมไม่มากก็น้อย"

ที่มาของภาพ, Vincent Koebel/NurPhoto via Getty Images
ภายหลังการประท้วงเมื่อวันที่ 17 ต.ค. ซึ่งเกิดเหตุความรุนแรงบานปลายขึ้น นายฌอง-ลุก เมลองชง แกนนำพรรค ลา ฟรองซ์ แองซูมิซ (LFI) ซึ่งเป็นพรรคซ้ายจัดของฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์เอ็กซ์ (X) ประณามเหตุปล้นสะดมและการทำลายทรัพย์สิน พร้อมย้ำว่าผู้ก่อเหตุไม่ใช่ตัวแทนของขบวนการประท้วง เขาชี้ด้วยว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลจากยุทธวิธีควบคุมฝูงชนของรัฐ และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ระบุว่าฝ่ายซ้ายมีส่วนรับผิดชอบต่อเหตุจลาจลที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้กลุ่มนายกเทศมนตรีเมืองต่าง ๆ จากพรรคฝ่ายซ้ายในฝรั่งเศสได้ออกมาร่วมประณามเหตุปล้นสะดมเช่นกัน
นายเกรกอรี ดูเซต์ นายกเทศมนตรีเมืองลียง และนางโฌอานา โรลองต์ นายกเทศมนตรีเมืองน็องต์ ระบุว่าความรุนแรงไม่มีพื้นที่ในระบอบประชาธิปไตย ขณะที่ตัวแทนเมืองแรนส์และลีลล์ประกาศแสดงความสนับสนุนต่อผู้ประกอบการ ส่วนนายเบอนัวต์ ปายอง นายกเทศมนตรีเมืองมาร์แซย์ เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเหตุการณ์และเร่งดำเนินคดีผู้ก่อเหตุ
"คนเหล่านี้ทุกคนเป็นฝ่ายซ้าย และพวกเขายืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการรายย่อย และกล่าวชัดเจนว่าพวกเขาอยู่ฝั่งเดียวกับร้านค้าเล็ก ๆ ดังนั้นฝ่ายซ้ายเองก็ตกใจอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น" ดร.โอลีโทรต์สรุป
ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองฝ่ายขวา รศ.ดร.พิริยะดิศ ชี้ว่าพรรคการเมืองและประชาชนฝ่ายขวาของฝรั่งเศส ได้เรียกร้องให้มีการปราบปรามผู้ก่อเหตุอย่างเด็ดขาด
ดร.โอลีโทรต์ วิเคราะห์ว่าเหตุการณ์นี้ยังอาจผลักดันให้ประชาชนที่ต้องการความสงบเรียบร้อยหันไปเลือกพรรคฝ่ายขวาจัดในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในต้นปี 2027 โดยในปัจจุบันฝ่ายขวาจัดกลายเป็นหนึ่งในสองขั้วทางการเมืองที่มีผู้นำและฐานเสียงแข็งแกร่งที่สุดในฝรั่งเศส ร่วมกับฝ่ายซ้ายจัดซึ่งสนับสนุนผู้ประท้วง

ที่มาของภาพ, Valery HACHE / AFP via Getty Images
สถานการณ์จะคลี่คลายได้หรือไม่
กลุ่ม "แอ็งแตร์แซ็งดีกาล" (intersyndicale) ซึ่งเป็นองค์กรใหญ่ที่รวม 5 สหภาพแรงงานหลักของประเทศฝรั่งเศสนัดชุมนุมทั่วประเทศอีกครั้งในวันที่ 5 พ.ย. นี้ โดยมีกลุ่มขบวนการ "เสื้อกั๊กเหลือง" (gilets jaunes) ซึ่งเคยรวมตัวประท้วงต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งปีเมื่อปี 2018 และกลุ่มสหภาพนักเรียนมัธยมปลายประกาศร่วมด้วย
ดร.โอลีโทรต์ มองว่าเพื่อคลื่คลายสถานการณ์ รัฐบาลจำเป็นต้องจัดการกับต้นตอหลักของความโกรธแค้นในสังคมเป็นอันดับแรกนั่นคือความรู้สึกของพลเมืองจำนวนมากที่มองว่ารัฐบาลไม่ยอมรับฟังข้อกังวลของพวกเขา ทางการจึงต้องมีความพร้อมที่จะรับฟัง
เธอกล่าวเสริมว่า พรรคการเมืองต่าง ๆ จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อลดความแตกแยกภายในสังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงผู้ที่หันไปใช้ความรุนแรงให้กลับเข้าสู่วิถีทางปกติของการมีส่วนร่วมและการเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย ควบคู่ไปกับการจำกัดอิทธิพลของกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง
"ปัญหาในฝรั่งเศสก็คือในเวลานี้ ผู้นำ [ขั้วทางการเมือง] ที่แข็งแกร่งที่สุดสองฝ่าย ก็ยังคงเป็นฝ่ายขวาจัดและฝ่ายซ้ายจัด" ผู้อำนวยการวิจัยจากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) วิเคราะห์
"ดังนั้นผู้คนตรงกลางหรือฝ่ายสายกลาง... ในเวลานี้จึงดูเหมือนจะไม่ได้รับการรับฟังเท่าที่ควร"
































