จะเกิดอะไรขึ้นบ้างใน 1 ปี ระหว่างศาลฎีกาฯ ไต่สวน "คดี 44 สส." ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงฯ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดพิจารณาคดีหมายเลขดำ คมจ.1/2569 หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดี 44 สส." ครั้งแรกวันนี้ (30 มิ.ย.) โดยวางกรอบพิจารณาคดี 1 ปี
นักการเมืองที่มีสถานะเป็น "ผู้คัดค้าน" ในคดีนี้ 7 คน ได้เดินทางมาศาลฎีกา สนามหลวง ด้วยตัวเองเพื่อรับฟังแนวทางการพิจารณาคดี ส่วนที่เหลือมอบหมายให้ทนายความเข้าร่วมกระบวนพิจารณาแทน
ผู้คัดค้าน 10 คน รวมถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภา ไม่ได้มาศาล เพราะอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ สส. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 เป็นวันที่สอง
คดีนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กล่าวหานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กับพวกรวม 44 คน กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) เข้าสู่การพิจารณาของสภาเมื่อปี 2564
ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งเมื่อ 24 เม.ย. ให้รับคำร้องเอาไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยไม่สั่งให้ 10 สส. ปัจจุบันที่ย้ายไปสังกัดพรรค ปชน. หลังการยุบพรรค ก.ก. หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่มีข้อห้ามผู้คัดค้าน "กระทำซ้ำ หรือกระทำการใด ๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง" มิเช่นนั้นศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น
ต่อมา 27 พ.ค. นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล นักเคลื่อนไหวทางการเมืองจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มพิราบขาว 2006" เข้ายื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ขอให้มีคำสั่งให้นายณัฐพงษ์หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. เพราะมีกระทำการฝ่าฝืนขัดคำสั่งศาล โดยยก 2 กรณีขึ้นมาอ้างอิงคือ กรณีโพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊กของพรรค ปชน. วิจารณ์คณะองคมนตรีที่เข้าร่วมการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเพื่อเตรียมรับมือภัยแล้ง และกรณีโพสต์ข้อความและแสดงความเห็นวิจารณ์ "ระบอบสีน้ำเงิน" เป็นเจ้าของประเทศ
อย่างไรก็ตาม นายนิธิ ละเอียดดี ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายณัฐพงษ์ แถลงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการการพิจารณาของศาลในวันนี้ (30 มิ.ย.) ในทำนองว่า กรณีการให้สัมภาษณ์เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาคดี จึงไม่ใช่การกระทำซ้ำในกรณีที่ถูกกล่าวหาตามคำร้องนี้
องค์คณะพิจารณา "คดี 44 สส." พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ร้อง (นายนพรุจ) ไม่ใช่คู่ความ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง และความปรากฏต่อศาลในกรณีนี้ก็ยังไม่เพียงพอว่าผู้คัดค้าน (นายณัฐพงษ์) กระทำการฝ่าฝืนคำสั่งศาล จึงให้ยกคำร้อง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
บีบีซีเข้าร่วมสังเกตการณ์ในห้องพิจารณาคดีของศาลฎีกา ซึ่งองค์คณะวางกรอบไว้เบื้องต้นว่าจะใช้เวลา 1 ปีก่อนมีคำพิพากษา/คำสั่ง และขอสรุปสาระสำคัญจากกระบวนพิจารณาคดีตามที่ศาลอ่าน คำชี้แจงจากเลขานุการองค์คณะผู้พิพากษา รวมถึงข้อมูลที่บีบีซีไทยได้จากการพูดคุยกับคู่ความ
นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในรอบปี ระหว่างศาลฎีกาฯ พิจารณา "คดี 44 สส."
ขั้นตอนต่อไปคืออะไร?
ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานของคู่ความ วันที่ 4 ส.ค. เวลา 09.30 น. โดยให้คู่ความยื่นแนวทางการไต่สวน และหากมีหลักฐานที่อยู่ในครอบครองของหน่วยงานอื่นและต้องให้ศาลออกหมายเรียก ให้ยื่นคำร้องต่อศาลก่อนภายใน 7 วัน
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น คู่ความคือ ป.ป.ช. ในฐานะผู้ร้อง และอดีต 44 สส. ในฐานะผู้คัดค้าน หรือทนายความผู้รับมอบอำนาจของทั้ง 2 ฝ่าย ต้องมาตรวจพยานหลักฐานนอกรอบกับเลขานุการประจำองค์คณะ วันที่ 25 ก.ค. เวลา 09.30 น. โดยผู้คัดค้านไม่จำเป็นต้องไปศาล แต่ถ้าสะดวก จะมาร่วมกับทีมทนายก็ได้
ใช้เวลานานแค่ไหน กว่าจะมีคำพิพากษา?
ศาลฎีกาฯ แต่งตั้งองค์คณะผู้พิพากษา 5 คนให้พิจารณา "คดี 44 สส." โดยมีนายฉัตรไชย ไทรโชติ เป็นเจ้าของสำนวน
ผู้พิพากษารายนี้เป็นหัวหน้าองค์คณะไต่สวนการบังคับโทษจำคุกแก่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตนักโทษเด็ดขาดชาย (น.ช.) ที่ถูกส่งตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ไปเข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีชั้น 14"
เจ้าของสำนวนให้แนวทางการดำเนินคดีเอาไว้ว่า มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ
"ศาลฎีกากำหนดกรอบเวลาไว้ 1 ปีให้มีคำพิพากษา ส่วนจะยืดหรือขยายออกไปหรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้ระหว่างการพิจารณา" เลขานุการองค์คณะชี้แจง
ก่อนหน้านี้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค และฝ่ายกฎหมายของพรรค ปชน. คาดการณ์ว่าศาลจะใช้เวลาพิจารณาคดีนี้ไม่ต่ำกว่า 1-2 ปี เนื่องจากมีผู้คัดค้านมากถึง 44 คน ต่างจากคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ อื่น ๆ ที่มีผู้คัดค้านเพียงคนเดียว ศาลก็ใช้เวลาพิจารณาคดีเกือบ 1 ปี

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
จะเริ่มไต่สวนได้เมื่อใด?
ศาลกำหนดวันนัดไต่สวนเบื้องต้น 3 นัด โดยเริ่มจากพยานของฝ่ายผู้ร้องก่อน
- นัดแรก 25 ส.ค. เวลา 09.30 น.
- นัดที่สอง 22 ก.ย. เวลา 09.30 น.
- นัดที่สาม 27 ต.ค. เวลา 09.30 น.
เบื้องต้น ป.ป.ช. ยื่นบัญชีพยานไว้ 17 ปาก ชี้ช่อง 15 ปาก โดยมีความเป็นไปได้สูงที่นัดแรก จะเป็นการสอบพยานที่เป็นอดีตนักการเมืองที่เคยสังกัดพรรค ก.ก. ส่วนพยานอื่น ๆ ที่อยู่ในบัญชีของ ป.ป.ช. อาทิ เลขาธิการ ป.ป.ช., เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ขณะที่พยานฝ่ายผู้คัดค้าน จะทราบจำนวนและรายชื่อพยานชัดเจนในนัดตรวจพยาน
ส่วนศาลจะเลือกใครมาไต่สวน กี่ปาก กี่นัด ขึ้นอยู่ที่ดุลยพินิจของศาล
44 สส. ต้องไปขึ้นศาลหรือไม่?
นักการเมืองที่เป็นผู้คัดค้านไม่จำเป็นต้องมาศาลตามคำชี้แจงของเลขานุการองค์คณะ เพราะ "คดีมาตรฐานจริยธรรมฯ ถูกจัดให้เป็นคดีแพ่ง ผู้คัดค้านไม่ต้องอยู่ต่อหน้าทุกนัด"
นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรค ปชน. อธิบายกับบีบีซีไทยว่า หากเป็นคดีอาญา ภาระในการพิสูจน์จะตกเป็นของฝ่ายโจทก์ที่ต้องนำสืบและหาพยานหลักฐานมายืนยันต่อศาลว่าจำเลยกระทำผิดจริงโดยปราศจากข้อสงสัย แต่คดีแพ่ง ภาระในการพิสูจน์จะเป็นการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของทั้ง 2 ฝ่าย คือถ้าใครอ้าง คนนั้นต้องพิสูจน์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ถึงตอนนี้มีทนายผู้รับมอบอำนาจจากฝ่ายผู้คัดค้านมี 2 คนคือ
คนแรกคือ นายนิธิ ละเอียดดี เป็นทนายความของผู้คัดค้านกว่า 30 คน ในจำนวนนี้มี 2 ผู้นำพรรคด้วยคือ ทิม-พิธา อดีตหัวหน้าพรรค ก.ก. (ผู้คัดค้านที่ 1) และ เท้ง-ณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรค ปชน. (ผู้คัดค้านที่ 35)
คนที่สองคือ นายวรวุธ พินิจธนสาร ทนายความของ 2 ผู้คัดค้านคือ นายสุรวาท ทองบุ (ผู้คัดค้านที่ 14) และนายองค์การ ชัยบุตร (ผู้คัดค้านที่ 29)
ด้านนายธีรัจชัย พันธุมาศ (ผู้คัดค้านที่ 3) ได้แต่งตัวเองเป็นทนาย พูดง่าย ๆ ว่าขอว่าความเอง
ขณะที่นายสมเกียรติ ถนอมสินธุ์ (ผู้คัดค้านที่ 12) เป็นคนเดียวที่ยังไม่มีทนาย
สำหรับผู้คัดค้านที่ไม่แต่งทนาย เจ้าตัวก็จะมีสิทธิถามซักค้านและไต่สวนได้ด้วยตนเอง แต่คนที่แต่งทนายแล้ว ทนายก็จะทำหน้าที่ซักถามแทน แต่ทั้งหมดต้องส่งคำถามล่วงหน้าเพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าคำถามเหมาะสมหรือไม่ จะอนุญาตให้ถามหรือไม่ ซึ่งบางครั้งส่งไป 10 ข้อ ศาลอาจอนุญาตให้ 4 ข้อก็ได้
พฤติการณ์หลากหลาย ทำไมรวมเป็นสำนวนเดียว
แม้นักการเมืองจากพรรคสีส้มทั้ง 44 คนมีพฤติกรรมร่วมกันคือ การร่วมกันลงชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ต่อสภา ทว่าแต่ละคนมีพฤติการณ์อื่น ๆ แตกต่างกันไป อาทิ บางคนใช้สถานะ สส. ยื่นประกันตัวผู้ต้องหา บางคนเข้าร่วมกิจกรรม "ยืนหยุดขัง" ฯลฯ จึงเป็นหนึ่งในข้อต่อสู้ที่ผู้คัดค้านยกขึ้นมาร้องขอให้มีการแยกสำนวนเป็นกลุ่มตามพฤติการณ์
นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ทีมสืบสวนของ ป.ป.ช. เคยดำเนินการสืบสวนแยกเป็นรายพฤติการณ์ของแต่ละบุคคล แต่ในเมื่อพฤติการณ์ใหญ่ที่ตรงกันคือการร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์หลัก ป.ป.ช. ชุดใหญ่จึงให้รวมเป็นสำนวนเดียวและส่งไปยังศาล เมื่อศาลรับคดีไว้พิจารณาแล้ว ก็คงไม่มีการแยกสำนวนอีก จากนี้ขึ้นอยู่ที่การพิจารณาของศาลว่าจะพิจารณารายบุคคล หรือรวมกันพิจารณาในลักษณะที่เป็นเรื่องเดียวกัน โดยฝ่ายผู้คัดค้านก็ต้องสืบเจตนาและพฤติการณ์เฉพาะตัวว่ามีเจตนาหรือไม่อย่างไร

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาท อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรองหัวหน้าพรรค ก.ก. หนึ่งในผู้คัดค้านที่เดินทางมาศาล กล่าวถึงแนวทางการต่อสู้คดีว่า ได้ยื่นคำชี้แจงในประเด็นเรื่องการได้มาซึ่งพยานหลักฐานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
"หลังจากนี้ก็สู้ไปตามกระบวนการของศาลที่เรามีความรู้ ถือเป็นสิ่งที่ได้รับในก้าวสุดท้ายของการเป็น สส. และสมาชิกพรรคก้าวไกล หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับความยุติธรรมของศาล" ผู้คัดค้านที่ 11 ซึ่งลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคสีส้ม กล่าวภายหลังออกจากศาล
ตอนจบจะลงเอยอย่างไร?
หากศาลเห็นว่า นักการเมืองจากพรรคสีส้มกระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อาจมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดไป, สั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของทั้ง 44 คน มีกำหนดเวลาไม่เกิน 10 ปี ตามที่ ป.ป.ช. ยื่นคำร้อง
แต่ถ้าศาลเห็นว่าไม่มีความผิด ก็อาจมีคำสั่งยกฟ้อง




























