อิหร่านเสนอข้อตกลงต่อสหรัฐฯ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายใน 7 วัน หลังทรัมป์ขู่จะ "ทำลายล้าง" อิหร่าน

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images
- Author, ยาโรสลาฟ ลูคิฟ
- Author, คริส เกรแฮม
- Published
- เวลาอ่าน: 5 นาที
รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า ทางการอิหร่านได้เสนอข้อตกลงต่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะส่งผลให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์
อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติในนครนิวยอร์กของสหรัฐว่า สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ "หากมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่จำเป็น" ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ได้ลงนามไปเมื่อเดือนมิถุนายน
"ขณะนี้ทางเลือกขึ้นอยู่กับสหรัฐฯ แล้ว" เขากล่าว พร้อมเสริมว่าแผนการดังกล่าวได้ถูกส่งไปยังสหรัฐฯ ผ่านทางกาตาร์
เมื่อสอบถามถึงข้อเสนอดังกล่าว เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยกับบีบีซีว่า กำลังมีการหารือในเชิงบวกผ่านทางตัวกลาง ซึ่งรวมถึงประเด็นเรื่องนิวเคลียร์ด้วย ทั้งนี้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ขู่ว่าจะ "ทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลาม"
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ส่วนฝ่ายอิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียและพันธมิตรอาหรับของสหรัฐฯ ตลอดจนปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ
ก่อนสงคราม น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของโลกเคยผ่านช่องแคบนี้ และการปิดช่องแคบได้ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ยังเพิ่มแรงกดดันต่อทรัมป์ให้หาทางยุติความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่สหรัฐฯ กำลังจะมีการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังใกล้มาถึงในเดือน พ.ย. นี้
"หากเงื่อนไขที่จำเป็นได้รับการตอบสนอง ช่องแคบแห่งนี้ก็สามารถกลับมาเปิดใช้งานและฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือตามปกติได้ภายในเวลา 7 วัน" อารักชีกล่าวกับผู้สื่อข่าว
เขาไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าอิหร่านต้องการให้สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างไร แต่กล่าวเสริมว่า "สิ่งที่สหรัฐฯ ควรทำนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะทั้งหมดล้วนระบุไว้อยู่แล้วในบันทึกความเข้าใจ (MOU)"
"ผมขอบอกเลยว่า หากฝ่ายสหรัฐฯ มีความจริงจังที่จะบรรลุข้อตกลงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะนี้ทุกอย่างก็พร้อมแล้ว" เขากล่าวเสริม
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเปิดเผยกับบีบีซีว่า สหรัฐฯ "อยู่ในสถานะที่ได้เปรียบอย่างมากจากการเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่อย่างใด"
สำหรับบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านซึ่งลงนามไปแล้วเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปสู่การหยุดยิงและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งอย่างน้อยก็ในบางส่วน
ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งประกอบด้วยหัวข้อหลัก 14 ประการ ระบุว่าอิหร่านจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด อีกทั้งยังระบุว่าสหรัฐฯ อิหร่าน และชาติพันธมิตรจะยุติปฏิบัติการทางทหารใน "ทุกแนวรบ" โดยมีเงื่อนไขครอบคลุมถึงการยุติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ และการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร
นอกจากนี้ ข้อตกลงยังระบุว่าอิหร่านจะ "ดำเนินการอย่างสุดความสามารถเพื่ออำนวยความสะดวกให้เรือพาณิชย์สามารถสัญจรผ่านช่องแคบ[ฮอร์มุซ]แห่งนี้ได้อย่างปลอดภัย" และจะหารือกับโอมานเกี่ยวกับแนวทางการเดินเรือในอนาคต
ทว่าข้อตกลงดังกล่าวกลับล้มเหลวในเวลาต่อมาไม่นาน เมื่อทั้งสองฝ่ายกลับมาเปิดฉากโจมตีกันอีกครั้ง
ส่วนอิหร่านนั้นได้โจมตีเรือที่ทางอิหร่านระบุว่าพยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ได้รับอนุญาต
สหรัฐฯ ได้โจมตีฐานที่มั่นของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่อยู่นอกชายฝั่งของประเทศ อีกทั้งยังคงมาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของอิหร่าน
นับแต่นั้นมา ทรัมป์ได้กล่าวอ้างว่าสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ข้อมูลการเดินเรือระบุว่า ในช่วง 10 วันที่ผ่านมา มีเรือแล่นผ่านเฉลี่ยวันละประมาณ 18 ลำ โดยบางวันมีจำนวนเรือลดลงเหลือเพียง 9 ลำเท่านั้น ข้อมูลดังกล่าวมาจากเคปเลอร์ (Kpler) ซึ่งเป็นบริษัทวิเคราะห์และรวบรวมข้อมูลสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้อ้างถึง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน ได้ยกระดับการโจมตีในช่วงที่ผ่านมาโดยมุ่งเป้าขัดขวางการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียผ่านทางทะเลแดง ซึ่งอยู่คนละฝั่งของคาบสมุทรอาหรับ
กลุ่มดังกล่าวได้เข้ายึดพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์บริเวณชายฝั่งทะเลแดงเป็นวงกว้างจากการรุกคืบอย่างรวดเร็วในเดือนนี้ รวมถึงท่าเรือโมคา (Mokha) ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับช่องแคบบาบ เอล มันเดบ (Bab al-Mandab) อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญอีกแห่งหนึ่งสำหรับการเดินเรือขนส่งสินค้าระดับโลก

ต่อมาสถานการณ์ก็ดูจะเลวร้ายลงจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีต่อโรงงานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย สื่อสหรัฐฯ รายงานว่ามกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบียได้ขอการสนับสนุนทางทหารจากทรัมป์
ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์นี้ ทรัมป์กล่าวว่าเขาเชื่อว่าข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งยังไม่ประสบความสำเร็จจนถึงขณะนี้ จะเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. นี้ โดยกล่าวว่า "จะมีข้อตกลงกับอิหร่านที่อนุญาตให้พวกเขาสร้างประเทศขึ้นใหม่และสร้างประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมหรือไม่"
"หรือฉันควรจะทำลายล้างสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้เสียให้สิ้นซากอย่างรวดเร็ว โดยไม่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เข่นฆ่าและทำลายผู้คนรวมถึงประเทศต่าง ๆ ได้อีกต่อไปดีไหม ผมควรจะส่งพวกเขาลงนรกไปเลยดีไหม"
เมื่อวันศุกร์ อารักชีกล่าวว่าอิหร่านไม่ยอมรับ "การบีบบังคับ การข่มขู่ หรือการคุกคาม" และเสริมว่า "สันติภาพไม่สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยการข่มขู่ว่าจะทำลายล้าง"

































