เหตุใด 8 ใน 10 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ไม่ได้ไปฟุตบอลโลก

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Published
- เวลาอ่าน: 8 นาที
เมื่อลิโอเนล เมสซี ดาวดังจากทีมชาติอาร์เจนตินา ยิงประตูแรกของเขาในศึกฟุตบอลโลก 2026 ของฟีฟ่า เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ด้วยการแปบอลอย่างใจเย็นผ่านมือผู้รักษาประตูแอลจีเรียเข้าไป ความโกลาหลก็ปะทุขึ้นท่ามกลางการรวมตัวของแฟนบอลที่แน่นขนัด
ทว่าในฝูงชนเหล่านั้นกลับไม่มีชาวอาร์เจนตินาสักคนเดียว แฟนบอลจำนวนมากที่กำลังกระโดดโลดเต้น ซึ่งหลายคนสวมเสื้อสีขาว-ฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของทีมชาติอาร์เจนตินา ล้วนเป็นคนท้องถิ่นที่มารวมตัวกันในงานชมการแข่งขันกลางแจ้งแห่งหนึ่งในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ
เมืองต่าง ๆ ในอินเดียและอินโดนีเซียก็มีภาพแบบนี้เช่นกัน เผยให้เห็นความคลั่งไคล้ของแฟนบอลที่ออกมารวมตัวกันตามท้องถนน
เมสซีและเพื่อนร่วมชาติของเขาได้รับการยกให้เป็นเสมือนทีมชาติของแฟนบอลเหล่านี้ หลังจากทีมชาติของพวกเขาไม่สามารถผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จาก 10 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันครั้งล่าสุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และบราซิล ขณะที่อีก 2 ประเทศ ได้แก่ รัสเซียและไนจีเรีย เคยเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้วหลายครั้ง
ส่วนจีนและอินโดนีเซียเคยเข้าร่วมมหกรรมกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
อินเดีย (ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก) บังกลาเทศ เอธิโอเปีย และปากีสถาน ได้แต่ฝันว่าจะได้เข้าร่วมมหกรรมดังกล่าว แม้ในทางเทคนิคแล้วอินเดียจะผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกปี 1950 ที่บราซิล แต่ก็ถอนตัวก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้นไม่ถึงหนึ่งเดือน
"เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่งที่ประเทศซึ่งมีแฟนฟุตบอลนับล้านคนกลับล้าหลังในวงการฟุตบอลมากถึงขนาดนี้" ออดิเต คาริม นักแสดง นักเขียน และแฟนฟุตบอลชาวบังกลาเทศผู้มีชื่อเสียง กล่าวกับบีบีซี
แล้วเหตุใดขนาดประชากรจึงเป็นไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จในวงการฟุตบอล
จำนวนประชากรในประเทศสำคัญแค่ไหนสำหรับการมีทีมฟุตบอลที่เก่งกาจ
ในทางทฤษฎี ยิ่งประเทศใดมีประชากรมากก็จะยิ่งมีนักกีฬาที่มีศักยภาพให้คัดเลือกมากขึ้นเท่านั้น
ทีมชาติฟุตบอล 7 ใน 8 ชาติที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้ว ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และสเปน ล้วนมีประชากรค่อนข้างมาก ยกเว้นอุรุกวัยเพียงชาติเดียวเท่านั้น ซึ่งเรื่องของพวกเขาจะกล่าวถึงในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ขนาดประชากรเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยสำคัญ จากคำอธิบายของสเตฟาน ซีมันสกี นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ
"ฟุตบอลมีความคล้ายคลึงกับการทำงานของเศรษฐกิจระดับชาติอย่างมาก หากต้องการให้เติบโตได้ดี คุณต้องมีคน แต่หลังจากนั้นคุณยังต้องมีเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานด้วย" ซีมันสกี ผู้ร่วมเขียนหนังสือขายดีที่ชื่อว่าซอคเกอร์โนมิกส์ (Soccernomics) กล่าว โดยหนังสือเล่มนี้ใช้ข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์หาความสำเร็จและล้มเหลวทางการกีฬา
"ในโลกฟุตบอล มันหมายถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับการฝึกซ้อม และความสามารถในการค้นหาผู้มีพรสวรรค์"
ซีมันสกีชี้ว่าชาติที่ประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดมีปัจจัยร่วมกันอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือความมั่งคั่ง
ในหนังสือเรื่อง ซอคเกอร์โนมิกส์ (Soccernomics) ซีมันสกีและไซมอน คูเปอร์ ผู้เขียนร่วมอีกคนหนึ่ง พบว่าโดยทั่วไปแล้ว ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องมี "รายได้เฉลี่ยต่อหัวต่อปีอย่างน้อย 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 480,000 บาท) จึงจะคว้าแชมป์รายการสำคัญ ๆ ได้"
ถึงกระนั้น บราซิลและอาร์เจนตินาซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำกว่าเกณฑ์นี้อย่างมาก กลับคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกรวมกันถึง 8 สมัย
จากมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษผู้นี้ นั่นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัจจัยประการที่สาม นั่นคือองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ
"และสิ่งนั้นมาพร้อมกับประสบการณ์ ชาติที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ล้วนเป็นชาติที่ครองความเป็นผู้นำในกีฬาชนิดนี้เมื่อกว่า 100 ปีก่อน ในยุคก่อนที่ลัทธิล่าอาณานิคมจะสิ้นสุดลง"
เกมของการไล่ตามให้ทัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
อธิบายอย่างง่าย ๆ คือ ชาติที่ประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอล รวมถึงชาติที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันรายการสำคัญอย่างฟุตบอลโลกเป็นประจำ มักเป็นชาติที่ลงเล่นฟุตบอลระดับนานาชาติมาอย่างต่อเนื่องยาวนานตลอดประวัติศาสตร์ของตัวเอง โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีการแข่งขันเข้มข้นเช่น อเมริกาใต้และยุโรป
สิ่งนี้ช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดอุรุกวัยซึ่งเป็นประเทศในอเมริกาใต้ที่มีประชากรเพียง 3.5 ล้านคน จึงสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ถึง 2 สมัย (ปี 1930 และ 1950) โดยเกมการแข่งขันระหว่างทีมชาตินัดแรกที่อุรุกวัยแพ้อาร์เจนตินาไป 0-6 เกิดขึ้นในปี 1902 หรือ 12 ปีก่อนที่บราซิลจะลงเล่นนัดแรกในนามทีมชาติ
ขณะที่ประเทศในแอฟริกาและเอเชียใต้ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความเป็นชาติสั้นกว่ามาก หรือเป็นพื้นที่ที่ฟุตบอลเริ่มพัฒนาช้ากว่า ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อไล่ตามให้ทัน
บางประเทศสามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นขึ้นมาได้ เช่น โมร็อกโกซึ่งได้รับเอกราชจากสเปนและฝรั่งเศสในปี 1956 และกลายเป็นชาติแอฟริกันชาติแรกและชาติเดียวที่เคยผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกในการแข่งขันที่กาตาร์เมื่อปี 2022 ส่วนเกาหลีใต้ก็เป็นชาติเอเชียเพียงชาติเดียวที่เคยจบการแข่งขันในอันดับ 4 ทีมสุดท้ายในปี 2002 ซึ่งประเทศของตนเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการแข่งขัน
"แต่เราก็เห็นประเทศอื่น ๆ อย่างอินโดนีเซีย อินเดีย บังกลาเทศ และอีกหลายประเทศที่ยังไม่สามารถไล่ตามได้ทัน" สเตฟาน ซีมันสกี กล่าว
นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้ระบุว่า ประเทศเหล่านี้ประสบปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรและศักยภาพด้านต่าง ๆ แต่เขาเชื่อว่าต่อให้มีการลงทุนเพิ่มขึ้น พวกเขาก็ยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากจากการขาดองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญอยู่ดี
ปัญหาของเอธิโอเปีย

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
เอธิโอเปียไม่เคยผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกมาก่อน แม้จะเคยคว้าแชมป์แอฟริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ (African Cup of Nations ) ในปี 1962 ก็ตาม พวกเขาเคยมีโอกาสที่ดีที่สุดในปี 2014 เมื่อสามารถผ่านเข้ารอบคัดเลือกโซนแอฟริกาได้ แต่พ่ายต่อไนจีเรียทั้งในเกมเหย้าและเยือนในช่วงเกมคัดเลือกรอบสุดท้าย
ปัจจุบันวงการฟุตบอลเอธิโอเปียกำลังเผชิญกับสิ่งที่สื่อท้องถิ่นระบุว่าเป็นปัญหาจากการลงทุนในกีฬาชนิดนี้ที่ไม่เพียงพอ ตัวอย่างหนึ่งคือลีกอาชีพภายในประเทศต้องประสบปัญหาขาดแคลนสนามที่ได้มาตรฐานสำหรับใช้จัดการแข่งขันในฤดูกาลปัจจุบัน
"ในฤดูกาลนี้ เราจัดการแข่งขันไปแล้วมากกว่า 380 นัด โดยใช้สนามที่ได้รับการรับรองเพียง 3 แห่งเท่านั้น" คิฟเล เซเฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของพรีเมียร์ลีกเอธิโอเปีย กล่าวกับหนังสือพิมพ์ เดอะ รีพอร์ตเตอร์ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.
ปัญหาสนามแข่งไม่เพียงพอยังส่งผลกระทบต่อทีมชาติฟุตบอลชายของเอธิโอเปียด้วย โดยทีมต้องไปใช้ประเทศโมร็อกโกเป็นสนามเหย้าในการแข่งขันรอบคัดเลือกโซนแอฟริกา
กีฬาคริกเก็ต: เป็นอุปสรรคหรือเพียงข้ออ้างในเอเชียใต้

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
บางประเทศยังตกเป็นเหยื่อความสำเร็จในกีฬาประเภทอื่นด้วย โดยอินเดียเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจคริกเก็ตของโลก และอินเดียนพรีเมียร์ลีกหรือไอพีแอล (IPL) ซึ่งเป็นลีกอาชีพของประเทศ ก็เป็นลีกคริกเก็ตที่มั่งคั่งที่สุดในโลก
จากความเห็นของชยัม ธาปา อดีตนักฟุตบอลทีมชาติอินเดีย สถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาอย่างหนักในการค้นหาและพัฒนานักเตะหน้าใหม่ เขาระบุว่าความสำเร็จของลีกคริกเก็ตไอพีแอลทำให้พ่อแม่ชนชั้นกลางและชนชั้นกลางระดับสูงหันมาสนับสนุนให้บุตรหลานเล่นคริกเก็ตมากกว่าฟุตบอลมากขึ้นเรื่อย ๆ
"พวกเขา [ผู้ปกครอง] ต้องเข้าใจว่าหากสามารถสร้างอาชีพในวงการฟุตบอลได้ ก็มีรายได้ที่ดีได้เช่นกัน" ธาปากล่าวกับบีบีซีนิวส์
อย่างไรก็ตาม ออดิเต คาริม ชี้ให้เห็นว่าออสเตรเลียและนิวซีแลนด์กำลังพัฒนาวงการฟุตบอลและสามารถผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกได้ แม้ว่าจะเป็นชาติมหาอำนาจด้านคริกเก็ตเช่นกัน
"ความนิยมของคริกเก็ตเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น" เธอกล่าวถึงบังกลาเทศซึ่งเป็นอีกประเทศหนึ่งที่หลงใหลในกีฬาชนิดนี้
"เรายังขาดการเตรียมความพร้อมและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับประเทศที่จะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก"
จีนคือยักษ์หลับหรือไม่

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
กรณีของจีนอาจเป็นเรื่องที่ชวนฉงนมากกว่า เนื่องจากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาจีนก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์โอลิมปิก แต่ความพยายามในวงการฟุตบอลชายกลับไม่ได้ให้ผลลัพธ์ในลักษณะเดียวกัน
"ไม่มีเหตุผลใดเลย [ในทางทฤษฎี] ที่จีนจะไม่สามารถผลิตนักฟุตบอลระดับโลกได้" มาร์ก เดรเยอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลจีนซึ่งประจำอยู่ในกรุงปักกิ่ง กล่าว
"ปัญหาหลักคือในประเทศจีนทุกอย่างถูกควบคุมโดยรัฐและดำเนินการจากบนลงล่าง คุณจำเป็นต้องให้คนฟุตบอลเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องฟุตบอล แต่มันกลับมีการแทรกแซงทางการเมืองมากเกินไป"
จีนไม่ได้กลับมาเล่นฟุตบอลโลกอีกเลยนับตั้งแต่ปี 2002 แม้ว่าจะมีการลงทุนอย่างหนักในกีฬาชนิดนี้ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2010 ซึ่งรวมถึงการดึงนักเตะชื่อดังจำนวนมากจากอเมริกาใต้และยุโรปเข้ามาเล่นในลีกอาชีพของประเทศเพื่อยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน
เช่นเดียวกับจีน ประเทศอินโดนีเซียก็เคยเข้าร่วมฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้วเพียงครั้งเดียวเช่นกัน โดยเกิดขึ้นในปี 1938 ภายใต้ชื่อหมู่เกาะอินเดียตะวันออกของดัตช์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์
อย่างไรก็ตาม ทีมจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทีมนี้มีผลงานที่ดีในเส้นทางสู่ฟุตบอลโลก 2026 โดยผ่านเข้ามาถึงรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย
ทว่าผลงานดังกล่าวอาจอธิบายได้ว่ามันเกิดจากนโยบายดึงนักเตะยุโรปที่มีเชื้อสายอินโดนีเซียเข้ามาร่วมทีม แทนที่จะพึ่งพานักเตะที่พัฒนาขึ้นภายในประเทศ
"บางช่วง อินโดนีเซียมีนักเตะที่เกิดในยุโรปถึง 8 หรือ 9 คนใน 11 ตัวจริง" เจอโรม วิราวัน บรรณาธิการข่าวของบีบีซีแผนกภาษาอินโดนีเซีย กล่าว
ปากีสถานและบังกลาเทศยุติเส้นทางตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มของการแข่งรอบคัดเลือกโซนเอเชียโดยไม่ชนะเลยตลอด 6 นัด ขณะที่ปากีสถานยังถูกฟีฟ่าสั่งแบนจากการแข่งขันฟุตบอลนานาชาติถึง 3 ครั้ง ระหว่างปี 2017-2025 เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองภายในองค์กรบริหารฟุตบอลของประเทศเอง
สนุกกับการแข่งขัน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
ดังนั้นแล้วสำหรับแฟนฟุตบอลในหลายประเทศ ความฝันที่จะได้สัมผัสความสำเร็จในฟุตบอลโลกอาจยังเป็นเรื่องที่อยู่ห่างไกล
อย่างไรก็ตาม คาริมกล่าวว่าในระหว่างนี้ สิ่งปลอบใจที่ดีที่สุดก็คือการได้ร่วมสนุกกับบรรยากาศของมหกรรมลูกหนัง
"เมื่อมองจากความเป็นจริง ฉันไม่เห็นความเป็นไปได้เลยว่าจะได้เห็นบังกลาเทศลงเล่นในฟุตบอลโลกภายในช่วงชีวิตของฉัน"
"แต่แฟนฟุตบอลชาวบังกลาเทศก็ยังต้องการซึมซับทุกช่วงเวลาแห่งความสุขจากการแข่งขันรายการนี้อยู่ดี"































