กลุ่มผู้นำ G7 ตกลงปล่อยน้ำมันสำรอง 100 ล้านบาร์เรล หลังทรัมป์ขู่ห้ามส่งออกดีเซล

French President Emmanuel Macron (C) speaks next to France's Economy, Finance and Industry Minister Roland Lescure and Secretary-General of the Office of the President of the French Republic Pierre-Andre Imbert following a video conference with G7 leaders
คำบรรยายภาพ, เอ็มมานูเอล มาครง นั่งเป็นประธานในที่ประชุมผู้นำจี 7 (G7) ซึ่งตกลงจะนำน้ำมันสำรองในคลังออกมาใช้
    • Author, อาร์ชี มิตเชลล์
    • Author, ลูซี ฮูกเกอร์
    • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ
  • Published
  • เวลาอ่าน: 5 นาที

ที่ประชุมจี 7 (G7) ได้ตกลงที่จะดึงน้ำมัน รวมถึงดีเซล 100 ล้านบาร์เรลออกมาใช้ เพื่อหวังจะช่วยลดความขาดแคลนที่ทำให้ราคาพุ่งทะยาน

กลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกา บอกว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะรวมถึงการนำน้ำมันดีเซล" จำนวนมากออกจากคลังมาใช้ ในช่วงไม่กี่วันนับจากนี้

ก่อนการเลือกตั้งการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่จะมีขึ้นในเดือน พ.ย. ที่จะถึงนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขู่จะห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นมาตรการที่จะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาดีเซลให้กับผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ แต่ในขณะเดียวกันก็จะผลักดันให้ราคาดีเซลในที่อื่น ๆ พุ่งสูงขึ้น

จี 7 ระบุในแถลงการณ์ร่วมว่า ตอนนี้บรรดาประเทศสมาชิกได้ตกลงที่จะ "ยับยั้งการจำกัดการส่งออกพลังงานและผลิตภัณฑ์พลังงาน" ให้กับประเทศอื่น ๆ

ประเทศสมาชิกจี 7 ประกอบไปด้วยสหรัฐฯ สหราชอาณาจัก แคนาดา ญี่ปุ่น อิตาลี และฝรั่งเศส โดยมีสหภาพยุโรป (EU) ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมด้วย

ทรัมป์เตือนว่าเขาจะสั่งห้ามการส่งออกดีเซลจากสหรัฐฯ หากบรรดาประเทศยุโรปไม่ยอมตกลงที่จะปล่อยน้ำมันดีเซลในคลังของตัวเองออกมาสู่ตลาดมากกว่านี้

เมื่อวันศุกร์ (2 ต.ค.) เขาระบุบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า "ยุโรปเพิ่งจะตกลงที่จะปล่อยน้ำมันดีเซลที่มีอยู่ในคลังจำนวนมาก ออกมาในปริมาณมหาศาล โดยกระบวนการจะเริ่มในทันที"

อย่างไรก็ตาม สก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังในรัฐบาลทรัมป์ แย้งว่าเกษตรกร คนขับรถบรรทุก และนักธุรกิจต่าง ๆ "ไม่ควรถูกทิ้งให้รับภาระนี้เพียงลำพัง" เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

ภาคอุตสาหกรรมขนส่งและเกษตรกรรมต้องใช้นำมันดีเซลจำนวนมาก ทำให้ราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นส่งผลกระทบไปถึงสิ่งจำเป็นต่าง ๆ เช่น อาหาร ด้วย

ทว่า ภายหลังการประชุมผู้นำจี 7 ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส เปิดเผยว่ากลุ่มผู้นำได้ตกลงที่จะปล่อยน้ำมันสำรองในคลัง "ได้ถึง 100 ล้านบาร์เรล" ภายใน 4 เดือน ภายใต้การทำงานร่วมกับองค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ ไออีเอ (International Energy Agency - IEA)

สำหรับผู้แทนของสหราชอาณาจักรที่เป็นตัวแทนเข้าร่วมประชุม คือ เอด มิลิแบนด์ รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่ามาตรการนี้จะช่วย "สร้างเสถียรภาพให้อุปทานพลังงาน สร้างความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทานและ และปกป้องครัวเรือนและธุรกิจต่าง ๆ จากการเปลี่ยนแปลงราคาอย่างฉับพลัน"

มาครงระบุว่าการประสานงานร่วมมือดังกล่าว จะ "ทำให้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล มีราคาลดลง" โดยเขาเน้นย้ำถึงข้อตกลงที่จะไม่เดินหน้าสั่งห้ามการส่งออกว่า "ประธานาธิบดีทรัมป์ชัดเจนมาก ๆ โดยเฉพาะกับประเด็นนี้"

ขณะที่ทรัมป์กล่าวที่ทำเนียบขาวในภายหลังว่า เรื่องการจะสั่งห้ามส่งออกดีเซลนี้ "ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในการพิจารณาเลย"

ผู้นำจี 7 ระบุในแถลงการณ์ร่วมกันว่า "เราจะดำเนินการตามความมุ่งหมายของเราด้วยการประสานงานปล่อยน้ำมันจากคลังผ่านไออีเอจำนวน 100 ล้านบาร์เรล โดยจะเริ่มในทันทีไปตลอดช่วงเวลา 4 เดือน รวมถึงการปล่อยน้ำมันดีเซลจำนวนมากออกมาก่อนในช่วง 20 วันแรก โดยประเทศสมาชิกจี 7 และพันธมิตร"

ยังไม่ชัดเจนว่าประเทศพันธมิตรใดบ้างที่จะปล่อยน้ำมันสำรองในคลังออกมา และจะดำเนินการอย่างรวดเร็วเพียงใด

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมัน 100 ล้านบาร์เรลที่กล่าวถึง เป็นปริมาณรวมกันทั้งน้ำมันดีเซลและน้ำมันดิบ ขณะที่ราคาน้ำมันของเบรนท์ซึ่งเป็นมาตรวัดระดับโลก ตกลงมาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (3,352 บาท) อยู่ชั่วขณะ ก่อนดีดกลับไปอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ (3,419 บาท) ในช่วงเย็นวันศุกร์ (2 ต.ค.) โดยก่อนหน้าที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะรุกรานอิหร่าน ราคาน้ำมันของเบรนท์มีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 73 ดอลลาร์ (2,446 บาท - คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน)

แมตต์ สมิธ ผู้อำนวยการแผนกวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของเคปเลอร์ (Kpler) บอกว่าราคาน้ำมันกลับมาพุ่งสูงอีกครั้งเนื่องจากซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตีในเยเมนกลับมาโจมตีกัน

"ราคาน้ำมันลดลงมากจากการประกาศปล่อยน้ำมันในคลังในยุโรป แต่มันดีดตัวกลับมาเมื่อมีกระแสข่าวว่าซาอุดีอาระเบียกำลังวางแผนที่จะรุกคืบเข้าไปในเยเมนเพื่อหวังจะกลับมาเปิดเส้นทางปลอดภัยผ่านช่องแคบบาบ เอล มันเดบ" เขากล่าว

กลุ่มประเทศยุโรปได้คัดค้านคำขู่ของสหรัฐฯ ที่จะปิดข้อเสนอขายน้ำมันดีเซลอเมริกา ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่นำโดยสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง และอุปทานจากรัสเซียและจีนที่ลดลง

กลุ่มผู้นำจี 7 ระบุว่า พวกเขาจะประสานงานเกี่ยวกับกำหนดการซ่อมบำรุงด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งถูกปิดตัวลงในช่วงเวลาพร้อม ๆ กัน พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประเทศที่มีศักยภาพเพิ่มการกลั่นน้ำมันดีเซลโดยเฉพาะ

คำบรรยายวิดีโอ, ผู้สื่อข่าวบีบีซีอธิบายสาเหตุที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล

การที่สหรัฐฯ ไม่ห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลจะทำให้หลายประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักรซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันชนิดนี้เบาใจไปได้มาก ในตอนนี้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มที่สหราชอาณาจักรพุ่งเกิน 2 ปอนด์ (88 บาท) ต่อลิตรเป็นครั้งแรกในวันศุกร์ (2 ต.ค.)

น้ำมันดีเซลกว่าครึ่งในสหราชอาณาจักรมาจากการนำเข้า โดย 31% ของปริมาณนำเข้า มาจากสหรัฐฯ

สหรัฐฯ คือหนึ่งในผู้นำด้านการส่งออกน้ำมันดีเซลของโลก โดยโรงกลั่นภายในประเทศผลิตน้ำมันดีเซลประมาณ 4-5 ล้านบาร์เรลในแต่ละวัน ตามการรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน หรือ อีไอเอ (Energy Information Administration - EIA) ของสหรัฐฯ

ชาวอเมริกันใช้น้ำมันดีเซลราว 3.6 ล้านบาร์เรล จากปริมาณทั้งหมดที่ผลิตได้ ทำให้โรงกลั่นเหลือน้ำมัน 1.2 - 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้สหรัฐฯ กลายเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญในตลาดโลก

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้อุปทานน้ำมันดีเซลที่ส่งออกสู่นานาประเทศถูกบีบรัด เมื่อมีการจำกัดปริมาณทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันดีเซลที่ผ่านการกลั่นออกสู่ตลาดโลก

รัสเซียซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันหลัก ก็ได้บังคับใช้มาตรการห้ามการส่งออกน้ำมันดีเซลเช่นกัน จากการที่โรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียถูกยูเครนโจมตี ซึ่งยิ่งทำให้อุปทานมีจำกัดเข้าไปอีก ขณะที่กลุ่มจี 7 เน้นย้ำว่า พวกเขาจะยังคงคว่ำบาตรรัสเซียต่อ ท่ามกลางสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน

น้ำมันดีเซลเป็นน้ำมันที่กลั่นได้ยากกว่าน้ำมันเบนซิน และก็ยากที่ลดอุปสงค์ลงเมื่อมันถูกใช้ในอุตสาหกรรมขนส่งและเกษตรกรรม