จับสัญญาณทรัมป์พร้อมจะทำธุรกิจกับเมียนมาแล้วหรือไม่ ?

Min Aung Hlaing
คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอเมริการายหนึ่ง เพิ่งพบกับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
    • Author, โจนาธาน เฮด
    • Role, ผู้สื่อข่าวประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • Published
  • เวลาอ่าน: 7 นาที

นโยบายโดดเดี่ยวรัฐบาลทหารเมียนมาที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาใช้มาอย่างยาวนานได้เปลี่ยนไปแล้วหรือไม่ ?

การเปิดเผยว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้พบกับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา เมื่อเดือนที่แล้ว และการถอดรายชื่อนักธุรกิจบางรายออกจากบัญชีมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ บ่งชี้ว่ามันอาจเป็นเช่นนั้น

จนถึงขณะนี้สหรัฐฯ แทบไม่มีการติดต่ออย่างเป็นทางการกับรัฐบาลเมียนมาภายหลังการรัฐประหารในปี 2021 ซึ่งกองทัพเมียนมาได้โค่นล้มนางออง ซาน ซู จี ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และในช่วงหลังสหรัฐฯ ยังได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรแบบเจาะจงเป้าหมายต่อผู้ที่ถูกมองว่าสนับสนุนคณะรัฐประหาร

การพบปะระหว่างไมเคิล แวนซ์ ผู้ช่วย รมว.ต่างประเทศของสหรัฐฯ ฝ่ายข่าวกรองและการวิจัย กับผู้นำเมียนมาที่กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของเมียนมาเมื่อวันที่ 15 และ 16 ก.ย. มีจุดประสงค์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะคือการขอให้ปล่อยตัวอดัม กาสตีโย พลเมืองสหรัฐฯ ที่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือน มิ.ย. จากข้อพิพาทกับหอการค้าอเมริกันในท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม แวนซ์ถือเป็นเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระดับสูงที่สุดที่ได้พบกับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย นับตั้งแต่เขายึดอำนาจ และทั้งสองฝ่ายน่าจะหารือกันในประเด็นอื่น ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันด้วย

เป็นที่ทราบกันด้วยว่าแวนซ์ได้พบกับเจ้าหน้าที่เมียนมาในกรุงโตเกียวเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ก่อนจะมีนัดหมายพบกันอีกครั้งที่กรุงโตเกียวในเดือนนี้ และเขายังได้พบกับตัวแทนของกลุ่มที่ต่อต้านการปกครองของกองทัพเมียนมาด้วย

ถึงกระนั้นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ต่อเมียนมานั้น สามารถย้อนกลับไปได้ถึงเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว ในช่วงที่สงครามภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังรุนแรงที่สุด

ในเวลานั้นพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย พร้อมด้วยผู้นำประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค ได้รับจดหมายส่วนตัวจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ แจ้งว่าเศรษฐกิจของประเทศเมียนมาซึ่งเสียหายอย่างหนักอยู่แล้วนั้น กำลังจะเผชิญกับมาตรการภาษีนำเข้า โดยในกรณีของเมียนมาอัตราภาษีจะอยู่ที่ 40%

ประเทศอื่น ๆ ต่างตกตะลึงกับอัตราภาษีเชิงลงโทษ ซึ่งเรียกเก็บจากการค้าสำคัญ ๆ กับประเทศที่พวกเขาเคยมองว่าเป็นมิตรและพันธมิตรมาโดยตลอด

People walk through the smouldering debris of what appears to be a destroyed village, amid tall palm trees
คำบรรยายภาพ, พื้นที่ส่วนใหญ่ของเมียนมาได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา

แต่พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย กลับยินดีอย่างยิ่งกับเรื่องนี้ เขารีบตอบกลับจดหมายดังกล่าวทันทีเพื่อแสดง "ความซาบซึ้งใจอย่างจริงใจต่อคำเชื้อเชิญอันน่ายินดีนี้ให้มีส่วนร่วมต่อไปในเศรษฐกิจอันยอดเยี่ยมของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดอันดับหนึ่งของโลก" โดยเลียนแบบสำนวนพูดที่เกินจริงและการใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ในลักษณะเฉพาะของทรัมป์

"ด้วยความเคารพอย่างสูง ข้าพเจ้าขอชื่นชมความเป็นผู้นำอันเข้มแข็งของท่านในการนำพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองของชาติด้วยจิตวิญญาณของผู้รักชาติที่แท้จริง" จดหมายของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ระบุ

นี่ไม่ใช่เพียงสัญชาตญาณของผู้นำเผด็จการที่คิดว่าการประจบสอพลออาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเอาใจทรัมป์ เพราะการรัฐประหารของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย และสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นตามมา ได้ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ถูกรังเกียจในเวทีระหว่างประเทศ

รัฐบาลของเขาแทบไม่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงคราม โดยมีการยื่นคดีต่อเขาในศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ไอซีซี (ICC) และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือไอซีเจ (ICJ) ขณะที่รัฐบาลประเทศอื่น ๆ ต่างหลีกเลี่ยงการติดต่อกับเขา ยกเว้นแค่จีนกับรัสเซีย

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับเรียกเขาว่า "ท่านผู้มีเกียรติ" เช่นเดียวกับประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีคนอื่น ๆ และในจดหมายของทรัมป์ไม่มีการกล่าวถึงต้นทุนด้านมนุษยธรรมอันเลวร้ายจากการยึดอำนาจของพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ไม่มีการกล่าวถึงประชาธิปไตยที่ถูกทำลาย หรือการจำคุกนางออง ซาน ซู จี

ในเดือนเดียวกันนั้น รัฐบาลเมียนมาได้ลงนามในสัญญามูลค่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 96 ล้านบาท) กับดีซีไอ (DCI) บริษัทล็อบบี้ยิสต์ทางการเมืองในกรุงวอชิงตันที่ดำเนินงานมายาวนาน ซึ่งเคยถูกใช้โดยรัฐบาลทหารเมียนมาชุดก่อนในปี 2002 เพื่อพยายามปรับปรุงภาพลักษณ์ของตน

นับจากนั้น รัฐบาลทหารยังได้ว่าจ้างโรเจอร์ สโตน นักล็อบบี้ยิสต์ทางการเมืองผู้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และเป็นคนใกล้ชิดของประธานาธิบดีทรัมป์ ด้วยค่าจ้างเดือนละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านบาท)

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้นเอง อดัม กาสตีโย อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ และผู้สนับสนุนทรัมป์ ซึ่งเพิ่งพ้นจากตำแหน่งประธานหอการค้าอเมริกันในนครย่างกุ้ง เดินทางไปยังกรุงวอชิงตันเพื่อโน้มน้าวทีมงานของเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าถึงเวลาแล้วที่สหรัฐฯ ควรกลับเข้ามามีส่วนร่วมกับเมียนมาอีกครั้ง

กาสตีโยเชื่อว่าการที่สหรัฐฯ พึ่งพามาตรการคว่ำบาตรเพื่อโดดเดี่ยวรัฐบาลทหารนั้นประสบกับความล้มเหลว

"เมียนมามีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ไม่เพียงในแง่มุมทางศีลธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ด้วย" เขาเขียนไว้ในหนังสือ Finding Our Voice: A Story of Leadership in Crisis and the American Spirit Abroad (อาจแปลไทยได้ว่า ค้นพบเสียงของเรา: เรื่องราวของภาวะผู้นำในยามวิกฤตและจิตวิญญาณอเมริกันในต่างแดน)

เขาหารือกับทีมงานของรองประธานาธิบดีเกี่ยวกับวิธีที่สหรัฐฯ "สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาได้โดยไม่ต้องใช้สงครามหรือการโดดเดี่ยวคล้ายการคว่ำบาตร ลดอิทธิพลของจีนเหนือแร่ธาตุสำคัญ และสร้างความสอดคล้องระหว่างสันติภาพกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ"

คำบรรยายวิดีโอ, ชมวิดีโอ: กลุ่มกบฏในแนวหน้าของสงครามกลางเมืองเมียนมา

กาสตีโยกำลังผลักประตูที่เปิดอยู่แล้ว

การต้องพึ่งพาแร่หายากจากจีนของสหรัฐฯ ถูกเปิดให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อจีนระงับการส่งออกเพื่อตอบโต้กำแพงภาษีของทรัมป์ในเดือน เม.ย. จากนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการหาแหล่งแร่ทางเลือก และเมียนมาบังเอิญมีแหล่งสำรองแร่หายากขนาดใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อป้อนความต้องการของจีนแต่เพียงผู้เดียว

แทบจะในเวลาเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกแนวทางฉบับใหม่ให้กับสถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกเกี่ยวกับสิ่งที่ควรกล่าวถึงการเลือกตั้ง โดยระบุว่านับจากนี้ไป "ข้อความต่าง ๆ ควรหลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นเกี่ยวกับความเป็นธรรมหรือความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง ความชอบธรรมของกระบวนการดังกล่าว หรือคุณค่าทางประชาธิปไตยของประเทศที่เกี่ยวข้อง"

ดังนั้น เมื่อเมียนมาจัดการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเดือน ธ.ค. และ ม.ค. ที่ผ่านมา จึงเปิดทางให้พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เปลี่ยนสถานะของเขาจากผู้นำรัฐประหารมาเป็นประธานาธิบดีพลเรือนเพียงในนาม และสหรัฐฯ ไม่ได้ประณามการเลือกตั้งดังกล่าวว่าไม่เสรีและไม่เป็นธรรม เหมือนกับรัฐบาลตะวันตกส่วนใหญ่

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯ มักแสดงจุดยืนตัดสินการเลือกตั้งของประเทศอื่นอย่างสม่ำเสมอ แต่ในครั้งนี้สหรัฐฯ กลับไม่มีความเห็นใด ๆ

การตัดสินใจของวอชิงตันในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคลบางส่วนที่ตกเป็นเป้าหมายของรัฐบาลไบเดน ดูเหมือนจะยิ่งตอกย้ำทิศทางใหม่ของนโยบายสหรัฐฯ ต่อเมียนมา

"เป็นเวลาหลายปีที่แนวทางของสหรัฐฯ ต่อเมียนมาถูกกำหนดโดยการโดดเดี่ยว การคว่ำบาตร และการรักษาระยะห่าง" บริษัทล็อบบี้ยิสต์ ดีซีไอ (DCI) เขียนไว้ในจดหมายข่าวฉบับล่าสุด "ยุคนั้นจบลงแล้ว... และนับว่าโชคดีที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีความกล้าหาญที่จะลองทำสิ่งที่แตกต่างออกไป"

น้ำเสียงอาจเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน แต่เนื้อหาสาระของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับเมียนมาไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก

"ในทางปฏิบัติแล้วการเปลี่ยนแปลงมีน้อยกว่าที่พาดหัวข่าวบอกไว้" ริชาร์ด ฮอร์ซีย์ ที่ปรึกษาด้านเมียนมาของอินเตอร์เนชันแนล ไครซิส กรุ๊ป (International Crisis Group) กล่าว และเสริมว่าพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ยังคงถูกคว่ำบาตรอยู่

"สิ่งใหม่ ๆ คือ ระดับของการติดต่อและสถานที่ที่มีการติดต่อ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้เดินทางไปยังกรุงเนปิดอว์แล้ว ซึ่งนั่นคือสิ่งที่พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ต้องการอย่างยิ่ง สิ่งต่อไปที่เขาต้องการคือการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร และนั่นจะทำได้ยากกว่า"

Myanmar's President Min Aung Hlaing (L) shakes hands with Malaysia's Prime Minister Anwar Ibrahim during a welcome ceremony at the prime minister's office in Putrajaya on October 8, 2026.
คำบรรยายภาพ, พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา ระหว่างการเดินทางเยือนมาเลเซียเพื่อภารกิจทางการทูตเมื่อไม่นานมานี้

สิ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อเมียนมามากกว่าคือนโยบายหนึ่งที่ริเริ่มโดยทรัมป์เมื่อปีที่แล้วนั่นคือการยุบหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ซึ่งทำให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่มฝ่ายค้าน สื่ออิสระของฝ่ายต่อต้าน และผู้ลี้ภัยถูกตัดลดลงไปมากกว่าครึ่ง

นอกจากนี้ยังมีการตัดสินใจยกเลิกสถานะคุ้มครองชั่วคราว (Temporary Protected Status) ของชาวเมียนมา 4,000 รายที่ขอลี้ภัยในสหรัฐฯ ซึ่งถูกวิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชน และยังส่งผลให้ชาวเมียนมาเหล่านั้นต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกส่งกลับประเทศ ซึ่งหลายคนอาจเผชิญกับการถูกคุมขังหรือสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น

ส่วนเรื่องแร่หายากหรือแร่แรร์เอิร์ธ (rare earth) ในเมียนมานั้น มีผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่มากนักที่เชื่อว่าแร่เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ได้จริง เนื่องจากแหล่งแร่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ที่มีการแย่งชิงกันระหว่างกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ

ปัจจุบันแร่เหล่านี้ถูกขุดโดยบริษัทจีนซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในการดำเนินงานในพื้นที่ชายแดนที่ไร้กฎหมายเหล่านี้ และถูกขนส่งข้ามพรมแดนไปแปรรูปในจีน จึงยากที่จะมองเห็นว่าสหรัฐฯ จะสามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ได้อย่างไร

นอกจากนี้ยังเป็นที่น่าสงสัยว่าสหรัฐฯ จะได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากรัฐบาลเมียนมาต่อกรณีการปราบปรามอุตสาหกรรมหลอกลวงทางออนไลน์หรือไม่

แม้มีการเผยแพร่ให้เห็นปฏิบัติการต่อศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่หลายแห่งอยู่หลายครั้ง แต่เครือข่ายอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลังการหลอกลวงเหล่านี้ก็แค่กระจายตัวไปสู่พื้นที่ห่างไกลมากขึ้น และลดขนาดการดำเนินงานให้เล็กลง ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตามศูนย์เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ยังดำเนินงานภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่เป็นพันธมิตรกับกองทัพเมียนมา

"การพูดคุยกับเนปิดอว์ไม่ใช่เรื่องผิดในตัวมันเอง" ฮอร์ซีย์กล่าว

"คำถามคือวอชิงตันต้องการอะไร และยอมแลกอะไรออกไป สหรัฐฯ ควรใช้ช่องทางนี้เพื่อผลักดันประเด็นที่สำคัญที่สุด เช่น การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการยุติการโจมตีทางอากาศต่อพลเรือน ควรเดินหน้าพูดคุยกับฝ่ายค้านและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ซึ่งควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ และในเรื่องการหลอกลวงออนไลน์ สิ่งที่สหรัฐฯ สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดคือการประสานงานกับรัฐบาลอื่น ๆ ในภูมิภาครวมถึงจีน เพื่อติดตามเส้นทางการเงิน"

อย่างไรก็ตาม คำถามที่สำคัญกว่าอาจเป็นคำถามที่ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งกำลังวุ่นอยู่กับปัญหาการเมืองภายในประเทศและสงครามกับอิหร่านนั้นจะมีขีดความสามารถเพียงพอที่จะให้ความสนใจต่อเมียนมาอย่างต่อเนื่องจริงจังหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะท้าทายอิทธิพลครอบงำของจีนได้หรือไม่