บทวิเคราะห์: รัฐบาลฝรั่งเศสเผชิญแรงกดดันหนัก หลังเหตุความรุนแรงลุกลามทั่วประเทศช่วงสุดสัปดาห์

Close up of French President Emmanuel Macron taken from the side. He has short brown hair, and is wearing a white shirt, black jacket and tie.
คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แถลงการณ์ต่อประชาชนทั่วประเทศ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบ หลังเกิดเหตุปล้นสะดมและความรุนแรงลุกลามเป็นวงกว้าง
    • Author,
  • Published
  • เวลาอ่าน: 8 นาที

นายเซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส กำลังจะจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉินขึ้นในวันจันทร์ เพื่อประเมินสถานการณ์การประท้วงที่บานปลายเป็นความรุนแรงและการปล้นสะดมทั่วประเทศตลอดช่วงสุดสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ความไม่สงบในที่สาธารณะที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของฝรั่งเศส

เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ต.ค. ผ่านมา ประชาชนกว่าครึ่งล้านคนได้ออกมาชุมนุมอย่างสงบเป็นส่วนใหญ่ เพื่อประท้วงต่อต้านค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และการเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพลดน้อยถอยลง รวมถึงระบบการศึกษาของรัฐด้วย ทว่าการประท้วงกลับบานปลายกลายเป็นความรุนแรง โดยมีการปรากฏตัวของกลุ่มชายชุดดำ นักกิจกรรมสวมหน้ากาก และกลุ่มผู้ที่จงใจทำลายข้าวของ

มีการประเมินว่าร้านค้าและธุรกิจราว 1,500 แห่งถูกปล้นสะดมและทำลาย ขณะที่ตำรวจควบคุมฝูงชนได้ยิงแก๊สน้ำตาและฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าใส่ฝูงชน โดยมีภาพปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ใช้กระบองตีผู้ชุมนุมในหลายจุด ด้านกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศสระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บเมื่อวันเสาร์ประมาณ 1,000 นาย โดยในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 7 นาย

ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวลือสะพัดในฝรั่งเศสว่า ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง อาจประกาศเคอร์ฟิวชั่วคราวในบางพื้นที่ของประเทศ หรือแม้กระทั่งประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อช่วยคลี่คลายบรรยากาศอันตึงเครียด ทว่าในท้ายที่สุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มาครงได้แถลงการณ์ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจถึงประชาชนทั่วประเทศ เรียกร้องความสามัคคีในชาติ และพยายามให้ความมั่นใจแก่สาธารณชนชาวฝรั่งเศสว่าผู้ก่อเหตุรุนแรงจะต้องได้รับการลงโทษ

อย่างไรก็ตาม สุนทรพจน์ของมาครงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่าขาดรายละเอียดที่เป็นรูปธรรม

บรรดาผู้ก่อเหตุทำลายทรัพย์สินและกลุ่มผู้ก่อจลาจลจะถูกนำตัวมารับผิดชอบอย่างไร ?

เมืองต่าง ๆ ทั่วฝรั่งเศสจะได้รับการปกป้องดูแลให้ดีขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการประกาศนัดชุมนุมใหญ่ครั้งใหม่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ ?

บรรดาธุรกิจที่ได้รับความเสียหายจะได้รับการชดเชยเยียวยาด้วยวิธีใดกันแน่ ?

แล้วเมื่อใดจึงจะเริ่มมีการเปิดโต๊ะเจรจากับตัวแทนกลุ่มนักเรียนและองค์กรครู ในประเด็นเรื่องการศึกษา ?

Protesters walk next to tear gas and the 'Statue de la Republique' as they gather as clashes erupted at Place de la Republique following a demonstration central Paris, on October 18, 2026.
คำบรรยายภาพ, กลุ่มผู้ก่อความเสียหายพ่นสีทำลายอนุสาวรีย์แห่งสาธารณรัฐ (Statue de la Republique) กลางกรุงปารีส เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 ต.ค. ที่ผ่านมา

สาเหตุของการประท้วง

การประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศสเริ่มปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนที่แล้ว และมีผู้คนออกมาร่วมชุมนุมตามท้องถนนเป็นจำนวนหลายแสนคน

ผู้ชุมนุมเรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณการลงทุนในโรงเรียน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาการขาดแคลนครูและบุคลากร ห้องเรียนที่แออัดยัดเยียด ตลอดจนอาคารเรียนที่ทรุดโทรม

ระหว่างการประท้วงกลุ่มนักเรียนยังได้นำสิ่งกีดขวางมาปิดทางเข้าโรงเรียนทั่วประเทศ ส่งผลให้โรงเรียนหลายร้อยแห่งต้องปิดการเรียนการสอน ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่มีท่าทีว่าจะลดราวาศอกจากการเรียกร้องดังกล่าว

เหตุการณ์ดำเนินมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ จนกระทั่งมีการนัดชุมนุมใหญ่หลายร้อยจุดในวันที่ 17 ต.ค.

สหภาพนักเรียนมัธยมปลาย (Union Syndicale Lycéenne - USL) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรหลักผู้อยู่เบื้องหลังการชุมนุม ระบุว่าการประท้วงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อผลักดันให้รัฐบาลลงมือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

นอกจากกลุ่มนักเรียนแล้ว สมาพันธ์แรงงานทั่วไปแห่งฝรั่งเศส (General Confederation of Labour หรือเรียกตามชื่อย่อในภาษาฝรั่งเศสว่า CGT) ระบุว่า มีประชาชนเกือบ 800,000 คน เข้าร่วมการประท้วงทั่วประเทศในวันดังกล่าว โดยออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์เรียกร้องให้รัฐบาลของประธานาธิบดีมาครงยอมรับเงื่อนไขต่าง ๆ ได้แก่ การปรับขึ้นค่าจ้างและเงินบำนาญ ตลอดจนการนำภาษีความมั่งคั่งกลับมาบังคับใช้อีกครั้ง พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล "ต้องตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชนโดยไม่ชักช้า"

ขณะที่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ก่อนวันประท้วงใหญ่ 17 ต.ค. นายกรัฐมนตรีเลอกอร์นู ได้กล่าวหาว่า การประท้วงในขณะนั้นไม่ได้มีสภาพเป็นการเคลื่อนไหวของนักเรียนอีกต่อไป แต่กลายเป็น "ขบวนการใช้ความรุนแรงในเมือง" ไปแล้ว

เหตุการณ์วันที่ 17 ต.ค. 69

ในช่วงค่ำของวันที่ 17 ต.ค. ตามเวลาท้องถิ่นในประเทศฝรั่งเศส มีการประเมินว่ามีผู้ประท้วงราว 550,000 คน โดยอ้างอิงตัวเลขจากนายโลร็อง นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส

แดน วูดแลนด์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีซึ่งลงพื้นที่รายงานในประเทศฝรั่งเศสระบุว่าการเดินขบวนส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ โดยจัดขึ้นในเมืองใหญ่หลายแห่งของฝรั่งเศส รวมถึงกรุงปารีสซึ่งมีผู้เข้าร่วมชุมนุมถึง 110,000 คน

มารีอัมเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยปารีส 1 ป็องเตอง-ซอร์บอน (Paris 1 Panthéon-Sorbonne University) เธอบอกผู้สื่อข่าวบีบีซีว่า เธอได้ออกมาร่วมกับเพื่อนนักศึกษาอีกหลายพันคนเพื่อ "ประท้วงเรียกร้องเพื่อการศึกษาของเรา" พร้อมกล่าวหารัฐบาลฝรั่งเศสว่าล้มเหลวในการเปิดใจรับฟังคนรุ่นเธอ

เธอบอกว่าตัวเอง "ไม่เห็นด้วย" กับเหตุความรุนแรงที่ปะทุขึ้น แต่ก็ "ภูมิใจในคนรุ่นนี้เป็นอย่างมาก" ที่ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องอนาคตของตนเอง

ทั้งนี้ยังมีรายงานว่ามีการชุมนุมในเมืองอื่น ๆ ทั่วประเทศ เช่น มีรายงานผู้ชุมนุมราว 20,000 รายในเมืองลียงและน็องต์ ขณะที่เมืองแรนส์ มีรายงานผู้ชุมนุมราว 10,000 ราย

ขณะที่ในเมืองสตราสบูร์ก ดูเหมือนว่านักท่องเที่ยวในเมืองจะไม่ได้รับผลกระทบจากการประท้วงมากนัก โดยยังคงเห็นบางส่วนเพลิดเพลินกับการล่องเรือไปตามแม่น้ำ

อย่างไรก็ตาม นายนูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส ระบุว่า มีบางกลุ่ม "ที่แฝงตัวอยู่ชายขอบของการประท้วงเหล่านี้" ทำให้สถานการณ์ "เลวร้ายลง"

ที่กรุงปารีส มีการปะทะอย่างหนักบริเวณจัตุรัสปลาสเดอลารีพับลิก (Place de la République) ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยผู้ประท้วงมีการขว้างปาพลุไฟและขวดแก้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ยิงแก๊สน้ำตาและใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง มีการตั้งสิ่งกีดขวางบนถนน บุกรุกพื้นที่ และเผาทำลายบาร์ ร้านยาสูบ รวมถึงร้านฟาสต์ฟู้ด มีรายงานเจ้าหน้าที่ระดมกำลังตำรวจปราบจลาจลพิเศษ (CRS 8) เข้าควบคุมพื้นที่ในเวลาต่อมาด้วย

เหตุการประท้วงยังลุกลามไปสู่การโจมตีสถานที่ราชการและเจ้าหน้าที่ในหลายพื้นที่ โดยที่เมืองลีมอญ ศาลาว่าการเมืองยุคศตวรรษที่ 19 ถูกบุกรุกและวางเพลิงจนเสียหายหนัก ขณะที่ที่เมืองมาร์แซย์เมืองบอร์กโดซ์และเมืองลีลล์ มีการบุกรุกอาคารขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างศาลาว่าการเมืองและที่พักทางการของผู้ว่าราชการเมือง

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุเผชิญหน้าที่เมืองเกรอนอบล์และเมืองตูลง โดยที่ตูลงนั้นผู้ประท้วงได้ยึดพาหนะและนำแผงกั้นมาใช้เป็นอาวุธโจมตีตำรวจปราบจลาจล ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 นาย ขณะที่ผู้ชุมนุมในเมืองก็องใช้รถบดถนนพุ่งชนสถานีตำรวจ

เหตุปล้นสะดมและทำลายทรัพย์สินเอกชนยังเกิดขึ้นกระจายตัวในหลายเมือง เช่น ที่เมืองลียง อาคารสำนักงานท่องเที่ยวและร้านเสื้อผ้าแฟชั่นถูกวางเพลิง โดยมีกลุ่มคนขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ดับเพลิง นอกจากนี้ตามการแถลงของกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศสยังมีรายงานเหตุความวุ่นวายในเมืองมงเปอลีเย, เมืองตูลูซ, เมืองวาล็องส์, เมืองสตราสบูร์ก, เมืองแรนส์, เมืองโป, เมืองอาวีญง และเมืองอ็องเฌ อีกด้วย

คำบรรยายวิดีโอ, "สะเทือนใจเหลือเกิน" ชาวเมืองอยู่ในสภาวะตื่นตกใจหลังอาคารศาลาว่าการหลังประวัติศาสตร์ในฝรั่งเศสลุกไหม้

ใครว่าอย่างไรบ้าง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โซฟี บิเนต์ เลขาธิการสมาพันธ์แรงงาน CGT ได้กล่าวหาประธานาธิบดีมาครงว่า ละเลยที่จะแก้ไขปัญหาความกังวลของกลุ่มนักเรียน วิกฤตค่าครองชีพ ตลอดจนละเลยการดูแลคุณภาพของบริการสาธารณะในฝรั่งเศสจนทำให้คุณภาพเสื่อมถอยลง

แม้ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีมาครงจะโยนภาระหน้าที่ดังกล่าวไปให้กับนายกรัฐมนตรีเลอกอร์นูแล้วก็ตาม แต่ถึงกระนั้น ทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเองและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต่างก็กำลังเผชิญเสียงครหาอย่างหนักจากหลายฝ่ายในฝรั่งเศสว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการเตรียมความพร้อม อีกทั้งยังจัดวางกำลังตำรวจไม่เพียงพอก่อนหน้าที่จะเกิดการชุมนุมประท้วงหลายจุดตามที่มีการนัดหมายไว้ล่วงหน้าเมื่อวันเสาร์

ด้าน ยาแอล โบรน-ปีเว ประธานสภาผู้แทนราษฎรฝรั่งเศส ระบุว่า เธอต้องการเปิดการไต่สวนข้อเท็จจริงและรากสาเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในช่วงสุดสุปดาห์ที่ผ่านมา

"ความมืดมนปกคลุมนครแห่งแสงไฟ" คือข้อความกราฟฟิตีสีแดงที่ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้เห็นว่าถูกพ่นไว้บนกำแพงติดกับแถวร้านค้าที่พังยับเยินในเมืองหลวงของฝรั่งเศสเมื่อคืนวันอาทิตย์

ผู้คนจำนวนมากที่นี่ต่างมองว่ามาครงกลายเป็นผู้นำเป็ดง่อย และกำลังจะพ้นจากตำแหน่ง ขณะที่การแข่งขันเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อจากเขากำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยในอีก 6 เดือนข้างหน้ากำลังจะมีการเลือกตั้งขึ้น และมีทั้งผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากฝ่ายขวาชาตินิยมที่ต่อต้านผู้อพยพ อย่าง มารีน เลอ เปน และฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านทุนนิยมอย่าง ฌอง-ลุก เมลองชง ซึ่งต่างกำลังแข่งขันกันแย่งชิงพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่ง

ปัจจัยเหล่านี้ยิ่งทำให้ความตึงเครียดในฝรั่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งในแวดวงการเมืองและบนท้องถนน

รัฐสภาของฝรั่งเศสตกอยู่ในภาวะอัมพาตและแตกแยกอย่างหนัก ระหว่างสามขั้วการเมืองใหญ่ที่ขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจกัน

ซ้ำร้าย ฝรั่งเศสยังต้องเผชิญกับมรสุมปัญหาทางการเงิน โดยกลุ่มนักลงทุนกำลังกดดันประเทศนี้อย่างหนักให้ควบคุมหนี้สาธารณะที่พุ่งทะยานจนเกินควบคุม ทว่ารัฐบาลฝรั่งเศสกลับวิตกว่า หากเดินหน้าปรับลดงบประมาณบริการสาธารณะหรือสวัสดิการลง ก็จะยิ่งผลักดันให้ประชาชนที่โกรธแค้นหลั่งไหลออกสู่ท้องถนนมากขึ้นไปอีก

แล้วจะทำอย่างไรต่อไป อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ประเทศของเราแตกสลายไปแล้วหรือ ? นี่คือคำถามที่เราจะได้ยินบ่อยครั้งในเวลานี้

ประชาชนทั่วฝรั่งเศสต่างตกตะลึงและไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ภาพของเมืองที่คละคลุ้งไปด้วยแก๊สน้ำตา กลุ่มผู้ปล้นสะดมที่ลงมือก่อเหตุโดยไร้การขัดขวาง และอาคารสถานที่ราชการที่ลุกไหม้ ล้วนสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้คนทั่วทั้งประเทศ

ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาหลายคนที่ผู้สื่อข่าวบีบีซีได้พูดคุยด้วย ต่างแสดงความคับข้องใจว่าในขณะที่พวกเขากำลังวิตกกังวลเกี่ยวกับอนาคต บรรดานักการเมืองระดับนำของประเทศกลับดูเหมือนจะทุ่มเทความสนใจอย่างเอาเป็นเอาตายไปกับการชี้นิ้วกล่าวโทษกันเอง และซัดทอดความผิดให้แก่อีกฝ่ายต่อสถานการณ์ความผันผวนที่เกิดขึ้น

"ในขณะที่พวกเราห่วงเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง พวกเขากลับใช้สถานการณ์นี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเตะถ่วงและชิงไหวชิงพริบก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี" เอดัวร์ ซึ่งเป็นครูและพ่อของลูกสามคน กล่าวกับผู้สื่อข่าวบีบีซี

ประธานาธิบดีมาครงและนายกรัฐมนตรีของเขาต่างกล่าวโทษว่า ความโกลาหลรุนแรงเมื่อวันเสาร์เป็นฝีมือของกลุ่มซ้ายจัดหัวรุนแรงและกลุ่มอันธพาล ขณะที่นายฌอง-ลุก เมลองชง ผู้นำฝ่ายซ้ายจัดกล่าวหารัฐบาลว่า "ไร้ความสามารถ" ด้านนางมารีน เลอ เปน จากฝ่ายขวาชาตินิยม ซึ่งมักชูภาพลักษณ์ที่เข้มงวดเด็ดขาดในเรื่องกฎหมายและความสงบเรียบร้อย ได้โพสต์คลิปวิดีโอขณะนั่งอยู่หน้าธงชาติฝรั่งเศส พร้อมแถลงในลีลาคล้ายประธานาธิบดี โดยกล่าวโทษ "รัฐบาลมาครงที่หมดน้ำยา เหนื่อยล้า และไร้ทิศทาง"

ทางการฝรั่งเศสต่างหวังว่าจะได้หยุดพักหายใจหายคอบ้างในช่วง 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ เนื่องจากนักเรียนจะเริ่มเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนกลางภาคตั้งแต่วันจันทร์นี้เป็นต้นไป

ทว่าในวันที่ 5 พ.ย. ตัวแทนจากหลากหลายสหภาพแรงงาน ตลอดจนกลุ่มขบวนการ "เสื้อกั๊กเหลือง" (gilets jaunes) หลากเฉดสีทั่วฝรั่งเศส ซึ่งเคยรวมตัวประท้วงต่อเนื่องนานกว่าหนึ่งปีเมื่อปี 2018 ในช่วงที่นายมาครงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ได้ประกาศนัดรวมตัวชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่

เวลานี้ ฝรั่งเศสจึงตกอยู่ในภาวะที่ทุกคนต่างกลั้นหายใจรอด้วยความระทึก

รายงานเพิ่มเติมโดย แคตยา แอดเลอร์ บรรณาธิการข่าวภาคพื้นยุโรป จากกรุงปารีส