สส.ภูมิใจไทยชงแก้กฎหมายเปลี่ยนท่อเงินไทยพีบีเอสจากภาษีบาป แต่ละฝ่ายมองความเคลื่อนไหวนี้อย่างไร

ที่มาของภาพ, HANDOUT
ในปีที่ 18 "ไทยพีบีเอส" สื่อสาธารณะแห่งเดียวของไทยกำลังถูกท้าทายจากการเสนอแก้กฎหมายเงินบำรุงจำนวนราว 2,000 ล้านบาทที่ได้จาก "ภาษีบาป" ให้ไปรับเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลว่าองค์การสื่อแห่งนี้จะไร้หลักประกันด้านความเป็นอิสระ แม้ผู้ยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายยืนยันกับบีบีซีไทยว่า "ไม่ไช่การแทรกแซงสื่อ"
นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย และคณะ เสนอร่างการเงินเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยรายละเอียดระบุว่าเสนอให้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญคือการเปลี่ยนแหล่งเงินบำรุงองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ "ไทยพีบีเอส" จากเงินที่ได้จากภาษีสุราและยาสูบ เป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี พร้อมกับยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บเงินบำรุงดังกล่าว
สำหรับเหตุผลในการเสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ระบุว่ารัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะการเงินของประเทศมีความมั่นคงและยั่งยืน โดย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 กำหนดหลักการว่า ไม่ควรออกกฎหมายจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเพื่อนำรายได้ไปใช้จ่ายให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งโดยเฉพาะ ยกเว้นรายได้ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
แม้กฎหมายดังกล่าวจะเปิดช่องให้กฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ก่อนปี 2561 ยังคงใช้บังคับต่อไปได้ แต่ผู้เสนอร่างเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการเฉพาะกาล จึงควรปรับปรุงกฎหมายที่ขัดกับหลักวินัยการเงินการคลังให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
ร่างกฎหมายดังกล่าวจึงเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้นำรายได้จากภาษีสุราและยาสูบส่วนหนึ่ง ซึ่งส่งตรงเป็นเงินบำรุงแก่หน่วยงานต่าง ๆ โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เพื่อให้การบริหารงบประมาณของรัฐเป็นไปตามหลักวินัยการเงินการคลังและอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเงินบำรุงไทยพีบีเอส จากเงินที่ได้จากภาษีสุราและยาสูบ เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน
นายศุภชัยชี้แจงสั้น ๆ กับบีบีซีไทยว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อแทรกแซงหรือยุบไทยพีบีเอสในอนาคต แต่เป็นการเปลี่ยนเส้นทางการเงินเท่านั้น
"เป็นการแก้แหล่งที่มา [ของเงิน] แหล่งเดียว เรื่องอื่นไม่ได้แก้เลย" เขากล่าว
ปัจจุบัน ร่างกฎหมายฉบับนี้อยู่ในขั้นตอนเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 30 ก.ย. ถึง 14 ต.ค. 2569 โดยในร่างระบุว่ากำหนดให้การเปลี่ยนแปลงรายได้ของไทยพีบีเอสมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2570
ข้อมูล ณ วันที่ 8 ต.ค. มีผู้แสดงความเห็นราว 30,657 คน เห็นด้วยกับการแก้ไขร่างกฎหมายประมาณ 4.30 % และไม่เห็นด้วย 95.26%
ปัจจุบันไทยพีบีเอสมีแหล่งเงินมาจากที่ใด
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ผู้เคยร่วมร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 บอกกับบีบีซีไทยว่ารายได้หลักของไทยพีบีเอส หรือที่เรียกว่า "เงินบำรุงองค์การ" ในกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อยู่นั้น มาจาก "ภาษีบาป"
เงินจำนวนดังกล่าวได้จากการจัดเก็บเงินจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบในอัตรา 1.5% ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ แล้วนำมาจัดสรรให้เป็นรายได้ของไทยพีบีเอส สูงสุดไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท
"ก่อนที่จะมีไทยพีบีเอส มีภาษีสรรพสามิตอยู่แล้ว พอมีไทยพีบีเอสก็เก็บผู้ประกอบการกลุ่มเหล้าและบุหรี่เพิ่มเติมมาอีก 1.5% จากภาษีสรรพสามิต หากจัดเก็บได้เกิน 2,000 ล้านบาท ที่เหลือก็ส่งไปให้กรมสรรพสามิต" เขาอธิบาย
ดร.สมเกียรติตั้งข้อสังเกตด้วยว่าหากให้ไทยพีบีเอสต้องใช้เงินงบประมาณแทน แล้วเงิน 1.5% ตรงนี้หายไปไหน เนื่องจากร่างกฎหมายของนายศุภชัยไม่ได้ระบุไว้ ดังนั้นอาจทำให้กลุ่มผู้ผลิตเหล้าและบุหรี่อาจเสียภาษีลดลงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ในโพสต์หนึ่งของนายศุภชัยชี้แจงว่า การแก้ไขที่มาแหล่งเงินของไทยพีบีเอสในครั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าเอาเงินไปคืนให้ธุรกิจสุราหรือยาสูบ แต่จะมีการออกกฎกระทรวงเพื่อปรับอัตราภาษีสรรพสามิตออกมาเพื่อรองรับรายได้ในส่วนเดิม
"เงินไม่ได้หายไปไหน ผู้ประกอบการไม่ได้ประโยชน์" นายศุภชัย ระบุ
สำหรับเงินบำรุงไทยพีบีเอสที่ถูกยกเลิกไป จะมีกฎกระทรวงปรับอัตราภาษีสรรพสามิตออกมารองรับรายได้ในส่วนเดิม
ทั้งนี้ กฎหมายไทยพีบีเอสยังเปิดช่องให้มีรายได้เพิ่มเติมจากการนำรายการไปขายต่างประเทศ แต่เนื่องจากรายการส่วนใหญ่ผลิตเพื่อผู้ชมในประเทศ จึงมีจำนวนไม่มากที่ขายได้
นอกจากนี้ ยังเปิดให้รับเงินบริจาคโดยไม่มีเงื่อนไขผูกมัด ซึ่ง ดร.สมเกียรติบอกว่าในทางปฏิบัติพบว่า "เป็นไปได้ยากที่จะมีเงินตรงนี้เป็นเนื้อเป็นหนัง" โดยหลัก ๆ ไทยพีบีเอสจึงมีแหล่งเงินจากภาษีบาป
จากการสืบค้นโดยบีบีซีไทย ยังพบว่าไทยพีบีเอสยังมีรายได้จากโครงการทีวีดิจิทัลอีกราว 390 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา ซึ่งในจำนวนนี้หลัก ๆ มาจากการให้บริการโครงข่ายและค่าบริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ อย่างไรก็ตาม องค์การยังมีความเสี่ยงจากการที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะสิ้นสุดลงในปี 2572 ทำให้ต้องเร่งหาแหล่งรายได้ใหม่มาทดแทนในส่วนนี้
ไทยพีบีเอสมีแหล่งเงินจาก "ภาษีบาป" ได้อย่างไร
ดร.สมเกียรติบอกว่าในขั้นตอนการร่างกฎหมายจัดตั้งไทยพีบีเอสเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน มีการพิจารณารูปแบบทางการเงินหลายตัวเลือกจนกว่าจะได้ข้อสรุปว่าแหล่งเงินใดเหมาะสมที่สุด
เขาบอกว่าเงินงบประมาณแผ่นดินเป็นตัวเลือกแรกที่ถูกตัดออก เพราะไม่สามารถสร้างหลักประกันเรื่องความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองได้เลย จากบทเรียนหลายวาระที่แสดงให้เห็นว่ารัฐสามารถแทรกแซงช่อง 11 (เอ็นบีทีในปัจจุบัน) รวมถึงกรมประชาสัมพันธ์ ผ่านการจัดสรรงบประมาณและการแต่งตั้งบุคคลให้เข้าไปดำรงตำแหน่งภายในองค์การ
อีกทางเลือกหนึ่งที่ถูกนำมาพิจารณาคือ เป็นสื่อสาธารณะที่หารายได้จากการโฆษณาได้ แต่ก็มีบทเรียนจาก "ไอทีวี" ซึ่งเคยถูกออกแบบให้เป็นทีวีเสรี แต่สุดท้ายก็ถูกทุนแทรกแซงผ่านเม็ดเงินโฆษณา ตัวเลือกนี้จึงถูกปัดตกไป
ตัวเลือกต่อมาคือ earmarked tax (ภาษีเฉพาะ) จากการซื้อโทรทัศน์หรือทีวี เนื่องจากในตอนนั้นเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ทำให้ทีวีจอแบนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่เมื่อคำนวณตัวเลขแล้วพบว่ามีความผันผวนสูงและไม่มีความแน่นอน ซึ่งจะกระทบต่ออิสระในการทำงานของไทยพีบีเอสในอนาคต ทำให้ตัวเลือกนี้ไม่สามารถไปต่อได้
สุดท้ายแล้วมาลงตัวที่ภาษีจากสุราและยาสูบในลักษณะภาษีเฉพาะเช่นกัน โดยมองว่าตอบโจทย์ 2 ต่อ ได้แก่ ช่วยลดการบริโภคเหล้าและบุหรี่ พร้อมกับสร้างแหล่งรายได้ที่เป็นหลักประกันความแน่นอนให้กับองค์การสื่อสาธารณะแห่งนี้ เพื่อช่วยให้ไทยพีบีเอสเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองและการเงิน
"จริง ๆ แล้ว ไทยพีบีเอสส่วนหนึ่งก็ถูกออกแบบคล้าย ๆ กับบีบีซี แต่ว่ากรณีบีบีซีนั้นเป็นสื่อที่เก่าแก่ เกิดขึ้นมาก่อนสื่อพาณิชย์อื่น ๆ ก็เลยมีระบบไฟแนนเชียลโมเดลแบบหนึ่ง ซึ่งในมุมหนึ่งก็ก่อให้เกิดประโยชน์มากนะครับกับการสร้างวินัยของบีบีซี
ในเวลาเดียวกันคนที่อยู่บีบีซีก็จะรู้ว่าไม่ง่ายเลย เพราะต้องมาต่อชาร์เตอร์ (charter) กันทุกกี่ปี ๆ และเป็นจังหวะที่การเมืองเข้ามาแทรกแซงได้ แต่การเมืองอังกฤษก็เป็นต้นแบบประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นก็เรียกได้ว่ากลไกตรวจสอบถ่วงดุลมันก็ดีกว่า ในกรณีประเทศไทย การมีสื่อที่จะเป็นอิสระจากรัฐได้ ก็ต้องมีแหล่งเงินทุนที่รับประกัน [ความแน่นอน] ได้ ส่วนตัวจึงคิดว่า earmarked tax แบบนี้มีเหตุมีผลที่อธิบายได้รองรับอยู่" ดร.สมเกียรติ กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai news pix
ด้านนายศุภชัยตอบโต้ผ่านเฟซบุ๊กของตนว่าแหล่งที่มาของเงินกับความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เป็นคนละเรื่องกัน "เพราะฉะนั้น อย่าทำให้สังคมเข้าใจง่าย ๆ ว่า earmarked tax คือ อิสระ งบประมาณ คือ ถูกแทรกแซง"
เขาให้เหตุผลว่า วันนี้ประเทศไทยมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 แล้ว บริบททางกฎหมายจึงไม่เหมือนวันที่ออกกฎหมายจัดตั้งไทยพีบีเอสเมื่อ 20 ปีก่อน ดังนั้นการแก้ earmarked tax ไม่ได้แปลว่ายกเลิกไทยพีบีเอส ไม่ได้แปลว่าตัดงบไทยพีบีเอส
"ถ้าหลักคิดนี้เป็นจริง ผมขอถามว่าศาล องค์การอิสระ และหน่วยงานของรัฐที่ต้องรับงบประมาณผ่านกระบวนการงบประมาณของรัฐสภา ถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซงและหมดความเป็นอิสระทั้งหมดหรือไม่ ? คำตอบย่อมไม่ใช่" นายศุภชัย ระบุ
สส.จากพรรคภูมิใจไทยผู้นี้ยืนยันว่าสามารถออกแบบกฎหมายให้ไทยพีบีเอสมีหลักประกันความเป็นอิสระทางวิชาชีพ "ไม่ให้รัฐบาลสั่งข่าว ไม่ให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงเนื้อหา" แต่ขณะเดียวกันเงินสาธารณะก็ต้องอยู่ภายใต้ระบบตรวจสอบและวินัยการเงินการคลังที่เหมาะสมได้ด้วยเช่นกัน
การเปลี่ยนแหล่งเงินไทยพีบีเอสช่วยรักษาวินัยการเงินการคลังหรือไม่
ดร.สมเกียรติให้ความเห็นว่าสัดส่วนเงินบำรุงไทยพีบีเอสที่ถูกกำหนดเพดานสูงสุดไว้ที่ไม่เกินปีละ 2,000 ล้านบาท เมื่อเทียบงบประมาณแผ่นดินปีล่าสุดซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท คิดเป็นเพียง 0.05% เท่านั้น หรือเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ คือในเงินงบประมาณ 100 บาท ไทยพีบีเอสใช้ไปประมาณ 5 สตางค์
"เพราะฉะนั้นมันไม่ได้สร้างปัญหาวินัยทางการเงินการคลังใหญ่โตอะไร" เขากล่าว
ประธานทีดีอาร์ไอผู้นี้กล่าวต่อว่า หากสุดท้ายแล้วไทยพีบีเอสต้องหันไปพึ่งพาเงินงบประมาณจริง ก็ไม่ต่างจากการได้ช่อง 11 เพิ่มขึ้นมาอีกช่องหนึ่ง และต้องรอการจัดสรรงบจากรัฐ ซึ่งหากดูงบประมาณปี 2570 ซึ่งเพิ่งผ่านการพิจารณาไปก็จะพบว่าเงินลงทุนแทบไม่เหลือเลย และงบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับงบประจำ
"เพราะฉะนั้น หากให้ไปเบียดเบียนกับก้อนนั้นอีก ก็เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ แปลว่าอำนาจต่อรองจะอยู่กับฝ่ายการเมืองที่พิจารณางบประมาณว่าจะให้ใคร และสุดท้ายแล้ว หากไทยพีบีเอสทำรายการที่ฝ่ายการเมืองไม่ชอบ ก็จะถูกตัดงบ ถูกกดดัน เป็นสิ่งที่คาดหมายได้ว่าอาจจะเกิดขึ้น เพราะมันมีปรากฏการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นคล้าย ๆ กันในไทยและทั่วโลก" ดร.สมเกียรติ กล่าว
เขาตั้งข้อสังเกตต่อว่า หากมีความกังวลเรื่องวินัยการเงินการคลังจริง ควรจัดการกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งใช้เงินที่จัดเก็บจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตโดยไม่ผ่านกลไกงบประมาณปกติปีละกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าของไทยพีบีเอสหลายเท่า และกำลังประสบปัญหาธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการอย่างเห็นได้ชัดก่อนหรือไม่
"เป็นที่ทราบกันนะครับว่า กสทช. มีรายได้ส่วนใหญ่จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตของบริษัทผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสื่อและโทรคมนาคม โดยเฉพาะบริษัทโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ และมีมูลค่าใหญ่กว่าไทยพีบีเอสมาก ถ้าท่านเป็นห่วงวินัยการเงินการคลังจริง ๆ มีเงินก้อนใหญ่กว่าและเป็นปัญหามากกว่าอย่างชัดเจนนะครับ ทําไมไม่เข้าไปลุยจุดนั้นก่อน เรื่องนี้ก็เป็นคําถามที่ผมคิดว่าสังคมน่าจะตั้งข้อสังเกตว่าท่านจัดลําดับความสําคัญอย่างไร ถ้าไม่มีคําอธิบายที่ดี คนก็จะเข้าใจไปว่า ที่ท่านเข้ามาอ้างเรื่องวินัยการเงินการคลังกรณีไทยพีบีเอสเป็นเพียงความต้องการอยากจะคุมสื่อหรือเปล่า" ดร.สมเกียรติ ตั้งคำถาม
"ทุกคนก็เห็นว่ามีความล้มเหลวของ กสทช. อยู่สารพัดเรื่องนะครับ ทั้งการประชุมกรรมการที่ค้างคามานานจนมีเรื่องค้างรอพิจารณาเป็นร้อยเรื่อง การปล่อยให้มีการควบรวมบริษัทโทรศัพท์มือถือที่ทำให้เกิดการผูกขาด และการไม่คุ้มครองผู้บริโภคในด้านต่าง ๆ หลายเรื่อง ถ้าสนใจวินัยการเงินการคลังจริง กสทช. คือหลุมดำใหญ่เลย ผมจึงอยากให้ผู้เสนอกฎหมายจัดการปัญหานี้ก่อนนะครับ" ประธานทีดีอาร์ไอกล่าวเสริม
เมื่อผู้เสนอแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอสอ้างถึงวินัยการเงินการคลัง ดร.สมเกียรติยังมีข้อกังขาต่อมุมมองเรื่องวินัยการเงินการคลังของผู้เสนอแก้ไขกฎหมายด้วย เนื่องจากนายศุภชัยเคยเสนอนโยบายพักหนี้หรือลดต้นลดดอกกองทุนกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) มาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลังอย่างมาก

ที่มาของภาพ, HANDOUT
ด้านนายศุภชัยแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กว่า รายได้จากภาษีควรเข้าสู่ระบบการคลังของประเทศอย่างเป็นเอกภาพ และผ่านกระบวนการจัดสรรงบประมาณที่สามารถตรวจสอบได้โดยรัฐสภา พร้อมกับยืนยันว่าหากยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ รัฐยังสามารถปรับอัตราภาษีสรรพสามิตในระดับที่เหมาะสมเพื่อรักษาระดับรายได้เดิมได้ ดังนั้น เงินรายได้ของรัฐจะไม่ได้หายไป และผู้ประกอบการสุราหรือยาสูบก็ไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มเติม
เขาบอกว่า ในกรณีของไทยพีบีเอสนั้นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงมีเพียงเส้นทางการนำส่งรายได้ จากเดิมที่เงินส่วนหนึ่งถูกกำหนดปลายทางไว้ล่วงหน้าและส่งตรงไปยังองค์การหรือกองทุนเฉพาะกิจ มาเป็นรายได้แผ่นดินที่เข้าสู่กระบวนการงบประมาณตามปกติ และมองว่า "นี่คือหลักการสำคัญของวินัยการคลัง" เนื่องจากในแต่ละปีประเทศมีความจำเป็นใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ หากมีการกันรายได้บางส่วนไว้ให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอย่างถาวร จะทำให้ความยืดหยุ่นในการบริหารงบประมาณของรัฐบาลและรัฐสภาลดลง
อย่างไรก็ตาม นายศุภชัยก็เห็นด้วยว่าการปฏิรูปภาษีเพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีการปฏิรูปรายจ่ายภาครัฐควบคู่กันไป เพราะการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ต้องมาพร้อมกับการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ลดความซ้ำซ้อนของโครงการ และสามารถชี้ให้เห็นได้ว่าเงินภาษีทุกบาทถูกใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
ท่าทีของไทยพีบีเอสเป็นเช่นไร
เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสออกแถลงการณ์ระบุว่า ไทยพีบีเอสถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะ โดยยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารที่เที่ยงตรง รอบด้าน และสมดุล ควบคู่กับการยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมทั้งดำเนินงานโดยปราศจากอิทธิพลทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์
ไทยพีบีเอสเห็นว่าความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะไม่ใช่สิทธิหรือผลประโยชน์ขององค์การ ผู้บริหาร หรือบุคลากรขององค์การ แต่เป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและพื้นที่สาธารณะที่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐ อำนาจทางการเมือง และอำนาจทางธุรกิจ
ด้วยเหตุนี้ ไทยพีบีเอสจึงเห็นว่าการพิจารณาปรับเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสควรคำนึงถึงอย่างน้อย 2 หลักการสำคัญควบคู่กัน ได้แก่ หลักวินัยการเงินการคลังของรัฐ และหลักความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ โดยไม่ควรให้การคุ้มครองหลักการด้านใดด้านหนึ่งจนส่งผลกระทบหรือลดทอนหลักประกันของอีกด้านหนึ่ง เพราะทั้งสองหลักการล้วนมีความสำคัญต่อประโยชน์สาธารณะและระบบประชาธิปไตยในระยะยาว และเห็นว่าก่อนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรายได้ควรมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งต่อความเป็นอิสระทางการเงิน ความต่อเนื่องของภารกิจสาธารณะ เสรีภาพของกองบรรณาธิการ และความสามารถในการวางแผนระยะยาว
"หากจะเปลี่ยนแหล่งรายได้ของ ส.ส.ท.ไปสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปี จำเป็นต้องมีหลักประกันทางกฎหมายและเชิงสถาบันที่แน่ชัดว่า กระบวนการจัดสรร การพิจารณา ตลอดจนการปรับเพิ่มหรือลดงบประมาณ จะไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหรือสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการ หรือการทำหน้าที่ทางวิชาชีพและเสรีภาพของบรรณาธิการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต" แถลงการณ์ของไทยพีบีเอส ระบุ
ด้านนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสเกาะติดประเด็นปัญหาการระบาดของปลาหมอคางดำ มลพิษข้ามแดน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฝุ่น PM 2.5 หรือปัญหาสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำกกทางภาคเหนือ ไปจนถึงการติดตามเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ ต่างจากสื่ออื่น ๆ ที่อาจอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มทุน จึงไม่กล้านำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมาหรือสม่ำเสมอเช่นไทยพีบีเอส ดังนั้นจึงกังวลว่าหากต้องใช้งบประมาณจากรัฐ ทางองค์การก็อาจสูญเสียความอิสระในการนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ
"ถามว่าหากไปอยู่ภายใต้งบประมาณของรัฐ หลักประกันคืออะไร หลายท่านบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เราใช้อิสระเสรีภาพได้เต็มที่ แต่อะไรคือหลักประกัน หากเราดูตัวอย่างของหลาย ๆ หน่วยงานซึ่งต้องขอเงินจากรัฐ ถามว่ามันต้องถูกจัดระเบียบหรือเปล่า ต้องถูกอะไรหรือเปล่า โดยเฉพาะสื่อซึ่งส่วนหนึ่งมีหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในหลาย ๆ อย่าง หากวิจารณ์ผู้ให้ทุนแล้วผลมันจะเป็นเช่นไร" นายวันชัย กล่าว
ผอ.ไทยพีบีเอสยังยืนยันด้วยว่าองค์การถูกตรวจสอบเรื่องการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวดตลอดเวลา ทั้งจากคณะกรรมการตรวจสอบภายใน-ภายนอก, คณะอนุกรรมการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียนจากประชาชน, สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ, คณะกรรมการประเมินผลการดำเนินงาน, สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวมถึงจากบริษัทตรวจสอบบัญชีที่ สตง. รับรอง รวมถึงต้องเข้ารายงานผลการดำเนินงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นประจำทุกปีด้วย

ที่มาของภาพ, THAI PBS
ถึงแม้นายศุภชัยย้ำหลายต่อหลายครั้งผ่านช่องทางการสื่อสารของตนเอง รวมถึงการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่าการเปลี่ยนแปลงแหล่งเงินของไทยพีบีเอสนั้น "ไม่ได้หมายถึงต้องการแทรกแซงสื่อ" หรือ "ยุบไทยพีบีเอส" แต่นายวันชัยกลับมองว่านี่เป็นอีกครั้งที่ฝ่ายการเมืองส่งสัญญาณว่าไม่อยากให้มีช่องไทยพีบีเอส
"ความพยายามของรัฐที่จะยึดไทยพีบีเอส มันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เล่าย้อนกลับไปในสมัยปี 2557 ซึ่งเกิดการรัฐประหารก็มีกระแส เพราะตอนนั้นไทยพีบีเอสเป็นช่องที่ยืนหยัดช่องสุดท้ายที่ไม่ยอมปิดช่อง ก็รายงานข่าวอยู่จนกระทั่งทหารมาจับผู้บริหารไปคนหนึ่ง ก็มีเสียงขู่ว่าจะปิดช่องเพราะไม่เชื่อคณะรัฐประหาร มันก็สัญญาณมาตลอดว่าไม่อยากให้มีช่องนี้ โดยอ้างว่าไม่คุ้มภาษี 2,000 ล้านบาท แต่ว่าครั้งนี้มันชัดเจนที่สุด เป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด เพราะแต่ก่อนก็แค่คิด" นายวันชัย กล่าว
เมื่อบีบีซีไทยถามว่าความชัดเจนดังกล่าวคืออะไร เขาตอบว่า "ก็นี่ไง เอาเข้างบประมาณแผ่นดิน โดยอ้างเรื่องงบประมาณ ซึ่งเราก็ไม่รู้… อย่างที่บอกว่ามันก็เป็นความพยายามที่อยากจะควบคุมสื่อให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากคิดในตรรกะง่าย ๆ ว่าถ้าใช้เงินของรัฐก็ควรจะสนับสนุนรัฐ ใช่ไหมครับ"
คำถามถึงความคุ้มค่าต่อเงิน 2,000 ล้านบาทต่อปี
ในรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ของไทยพีบีเอส ระบุว่าในปี 2568 องค์การพลิกจากภาวะขาดดุลต่อเนื่องมาเป็นเกินดุลสุทธิ 69 ล้านบาท มีรายได้รวมเติบโตขึ้น 3.86% คิดเป็นเงินราว 2,694 ล้านบาท ในขณะที่ต้นทุนการผลิตรายการลดลงถึง 10.77% สะท้อนวินัยการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น
ในขณะเดียวกัน ไทยพีบีเอสพยายามปั้น "วิภา" (VIPA) แพลตฟอร์มสตรีมมิง (steaming) สัญชาติไทยเพื่อขยายฐานผู้ชมและตอบโจทย์เรื่องอธิปไตยของสื่อ (media sovereignty) เนื่องจากแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติเข้ามามีบทบาทสูงในการครอบครองพื้นที่สื่อสารและกำหนดข้อมูลข่าวสารที่ผู้คนได้รับในปัจจุบัน
จากรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ระบุว่า วิภามีผู้ใช้งานที่ยังใช้งานอยู่ (active user) ราว 635,000 ราย ยอดเข้าดู 6.1 ล้านเพจวิว และยอดรับชมวิดีโออยู่ที่ 4.2 ล้านครั้ง
ในปี 2569 นี้ ไทยพีบีเอสกำหนดตัวชี้วัด (KPIs) ให้การผลิตเนื้อหามีคุณภาพ เน้นความถูกต้อง เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ และครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม โดยตั้งเป้าให้เรตติ้งการรับชมผ่านโทรทัศน์ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 12 จากอันดับที่ 14 ในปี 2568 ส่วนเว็บไซต์ตั้งเป้าให้อยู่ในอันดับ 10 จากเดิมอันดับที่ 12 ในปี 2568 รวมถึงเพิ่มเอนเกจเมนท์ (engagement) ในแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ให้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 40%
รวมถึงกำหนดตัวชี้วัดให้การดำเนินงานและบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล ตอบสนองมิติเรื่องความคุ้มค่าและความยั่งยืน โดยในปี 2569 ตั้งแผนงบประมาณไว้ที่ 2,650 ล้านบาท แบ่งเป็นแผนงบประมาณหมวดยุุทธศาสตร์ 1,156.28 ล้านบาท (43%) แผนงบประมาณหมวดบุคลากร 760.90 ล้านบาท (29%) และแผนงบประมาณหมวดโครงสร้างพื้นฐานสื่อ 732.82 ล้านบาท (28%)
ถึงแม้ตัวเลขต่าง ๆ ของไทยพีบีเอสมีแนวโน้มปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น แต่ระหว่างการรายงานผลปฏิบัติงานของไทยพีบีเอสต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา สส. บางส่วนก็ลุกขึ้นมาตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการใช้เงินของไทยพีบีเอส
หนึ่งในนั้นคือ นายศุภชัย สส.จากพรรคภูมิใจไทย ที่ลุกขึ้นตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของไทยพีบีเอสในบางช่วงเวลา และเห็นว่าผู้ดำเนินรายการของไทยพีบีเอสบางราย "โดยเฉพาะผู้ดำเนินรายการทางการเมือง" ใส่ความเห็นในลักษณะที่เป็นอัตวิสัยไปเยอะ ซึ่งเขามองว่าไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำ
เขาเสนอว่าไทยพีบีเอสควรเผยแพร่หลักบรรณาธิการให้ประชาชนทราบว่าการคัดเลือกข่าวและผู้ร่วมรายการนั้นยึดหลักอะไร, ไทยพีบีเอสควรเปิดเผยสถิติการรับเรื่องร้องเรียนและผลการพิจารณา เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้, ไทยพีบีเอสควรประเมินความสมดุลการนำเสนอข่าวโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นอิสระและเปิดเผยผลการนำเสนอต่อสาธารณะ
"ท่านประธานครับ ในฐานะผู้แทนราษฎร ผมไม่ได้ต้องการให้สื่อเสนอข่าวเข้าข้างรัฐบาลและไม่ต้องการให้สื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากผู้มีอำนาจด้วย ตรงกันข้าม ผมต้องการให้สื่อทำงานตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง แต่ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย เพราะหากประชาชนคิดว่ามาตรฐานเดียวกันมันไม่ได้เกิดขึ้น ความเชื่อมั่นต่อท่านก็จะค่อย ๆ เสื่อมลง" เขาอภิปรายในสภาในขณะนั้น
ด้านนายวันชัย ผอ.ไทยพีบีเอส ลุกขึ้นชี้แจงในภายหลังว่าไทยพีบีเอสมีสโลแกนว่า "เราเป็นสื่อของทุกคน" ทุกวันนี้ไทยพีบีเอสโดยวิพากษ์วิจารณ์จากทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่่ง
"เราชัดเจนว่าเราอยากจะสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องข่าวสารให้กับประชาชน แต่แน่นอนว่าในระหว่างทางอาจจะมีข้อผิดพลาด อาจจะมีสิ่งที่มีปัญหา ขอน้อมรับคำวิจารณ์ไว้ทุกฝ่าย" นายวันชัย กล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ไทยพีบีเอสรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา และนายเปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายเกี่ยวกับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณขององค์การฯ อันสืบเนื่องมาจากกรณีที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลางของผู้บริหารระดับสูง โดยพบว่ามีผู้อำนวยการสำนัก 1 ราย ซึ่งได้รับค่ารถเหมาจ่ายเดือนละ 27,000 บาท และระดับผู้ช่วยผู้อำนวยสำนักอีก 1 ราย ซึ่งได้รับค่ารถเหมาจ่ายรายเดือน ๆ ละ 15,000 บาท แต่เหตุใดจึงยังใช้รถของส่วนกลาง ทั้งที่การรับเงินดังกล่าวน่าจะหมายถึงการปฏิเสธไม่รับรถประจำตำแหน่ง
นายเปรมศักดิ์ยังไม่เห็นว่าไทยพีบีเอสใช้เงินประหยัด และ "การจัดซื้อจัดจ้างของที่นี่ ชอบใช้วิธีเฉพาะเจาะจง" จึงนำไปสู่คำถามว่า "เล่นพรรคเล่นพวกกันหรือเปล่า"
ด้านนายวัยชัยชี้แจงว่าระเบียบการใช้รถส่วนกลางเพิ่งเกิดขึ้นในสมัยที่ตนเป็น ผอ. และอธิบายพนักงานที่ถูกกล่าวหานั้นไม่ได้นำรถไปใช้ส่วนตัว แต่ใช้ในภารกิจงานของไทยพีบีเอส
ในห้วงที่เปิดให้สาธารณะชนแสดงความเห็นต่อร่างกฎหมายที่เสนอให้ไทยพีบีเอสไปรับเงินงบประมาณแทนภาษีบาป สำนักข่าวเน็กซ์นิวส์ (Next News) รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีการตรวจสอบเรื่องการใช้รถส่วนกลาง โดยรายงานข่าวดังกล่าวระบุว่าระหว่างปี 2564-2569 ผู้บริหารและพนักงานระดับสูงของไทยพีบีเอส ตั้งแต่ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการสำนัก และผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนัก รวมประมาณ 30 คน ได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายแทนการจัดรถประจำตำแหน่ง แต่ยังมีการใช้รถส่วนกลางขององค์การ ซึ่งทางเน็กซ์นิวส์ได้ข้อมูลดังกล่าวมาจาก สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบของ สตง. ยังไม่สิ้นสุด ทาง สตง. ยังต้องรับฟังคำชี้แจงและพยานหลักฐานจากไทยพีบีเอส รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะพิจารณาได้ว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และใครควรเป็นผู้รับผิดชอบหากมีความเสียหายเกิดขึ้น
เน็กซ์นิวส์ยังรายงานด้วยว่าจากกรณีที่ สตง. ตรวจสอบการใช้เงินของไทยพีบีเอสช่วงปีงบประมาณ 2565-2568 รวมวงเงิน 5,094.56 ล้านบาท และพบว่าการจ้างผลิตรายการ การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ มีข้อบกพร่องที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับ เห็นควรให้ชดใช้ค่าเสียหายรวมกันราว 85.22 ล้านบาท
นอกจากนี้ สตง. ยังเสนอให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับผู้อำนวยการไทยพีบีเอสจากข้อสังเกต 3 ประเด็น ได้แก่ การจ้างผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงที่ สตง. เห็นว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การไม่จัดทำระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และแขกรับเชิญ รวมถึงการอนุมัติจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวทั้งที่ยังไม่มีระเบียบรองรับ โดย สตง. ระบุว่าอาจขัดต่อกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ รวมถึงสั่งดำเนินการทางวินัยพนักงาน-ลูกจ้างอีก 10 คน
เน็กซ์นิวส์ระบุว่า สตง. อยู่ระหว่างการทำหนังสือไปยังไทยพีบีเอส เพื่อแจ้งผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการต่อไป
ผอ.ไทยพีบีเอส กล่าวกับบีบีซีไทยว่าควรแยกประเด็นการเสนอแก้ไขกฎหมายเปลี่ยนท่อเงินทุนของไทยพีบีเอส ออกจากประเด็นปัญหาภายในองค์การ และมองว่าประเด็นข้อร้องเรียนต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเก่าที่เกิดขึ้นสะสมก่อนที่เขาจะเข้ามาบริหารไทยพีบีเอส และปัจจุบันตนเองก็ค่อย ๆ ตามแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อยู่
"หากเราดูจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งขึ้น ก็จะมีการปล่อยข่าวเท็จบ้างจริงบ้างเป็นเรื่องปกติ เราคงไม่สามารถวิ่งไป defend (ปกป้อง) ได้ทุกเรื่อง สิ่งที่ทำได้คือพยายามสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบ" เขากล่าว
ด้าน ดร.สมเกียรติ ประธานทีดีอาร์ไอมองว่า เป็นเรื่องปกติที่สื่อสาธารณะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกตรวจสอบจากสังคม ดังนั้นไทยพีบีเอสก็ต้องพิสูจน์ตนเองต่อประชาชน ทั้งในเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใสภายในองค์การ
องค์การวิชาชีพสื่อ และ กสม. ออกแถลงการณ์หนุนไทยพีบีเอส ย้ำต้องคงความเป็นอิสระจากรัฐและทุน

ที่มาของภาพ, HANDOUT
หลังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส ซึ่งมีข้อเสนอให้เปลี่ยนแหล่งรายได้หลักของไทยพีบีเอสจากเงินที่จัดสรรจากภาษีสุราและยาสูบ มาเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐ
ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมออกแถลงการณ์ปกป้องสื่อสาธารณะ และเน้นย้ำว่าข้อเสนอดังกล่าวขัดกับหลักการสำคัญที่ใช้ในการก่อตั้งไทยพีบีเอส ซึ่งออกแบบให้มีความเป็นอิสระทางการเงินผ่านกลไกภาษีจัดสรรเฉพาะ เพื่อป้องกันการพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลโดยตรง
ขณะเดียวกัน 6 องค์การวิชาชีพสื่อร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้การแก้กฎหมายไทยพีบีเอสต้องมีหลักประกันความเป็นอิสระทั้งทางกฎหมายและทางการเงิน และเตือนว่าหากเปลี่ยนไปใช้งบประมาณรายปี ก็ต้องมีกลไกป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองอย่างชัดเจน และเห็นว่าการทบทวนกฎหมายควรเป็นโอกาสให้ไทยพีบีเอสทบทวนบทบาท พันธกิจ และประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างจริงจัง เพื่อยึดมั่นในเจตนารมณ์การจัดตั้งสื่อสาธารณะและตอบสนองความคาดหวังของประชาชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ข้อกังวลถึงผลกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน กรณีการเสนอร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ 4 ฉบับ เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างแหล่งที่มาของรายได้ของไทยพีบีเอส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ โดยระบุว่า "กสม. มีข้อห่วงกังวลว่า การยกเลิกการจัดเก็บเงินส่วนเพิ่มจากภาษีสุราและยาสูบให้แก่ไทยพีบีเอส จะส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระอย่างแท้จริง"
ด้านนายศุภชัยโพสต์เฟซบุ๊กเน้นย้ำอีกครั้งในวันนี้ (8 ต.ค.) ว่า "รับงบประมาณจากรัฐ" ไม่เท่ากับ "ถูกแทรกแซงโดยรัฐ"
"เมื่อองค์การหนึ่งได้รับกลไกทางการเงินที่พิเศษมาเกือบสองทศวรรษ และวันนี้คำถามไม่ได้มาจากฝ่ายการเมืองเท่านั้น แต่ยังมาจากสื่อมวลชน อดีตคนใน กรรมการนโยบายขององค์การเอง สมาชิกรัฐสภา และหน่วยงานตรวจสอบของรัฐ เราควรกลัวการทบทวนระบบ หรือควรเปิดระบบให้พิสูจน์ตัวเอง
ผมไม่ได้เสนอให้ยกเลิกไทยพีบีเอส ผมไม่ได้เสนอให้รัฐบาลเข้าไปสั่งข่าว และไม่ได้เสนอให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปควบคุมเนื้อหาของสื่อ
สิ่งที่ผมเสนอมีเพียงว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะนำกลไกทางการเงินส่วนนี้กลับเข้าสู่ระบบงบประมาณ เพื่อให้การจัดสรรเงินสาธารณะกลับมาอยู่ภายใต้กระบวนการพิจารณาและตรวจสอบตามระบบรัฐสภา" นายศุภชัย ระบุ



























