ทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านอยู่ที่ไหน และทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, ซารา ฟายยาด
- Role, บีบีซีนิวส์ แผนกภาษาอารบิก
- Published
- เวลาอ่าน: 8 นาที
การปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดของอิหร่านเป็นหนึ่งในประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงกันและซับซ้อนที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและชาติตะวันตก
นี่เป็นองค์ประกอบสำคัญของบันทึกความเข้าใจที่อิหร่าน-สหรัฐฯ ลงนามร่วมกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามระหว่างสองประเทศ
รัฐบาลกรุงเตหะรานพยายามมานานแล้วที่จะเข้าถึงเงินทุนที่ถือครองอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเข้าถึงไม่ได้ เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดด้านการธนาคาร
ถึงแม้ทรัพย์สินส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในสหรัฐฯ แต่รัฐบาลกรุงวอชิงตันมีบทบาทสำคัญในการตัดสินว่าอิหร่านจะสามารถเข้าถึงทรัพย์สินเหล่านี้ได้หรือไม่
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การปลดล็อกเงินเหล่านี้แม้เพียงบางส่วนจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญต่อเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร การโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น และการลดค่าของสกุลเงินที่ดำเนินมาหลายปี ตลอดจนความเสียหายที่เกิดจากความขัดแย้งล่าสุดกับสหรัฐฯ และอิสราเอล
อย่างไรก็ตาม พวกเขาเตือนว่าการเปลี่ยนข้อตกลงใด ๆ ให้เป็นการโอนเงินจริงจะเป็นไปอย่างล่าช้าและซับซ้อน เนื่องจากอุปสรรคทางกฎหมาย การเงิน และการเมืองที่เกี่ยวข้อง
เงินทุนเหล่านี้คืออะไรกันแน่ อยู่ที่ไหน และอิหร่านจะเข้าถึงพวกมันได้ง่ายแค่ไหน ?
ทรัพย์สินเหล่านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images
ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่ามูลค่ารวมของทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดเป็นเท่าไหร่ แต่มีการประมาณการไว้ว่าน่าจะมีมูลค่าอยู่ในช่วงประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงมากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 9 แสนล้านบาท-3.3 ล้านล้านบาท)
เงินทุนเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในบัญชีเดียวที่สามารถเข้าถึงได้ แต่ประกอบไปด้วยรายได้จากน้ำมัน ผลกำไรจากการส่งออกน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้า เงินสำรองระหว่างประเทศที่ถืออยู่ในธนาคารต่างประเทศ และทรัพย์สินที่ผูกติดอยู่กับข้อพิพาททางกฎหมาย ซึ่งบางส่วนดำเนินมานานหลายทศวรรษ
เมื่ออิหร่านขายน้ำมันในต่างประเทศ การชำระเงินมักจะถูกฝากเข้าบัญชีในประเทศผู้ซื้อ แต่มาตรการคว่ำบาตรมักจะขัดขวางไม่ให้เตหะรานนำเงินเหล่านี้กลับประเทศ
การอายัดทรัพย์สินครั้งใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1979 หลังวิกฤตตัวประกันสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน แม้มีการยกเลิกอายัดทรัพย์สินบางส่วนภายใต้ข้อตกลงในภายหลัง แต่ข้อเรียกร้องและทรัพย์สินบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสัญญาทางทหารที่ลงนามก่อนการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ยังคงถูกอายัดอยู่
มาตรการจำกัดระลอกสองที่กว้างขวางขึ้นเริ่มต้นในช่วงปี 2011-2012 โดยมีการคว่ำบาตรนิวเคลียร์เข้มงวดขึ้น และอิหร่านถูกกีดกันออกจากบางส่วนของระบบธนาคารโลก มาตรการเหล่านี้ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นหลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA) ในปี 2018
เมื่อมาตรการจำกัดขยายวงกว้างขึ้น รายได้ของอิหร่านจำนวนมากขึ้นจึงติดอยู่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะถูกอายัดอย่างเป็นทางการหรืออยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่เข้มงวดเกี่ยวกับวิธีการนำไปใช้
เฟรเดอริก ชไนเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากสภาตะวันออกกลางว่าด้วยกิจการระดับโลก กล่าวว่า มี "การอายัดหลายประเภท" รวมถึงเงินที่ถูกบล็อกอย่างเป็นทางการ รายได้ที่ไม่สามารถส่งกลับประเทศได้ และเงินที่ผูกติดอยู่กับข้อพิพาททางกฎหมายที่กำลังดำเนินอยู่
เงินทุนของอิหร่านที่ถูกอายัดและมีข้อจำกัดอยู่ที่ไหนบ้าง ?

เงินทุนที่ถูกจำกัดส่วนใหญ่ของอิหร่านถูกเก็บไว้นอกสหรัฐฯ
ส่วนสำคัญอยู่ในจีน ซึ่งเป็นลูกค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน โดยมีมูลค่าประมาณ 20,000-50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.6 แสนล้านบาท-1.6 ล้านล้านบาท) เงินก้อนโตในส่วนอื่น ๆ ถูกเก็บไว้ในอิรัก ซึ่งเชื่อมโยงกับการชำระเงินสำหรับการส่งออกก๊าซและไฟฟ้า โดยมีมูลค่าประมาณ 10,000-15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3-5 แสนล้านบาท)
เกาหลีใต้ถือรายได้จากน้ำมันของอิหร่านประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถูกโอนไปยังบัญชีในกาตาร์ในปี 2023 ตามตัวเลขของรัฐสภาสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม วอชิงตันระบุว่าอิหร่านจะไม่สามารถเข้าถึงเงินทุนเหล่านั้นได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทำให้ในทางปฏิบัติแล้วเงินทุนเหล่านั้นถูกเก็บไว้ในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์
เงินทุนอื่น ๆ ถูกเก็บไว้ในอีกหลายประเทศ รวมถึงอินเดีย ญี่ปุ่น และลักเซมเบิร์ก
ในทางตรงกันข้าม จำนวนเงินที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ มีจำนวนค่อนข้างน้อย คือประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.6 หมื่นล้านบาท) ตามตัวเลขของรัฐสภาสหรัฐฯ และส่วนใหญ่ผูกติดอยู่กับคำตัดสินของศาลและการเรียกร้องค่าชดเชย ทำให้การปล่อยเงินทุนเหล่านั้นออกมามีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ
บทบาทของสหรัฐฯ คืออะไร ?

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
แม้ว่าเงินทุนส่วนใหญ่จะอยู่นอกสหรัฐฯ แต่อิทธิพลของรัฐบาลกรุงวอชิงตันที่มีต่อเงินทุนเหล่านั้นส่วนใหญ่มาจากมาตรการที่ถูกเรียกว่าการคว่ำบาตรทางอ้อม
มาตรการเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่อิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธนาคาร บริษัท และรัฐบาลต่างประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่านด้วย
สถาบันใดก็ตามที่ช่วยเคลื่อนย้ายเงินทุนของอิหร่านมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ หรือเผชิญกับบทลงโทษ
ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่ถือครองเงินของอิหร่านจึงมักลังเลที่จะปล่อยหรือโอนเงินให้อิหร่านโดยไม่ได้รับการอนุมัติอย่างชัดเจนจากสหรัฐฯ
อิหร่านจะได้อะไรจากข้อตกลงนี้ ?

ที่มาของภาพ, Anadolu via Getty Images
บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ระบุถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจหลักสองประการ ได้แก่
- การยกเว้นให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม พร้อมทั้งบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น การขนส่ง การประกันภัย และการธนาคาร
- การเข้าถึงเงินทุนที่ถูกอายัดหรือจำกัด ทำให้ธนาคารกลางของอิหร่านมีอำนาจควบคุมการใช้เงินมากขึ้น
นอกจากนี้ บันทึกความเข้าใจดังกล่าวยังชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการฟื้นฟูที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งมีมูลค่าอย่างน้อย 3 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 10 ล้านล้านบาท) เพื่อสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจของอิหร่านโดยความร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาค ภายใต้โครงการที่มีกลไกการดำเนินการที่ควรระบุไว้ในกรอบของข้อตกลงขั้นสุดท้าย
สหรัฐฯ เน้นย้ำว่าจะไม่จ่ายเงินให้อิหร่านโดยตรง (ซึ่งฝ่ายบริหารของทรัมป์กล่าวว่าขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ระหว่างอิหร่านและฝ่ายบริหารของโอบามา) แต่จะมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน การขนส่ง และภาคส่วนอื่น ๆ
เงินทุนจะไปถึงอิหร่านหรือไม่ ?
ในทางปฏิบัติ การเข้าถึงเงินทุนเหล่านี้อาจยังคงถูกจำกัด นายเอสฟานดียาร์ บัตมันเกลิดจ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Bourse & Bazaar Foundation ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในสหราชอาณาจักร กล่าวกับบีบีซีว่า ข้อตกลงดังกล่าวเผชิญกับ "อุปสรรคที่ซับซ้อนมาก" ซึ่งหมายความว่าอิหร่านอาจสามารถใช้เงินทุนภายในประเทศใดประเทศหนึ่งได้ แต่จะประสบปัญหาในการโอนเงินข้ามประเทศ
นายชไนเดอร์เน้นย้ำถึงปัญหาที่ลึกกว่านั้น นั่นคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความยั่งยืนของข้อตกลงใด ๆ
เขากล่าวว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ บางส่วนถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายโดยสภาคองเกรส ซึ่งหมายความว่าประธานาธิบดีไม่สามารถยกเลิกมาตรการเหล่านั้นได้ฝ่ายเดียว และสามารถออกคำสั่งยกเว้นชั่วคราวเท่านั้น นั่นทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการผ่อนปรนใด ๆ จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน
รูปแบบที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นหลังจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 เมื่ออิหร่านเข้าถึงเงินทุนบางส่วนได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ธนาคารหลายแห่งยังคงระมัดระวัง และในปี 2018 สหรัฐฯ ได้ถอนมาตรการคว่ำบาตรและกำหนดมาตรการคว่ำบาตรขึ้นใหม่
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ ตกลงที่จะปล่อยสินทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้ 12,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 4 แสนล้านบาท) แต่ทางวอชิงตันยังไม่ได้ยืนยันเรื่องนี้
นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนว่าสหรัฐฯ อาจใช้ทรัพย์สินบางส่วนของอิหร่านไปเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดจากสงครามให้แก่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียหรือไม่
นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวในเอ็กซ์ (X) เมื่อต้นเดือน มิ.ย. ว่า ความเสียหายดังกล่าวจะ "ได้รับการชดเชยด้วยเงินที่ดึงมาจากบัญชีของอิหร่าน"
อย่างไรก็ตาม อิหร่านปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว โดยนายคาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่าทรัพย์สินของอิหร่าน "ไม่ใช่ของที่วอชิงตันจะเอาไปแจก และไม่ใช่เงินทุนที่จะจ่ายให้กับพันธมิตรของสหรัฐฯ"
นัยต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน
ในปี 2024 เศรษฐกิจของอิหร่านมีมูลค่าประมาณ 475,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 15.8 ล้านล้านบาท) ตามข้อมูลของธนาคารโลก
เจ้าหน้าที่อิหร่านประเมินว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับสงครามอาจสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 10 ล้านล้านบาท) และเศรษฐกิจอาจหดตัวลงประมาณ 10% ในปีนี้
หากมีการปล่อยเงินทุนออกมาแม้เพียงบางส่วน ก็อาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้นได้
สมาชิกหอการค้าอิหร่านรายหนึ่งกล่าวกับบีบีซีว่า การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศของประเทศ "ถึงจุดที่คำสั่งซื้อจำนวนมากถูกระงับหรือล่าช้าเป็นเวลานาน และการนำเข้าถูกจำกัดเหลือเพียงสินค้าพื้นฐานและอาหาร"
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การเข้าถึงเงินตราต่างประเทศหลายพันล้านดอลลาร์อาจช่วยรักษาเสถียรภาพของเงินสกุลเรียลของอิหร่าน สนับสนุนการนำเข้า ซึ่งรวมถึงสินค้าจำเป็น และบรรเทาแรงกดดันในตลาดการเงินได้
แต่พวกเขาเตือนว่าสิ่งนี้จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่าได้
คัมราน เนดรี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิหม่าม ซาดิก ในกรุงเตหะราน กล่าวว่า "การควบคุมอัตราเงินเฟ้อและการแก้ไขวิกฤตค่าครองชีพควรได้รับการจัดลำดับความสำคัญก่อนโครงการฟื้นฟูใด ๆ"
เขากล่าวเสริมว่า การอัดฉีดทรัพยากรทางการเงินลงไปโดยปราศจากการปฏิรูปอาจบั่นทอนผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมห์รดาด วาฮาบี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปารีส 13 ประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า ความท้าทายของอิหร่านนั้นกว้างกว่านั้น นั่นคือการพลิกกลับ "การลดลงอย่างรวดเร็วของการลงทุนและความล้าสมัยทางอุตสาหกรรม" ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
"หากปราศจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การลงทุนก็เป็นไปไม่ได้ หากปราศจากนักลงทุนที่แท้จริง เศรษฐกิจของอิหร่านจะไม่เจริญรุ่งเรือง และการพัฒนาเศรษฐกิจจะหยุดชะงัก" เขากล่าว
เรซา ทาเลบี นักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยไลป์ซิก ประเทศเยอรมนี เห็นด้วย
เขากล่าวว่า อิหร่านต้องลดความตึงเครียดลงเพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจว่าเงินของพวกเขาจะได้รับการปกป้องจากความเสี่ยงทางการเมืองและความมั่นคง
เขากล่าวเสริมว่า "สภาวะที่ไม่แน่นอนระหว่างสงครามและสันติภาพเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดต่อการไหลเวียนของเงินทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ [ของอิหร่าน]"






























