มนุษย์ใกล้เข้าใจว่าสัตว์กำลังสื่อสารอะไรแล้วหรือยัง ?

เวลาอ่าน: 9 นาที

ในปี 2025 มีการจัดการแข่งขัน คอลเลอร์ ดูลิตเติล ชาเลนจ์ (Coller Dolittle Challenge) ครั้งแรก โดยมอบรางวัลให้แก่งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มุ่งหาวิธีสื่อสารกับสัตว์

การแข่งขันนี้มีทีมวิจัยจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ชนะ หลังพวกเขาค้นพบว่าเสียงผิวปากของโลมาบางชนิด อาจทำหน้าที่คล้ายกับคำพูดของมนุษย์

การพูดคุยกับสัตว์เคยเป็นเพียงเรื่องในหนังสือและภาพยนตร์ แต่ทุกวันนี้มันยังเป็นแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ อยู่หรือไม่ หรืออาจกลายเป็นความจริงได้ในไม่ช้า

แล้วปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) จะช่วยเราได้อย่างไรบ้าง

สุ้มเสียงใหม่ ๆ

เทคโนโลยีช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับการสื่อสารของสัตว์ให้เราได้แล้วในระดับหนึ่ง โดยไมโครโฟนชนิดพิเศษช่วยให้เราตรวจจับเสียงที่หูมนุษย์ไม่ได้ยิน เช่น เสียงอัลตราโซนิกที่ค้างคาวสร้างขึ้น

เคต โจนส์ ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพ จากมหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน (UCL) บอกว่าขณะที่หูมนุษย์สามารถได้ยินเสียงได้สูงสุดราว 20 กิโลเฮิรตซ์ แต่ค้างคาวบางชนิดสามารถส่งเสียงที่ "สูงได้ถึง 212 กิโลเฮิรตซ์"

"พวกมันใช้เสียงเหมือนกับที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไปใช้เพื่อบอกกับพวกมันตัวอื่น ๆ ว่ากำลังไม่พอใจ กำลังหวาดกลัว หรือใช้เป็นเสียงเรียกคู่ผสมพันธุ์" เธอกล่าวกับรายการ เดอะ ด็อกคิวเมนทารี พอดแคสต์ (The Documentary Podcast) ของบีบีซี

ในฐานะมนุษย์ เราต่างคุ้นเคยกับการรับรู้โลกผ่านขอบเขตประสาทสัมผัสของตัวเอง แต่เทคโนโลยีใหม่ ๆ สามารถช่วยขยายขอบเขตนั้นออกไปได้แล้ว

"มันเปลี่ยนวิธีที่คุณคิดเกี่ยวกับธรรมชาติและการรับรู้ เพราะฉันรู้ว่ายังมีอะไรอีกมากมายกว่านั้น" ศ.โจนส์กล่าว

เทคโนโลยียังช่วยตรวจจับเสียงที่ต่ำเกินกว่ามนุษย์จะได้ยินได้ด้วย เช่น เสียงที่ช้างส่งออกมา

ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 เคธี เพย์น นักชีววิทยา เดินทางไปเยือนสวนสัตว์แห่งหนึ่งในเมืองพอร์ตแลนด์ของสหรัฐฯ และสังเกตได้ถึงความรู้สึกแปลก ๆ ขณะอยู่ใกล้ช้าง

"ฉันเห็นพฤติกรรมทางสังคมที่น่าทึ่งมากมาย และค่อย ๆ ตระหนักว่าตัวเองกำลังรับรู้บางอย่างที่แปลกไป มันรู้สึกเหมือนแรงสั่นสะเทือนในอากาศ" เธอเล่าในรายการของบีบีซีเมื่อปี 2013

เมื่อใช้อุปกรณ์บันทึกเสียง เธอพบว่าช้างกำลังส่งเสียงในช่วงอินฟราซาวนด์ (infrasound) ซึ่งมีความถี่ต่ำมาก การค้นพบนี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการทำความเข้าใจการสื่อสารของช้าง

จากนั้น เพย์นได้ร่วมก่อตั้งโครงการเอลิแฟนท์ ลิสเซินนิง โปรเจ็กต์ (Elephant Listening Project) เพื่อบันทึกชีวิตของช้างป่าในแอฟริกาผ่านเสียงที่พวกมันเปล่งออกมา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังคงใช้ฐานข้อมูลของโครงการนี้มาจนถึงปัจจุบัน โดยฐานข้อมูลดังกล่าวยังคงถูกเก็บรักษาไว้ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ในสหรัฐฯ และขณะนี้มันกำลังถูกนำมาประมวลการทำงานร่วมกับพลังของเอไอ

การประมวลผลแบบเรียลไทม์

อลาสแตร์ พิกเคอริง นักวิจัย ได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน โดยใช้ฐานข้อมูลเสียงของช้างซึ่งมีการติดป้ายกำกับตามอายุ เพศ พฤติกรรม และแม้กระทั่งสภาวะทางอารมณ์ เพื่อนำไปฝึกอัลกอริทึมของเอไอ

"เราจะไล่ฟังไฟล์เสียงแล้วบอกว่า 'ในส่วนนี้ของภาพ มีช้างเพศผู้กำลังอยู่ในภาวะเสียใจ' จากนั้นเอไอจะเรียนรู้ที่จะเชื่อมโยงรูปแบบในภาพเหล่านั้นเข้ากับป้ายกำกับที่กำหนดไว้" เขาอธิบาย

พิกเคอริงกล่าวว่า ในขณะที่อุปกรณ์บันทึกเสียงแบบดั้งเดิมอาจถูกปล่อยทิ้งไว้ในภาคสนามเป็นเวลาหลายเดือนก่อนจะนำเสียงมาประมวลผล แต่เครื่องมือเอไอสามารถวิเคราะห์เสียงร้องของช้างได้แบบเรียลไทม์หรือตามเวลาที่กำลังเกิดขึ้นจริง

สิ่งนี้อาจช่วยเราทำงานได้ เช่น การคาดการณ์เหตุการณ์ที่ช้างเข้าไปในหมู่บ้านหรือเมืองต่าง ๆ และทำลายพืชผลว่ามันอาจมีจำนวนครั้งเพิ่มขึ้นเท่าใด

"ตอนนี้มันยังทำไม่ได้ แต่ [สักวันหนึ่ง] มันอาจสามารถระบุรูปแบบเสียงที่บ่งชี้ถึงความเครียดหรือการตื่นตัวทางอารมณ์ในระดับสูง ซึ่งเราอาจคาดได้ว่านี่คือสัญญาณเริ่มต้น ก่อนที่ช้างจะบุกเข้ามาในพื้นที่ชุมชน" เขากล่าว

ทว่าเครื่องมือเอไอก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ และอาจต้องอาศัยการป้อนข้อมูลจากมนุษย์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำมากขึ้น

"ถ้าคุณติดตั้งอุปกรณ์บันทึกเสียงลักษณะนี้ มันจะบันทึกทุกเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงนกทูแคนที่ดังอยู่ด้านหลัง หรือแม้แต่เสียงหยดฝน" พิกเคอริงกล่าว

เครื่องมือดังกล่าวอาจไม่รู้ว่าเสียงใดที่สำคัญ หากนกทูแคนตัวเดิมส่งเสียงทุกครั้งที่ช้างส่งเสียงด้วย เอไออาจเผลอเชื่อมโยงเสียงของนกทูแคนเข้ากับเสียงของช้างได้โดยไม่ตั้งใจ

"ดังนั้นคุณจึงต้องพยายามช่วยประสานเครือข่ายให้ไปถึงผลลัพธ์ที่ถูกต้อง" เขากล่าว

นักแปลภาษาสัตว์

นอกจากพยายามช่วยให้เราเข้าใจและคาดการณ์พฤติกรรมของช้างแล้ว โจนส์บอกว่าเอไอยังสามารถนำมาใช้ระบุชนิดของค้างคาวจากเสียงร้องของพวกมันได้ด้วย

"คุณก็แค่ฝึกเครื่องจักรหรือเอไอให้แยกแยะความแตกต่าง" เธอกล่าว "มันก็เหมือนกับการฝึกให้สิริ (Siri) จำเสียงของคุณได้ เราจึงฝึกอัลกอริทึมเหล่านี้ให้รู้จักค้างคาวชนิดต่าง ๆ"

เดวิด กรูเบอร์ ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยซิตีแห่งนิวยอร์ก และผู้ก่อตั้งโครงการเซเทเชียน ทรานสเลชัน อินิชิเอทีฟ หรือเซติ (Cetacean Translation Initiative - Ceti) กล่าวว่าเอไอยังแสดงศักยภาพช่วยถอดรหัสการสื่อสารของวาฬสเปิร์มด้วยเช่นกัน ซึ่งพวกมันสื่อสารกันด้วยเสียงคลิก

จากการใช้เครื่องมือเอไอที่คล้ายกับซอฟต์แวร์แปลภาษาของมนุษย์มาค้นหารูปแบบและโครงสร้างของเสียงคลิก เขาประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการคาดการณ์ว่าเสียงคลิกครั้งถัดไปที่วาฬสเปิร์มจะส่งออกมานั้นมันจะเป็นอย่างไร

"มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ มากมายที่เราเริ่มนำมาใช้แล้ว" เขากล่าว "ผมคิดว่าพวกเรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งในการได้เรียนรู้รายละเอียดของระบบการสื่อสารของพวกมันมากขึ้นเรื่อย ๆ"

เป้าหมายสูงสุดของเขาคือการสร้างตัวแปลความที่สามารถถอดรหัสระบบการสื่อสารใด ๆ ก็ได้

"มันจำเป็นต้องมีเครื่องมือใหม่และวิธีการมองเรื่องนี้แบบใหม่ และเครื่องมือเหล่านี้ยังสามารถนำไปใช้ข้ามสายพันธุ์ได้ รวมทั้งอาจนำไปใช้ในวันที่เราพบกับสิ่งมีชีวิตในกาแล็กซีอื่นด้วย" กรูเบอร์กล่าว

การเรียนรู้ "ภาษาโลมา"

อีกประเด็นหนึ่งคือยังมีคำถามว่าเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถสร้างการสื่อสารแบบสองทางกับสัตว์ต่าง ๆ ได้หรือไม่

สำหรับโครงการเซตินั้น กรูเบอร์กล่าวว่าเป้าหมายไม่ใช่การพูดคุยกับวาฬสเปิร์ม แต่คือการรับฟังพวกมัน

"ในแง่หนึ่ง เราพูดกับวาฬอยู่แล้วผ่านเสียงของเรือของเรา" เขากล่าว "เราสร้างเสียงดังขึ้นมากมาย… โครงการนี้จึงเป็นเรื่องของการแปลเสียงของพวกมัน โดยทำให้พวกเราไร้ตัวตนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้"

ศาสตราจารย์วินเซนต์ ยานิก นักวิจัยด้านโลมาจากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่คว้ารางวัลคอลเลอร์ ดูลิตเติล ชาเลนจ์ ครั้งแรก ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่อ้างว่าสามารถสื่อสารกับสัตว์ได้เช่นกัน

เขาตั้งคำถามให้เราลองคิดว่า หากเราสามารถพูดคุยกับสัตว์ได้จริง ๆ เราจะพูดอะไรกับพวกมัน

"คุณอยากจะถามพวกมันว่า สีโปรดคือสีอะไรหรือ" เขากล่าว "คุณจะค้นพบอย่างรวดเร็วว่าพวกมันคิดอย่างไรกับคำถามนี้ พวกมันรับรู้และแทนค่าสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างไรกันแน่"

เขากล่าวต่อไปว่าเราไม่ควรคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ "ภาษาโลมา" ในแบบเดียวกับที่เราเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ

"[บรรดาสัตว์ต่าง ๆ] ไม่มีโครงสร้างประสาทสัมผัสแบบเดียวกับเรา ไม่มีชีววิทยาแบบเดียวกับเรา ดังนั้นการสื่อสารใด ๆ ที่พวกมันมี ย่อมแตกต่างออกไป"