You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เชื่อใครดี ระหว่างเพจ "พิสูจน์บั้งไฟพญานาค" กับนายก อบจ.หนองคาย
เป็นเวลา 10 ปีเต็มแล้วที่นายสมภพ ขำสวัสดิ์ เจ้าหน้าที่สังกัดเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา พยายามพิสูจน์หาที่มาของลูกไฟที่ปรากฏเหนือแม่น้ำโขงใน จ.หนองคายและ จ.บึงกาฬ ในคืน 15 ค่ำเดือน 11 ของทุกปี หรือที่รู้จักกันว่าปรากฏการณ์ "บั้งไฟพญานาค"
เขาไม่ใช่คนแรกที่ตั้งคำถามและพยายามหาความจริงเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค ไม่ใช่คนแรกที่ไม่เชื่อว่าลูกไฟที่ลอยขึ้นมาเหนือแม่น้ำโขงนั้นเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือเหนือธรรมชาติ
แต่นายสมภพ วัย 41 ปี ผู้เป็นแอดมินเพจเฟซบุ๊ก "พิสูจน์บั้งไฟพญานาค" ที่มีผู้ติดตามกว่า 3 หมื่นคน เป็นคนแรกที่รวบรวมรายชื่อหมู่บ้านในฝั่งประเทศลาวจำนวน 10 หมู่บ้านและนำไปยื่นต่อสถานทูตลาวประจำประเทศไทย พร้อมกับเรียกร้องให้ทางการลาวตรวจสอบว่ามีการยิงปืนจากหมู่บ้านเหล่านี้เพื่อให้คนเชื่อว่าเป็นลูกไฟในปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาค
นายสมภพเดินทางไปยื่นจดหมายและรายชื่อหมู่บ้านทั้ง 10 แห่งที่สถานทูตลาวเมื่อวานนี้ (25 ต.ค.) หรือราว 1 สัปดาห์หลังจากสิ้นสุดงานประเพณีออกพรรษาและบั้งไฟพญานาคโลกประจำปี 2564 ที่ จ.หนองคาย เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ซึ่งทางจังหวัดมีการบันทึกอย่างเป็นทางการไว้ว่า 15 ค่ำ เดือน 11 ปีนี้มีลูกไฟลอยขึ้นมาจากแม่น้ำโขงทั้งหมด 600 ลูก
แม้จะมีเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยออกมารับจดหมายของเขา เนื่องจากสถานทูตปิดทำการ แต่นายสมภพถือว่าเขาได้ทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว และคาดหวังว่าจะได้รับการติดต่อจากสถานทูตลาวเร็ว ๆ นี้เพื่อขอข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติมซึ่งพร้อมจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ซึ่งหลังจากยื่นเอกสารให้สถานทูตแล้วเขาก็ได้นำรายชื่อหมู่บ้านเหล่านั้นมาเปิดต่อสาธารณะทางเฟซบุ๊ก
วันนี้ (26 ต.ค.) บีบีซีไทยสอบถามไปยังสถานทูตลาวถึงเรื่องนี้ ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่สถานทูตว่าได้รับทราบจากสื่อมวลชนว่ามีผู้มายื่นจดหมายขอให้ตรวจสอบเรื่องการยิงปืนในพื้นที่ 10 หมู่บ้านของลาว โดยมีเจ้าหน้าที่ รปภ. รับเรื่องไว้ ขณะนี้สถานทูตยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง พร้อมกับระบุว่าเป็นครั้งแรกที่สถานทูตได้รับรายชื่อหมู่บ้านเหล่านี้
บีบีซีไทยยังได้สอบถามไปยังกระทรวงการต่างประเทศของไทยถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-ลาวที่อาจเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ
ส่วนนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ประเด็นนี้โดยให้เหตุผลว่าเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งผู้ว่าฯ และได้มอบหมายให้นายยุทธนา ศรีตะบุตร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดและยังเป็นนายกอบจ. มาถึง 19 ปี ให้ความเห็นแทน
ต่อไปนี้คือเสียงของแอดมินเพจ "พิสูจน์บั้งไฟพญานาค" ที่อ้างว่ามีหลักฐานยืนยันว่าบั้งไฟพญานาคเกิดจาก "การยิงลูกปืนส่องแสง" จากหมู่บ้านในฝั่งลาว และความเห็นของนายก อบจ. หนองคาย ผู้เชื่อว่าบั้งไฟพญานาคเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์ ส่วนการยิงปืนนั้นมีจริงแต่เป็นเพียงการยิงเพื่อเฉลิมฉลองการเกิดบั้งไฟพญานาค
แอดมินเพจ "พิสูจน์บั้งไฟพญานาค"
นายสมภพบอกกับบีบีซีไทยว่าการเปิดเผยรายชื่อ 10 หมู่บ้านฝั่งลาวที่เขาเชื่อว่าเป็นจุดที่มีการยิงลูกปืนส่องแสงเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจในโอกาสครบรอบ 10 ปีเต็มที่เขาพิสูจน์และเก็บข้อมูลเพื่อพิสูจน์สมมติฐานที่ว่าลูกไฟเหนือแม่น้ำโขงในคืนวันออกพรรษานั้นเป็นฝีมือมนุษย์
เขาเล่าว่าตัวเองเป็นคนสนใจเรื่องวิทยาศาสตร์และชอบพิสูจน์เรื่องลี้ลับอยู่แล้ว แต่บั้งไฟพญานาคนับเป็นงานหลัก เพราะเขาใช้เวลาเป็นการพิสูจน์ที่ยาวนานถึง 10 ปี นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เดินทางไปเห็นลูกไฟลอยขึ้นมาเหนือแม่น้ำโขงด้วยตาตัวเองเมื่อปี 2554
"ผมเดินทางไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอได้เห็นและถ่ายรูปมาดูอย่างละเอียดก็เชื่อว่าเป็นแสงไฟที่เกิดจากการยิงลูกปืนส่องแสงทั้งหมด หลังจากนั้นทุก ๆ คืนวันออกพรรษาก็จะเดินทางไป จ.หนองคาย และ จ.บึงกาฬ เพื่อเก็บภาพมาพิสูจน์ บันทึกตำแหน่งที่เห็นลูกไฟจากฝั่งลาว แล้วก็ไปค้นหาชื่อหมู่บ้านมาจดบันทึกไว้"
นายสมภพบอกว่าเมื่อทฤษฎีของเขามีคนสนับสนุนมากขึ้น ก็เริ่มมีทีมงานมาร่วมเก็บข้อมูลเชิงลึก มีอาสาสมัครบางคนเดินทางลงพื้นที่หมู่บ้านเหล่านั้นในฝั่งลาว บางคนเคยไปสอบถามเจ้าหน้าที่ลาวที่ดูแลหมู่บ้าน สัมภาษณ์คนลาวในหมู่บ้านต่าง ๆ ริมแม่น้ำโขงเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการยิงปืนในคืนวันออกพรรษา
ทั้งภาพและข้อมูลจากการลงพื้นที่ทำให้สมภพมั่นใจในทฤษฎี "บั้งไฟพญานาคคือลูกไฟจากการยิงปืนส่องแสงในฝั่งลาว" มากขึ้นเรื่อย ๆ จนนำมาสู่การยื่นเรื่องต่อทางการลาวหลังออกพรรษาปีนี้
"อยากให้ทางการลาวตรวจสอบหมู่บ้านทางลาวหน่อยว่ายิงลูกปืนส่องแสงในคืนวันออกพรรษาจริงหรือเปล่า ยิงเพื่ออะไร ได้เงินทุนจากไหน และผิดกฎหมายลาวมั้ย...ส่วนทางการไทย เห็นว่าเจ้าหน้าที่ในหนองคายและบึงกาฬก็มีการติดต่อสื่อสารกับเจ้าหน้าที่ฝั่งลาวอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ก็อยากให้ช่วยตรวจสอบด้วยอีกทางหนึ่ง" นายสมภพกล่าว
นายสมภพบอกว่าหลักฐานที่นำมาสู่การระบุชื่อทั้ง 10 หมู่บ้านว่าเป็นตำแหน่งที่มีการยิงปืนในคืนวันออกพรรษา มาจากภาพถ่ายทั้งภาคพื้นในฝั่งไทย ภาพมุมสูงจากโดรน และการเดินทางลงพื้นที่ในฝั่งลาวซึ่งเขาอ้างว่ามีคนที่สามารถถ่ายภาพคนที่กำลังยิงลูกปืนส่องแสงในระยะใกล้ได้
"ผมต้องการให้ความจริงปรากฏเท่านั้น แค่หวังให้สังคมได้รู้ความจริง ส่วนใครจะยังคงไปดูบั้งไฟพญานาคหรือจะมีความเชื่ออย่างไรก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล แล้วผมก็ยอมรับความเห็นต่างมาตลอด"
ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ไทยลาวที่อาจได้รับผลกระทบจากการกล่าวหาและเคลื่อนไหวเพื่อหาความจริงของเขานั้น สมภพตอบเพียงว่าเรื่องนี้ "เป็นความจริงที่ต้องเปิดเผย" และเมื่อความจริงปรากฏแล้วความสัมพันธ์ก็จะกลับมาเหมือนเดิม และการหาความจริงร่วมกันน่าจะดีต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมากกว่า
นายก อบจ. หนองคาย
"ไม่ใช่เรื่องใหม่และไม่ใช่เรื่องตื่นเต้น" นายยุทธนา ศรีตะบุตร นายก อบจ. หนองคายให้ความเห็นกับบีบีซีไทยต่อทฤษฎี "ปืนส่องแสง" ของแอดมินเพจ "พิสูจน์บั้งไฟพญานาค"
นายยุทธนาบอกว่าตลอด 19 ปีของการเป็นนายก อบจ. เขาชี้แจงเรื่องกำเนิดของบั้งไฟพญานาคมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ไม่เหนื่อยที่จะอธิบายซ้ำอีกครั้งเมื่อมีผู้ไปยื่นหนังสือถึงทางการลาวให้ตรวจสอบเรื่องนี้
ข้อสรุปของนายก อบจ.หนองคาย มีอยู่ว่า บั้งไฟพญานาคเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แม้จะยังอธิบายสาเหตุการเกิดขึ้นของลูกไฟไม่ได้ แต่สิ่งที่แน่นอนคือไม่ได้เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ส่วนการยิงปืนในฝั่งลาวนั้นมีจริง แต่เป็นการยิงเฉลิมฉลองการเกิดบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษา ไม่ใช่การจงใจทำให้เกิดการเข้าใจผิด
เขานำเสนอเหตุผล 3 ข้อเพื่อสนับสนุนข้อสรุปนี้
1. พื้นที่ของการเกิดบั้งไฟพญานาค: มีการบันทึกไว้ว่ามีการพบเห็นตลอดระยะทางราว 200 กม.ของแม่น้ำโขง จาก อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ไปจนถึง อ.เมือง จ.บึงกาฬ วันออกพรรษาแต่ละปีมีลูกไฟเกิดขึ้นประมาณ 600-700 ลูก ห่างกัน 1-2 นาที และคนส่วนใหญ่เห็นว่าลูกไฟลอยขึ้นมาจากกลางแม่น้ำโขง
"ถ้าใช้คนยิง (กระสุนส่องวิถี) จะต้องใช้คนจำนวนหลายร้อยคน คนหลายร้อยคนจะเก็บความลับได้นานขนาดนี้หรือ แล้วจุดที่ยิงจะต้องเป็นกลางแม่น้ำโขงซึ่งมีน้ำเชี่ยวมาก ใครจะยืนได้" เขาตั้งข้อสังเกต
2. ลักษณะและองศาของลูกไฟ: นายยุทธนาบอกว่าลูกไฟของบั้งไฟพญานาคมีลักษณะกลม ไม่มีหางไฟ และลอยขึ้นมาตรง ๆ จากแม่น้ำโขง แต่หากเป็นลูกไฟจากการยิงกระสุนส่องวิถี จะมีหางไฟและมีลักษณะเฉียงเนื่องจากท่ายิงประทับบ่า ซึ่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน
"เรารับรู้มาตลอดว่าฝั่งประเทศเพื่อนบ้านฉลองบั้งไฟพญานาคด้วยการยิงปืนนำวิถี การยิงปืนนำวิถีที่พูดถึง เป็นการยิงเพื่อฉลองลูกบั้งไฟที่เกิดขึ้นกลางแม่น้ำโขง ไม่ใช่ยิงเพื่อให้คนเข้าใจว่าเป็นบั้งไฟพญานาค คนในพื้นที่เขาแยกออกว่าอันไหนเป็นลูกไฟพญานาค อันไหนเป็นกระสุนนำวิถี"
3. บั้งไฟพญานาคเกิดมาก่อนที่จะมีปืนและกระสุนนำวิถี: นายกฯ อบจ. หนองคายอ้างข้อมูลจากการสัมภาษณ์คนเฒ่าคนแก่หลายคนในหนองคายเพื่อย้อนหาปีแรกที่มีผู้พบเห็นการเกิดลูกไฟเหนือแม่น้ำโขง ซึ่งเขาบอกว่าคำบอกเล่าของ "พยานบุคคล" เหล่านี้สรุปได้ว่ามีผู้พบเห็นปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่ราว 150 ปีก่อน
"ในสมัยนั้นแน่นอนว่ายังไม่มีอาวุธปืนที่ใช้ยิง ซึ่งน่าจะประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ 80 ปีที่ผ่านมานี้เอง แสดงว่าบั้งไฟมันเกิดก่อนกระสุนนำวิถี" เขาสรุป
นายก อบจ. ทิ้งท้ายว่า จ.หนองคายยินดีและพร้อมต้อนรับบุคคลทุกคณะที่ต้องการมาพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับบั้งไฟพญานาค แม้ว่าช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจะมีบุคคลหลายกลุ่มทั้งผู้เชี่ยวชาญและนักพิสูจน์มือสมัครเล่นเดินทางมาพิสูจน์และตั้งทฤษฎีขึ้นมากมายแล้วก็ตาม
ส่วนเรื่องการสอบสวนหมู่บ้านที่นายสมภพอ้างว่ามีการยิงปืนในคืนวันออกพรรษา นายยุทธนากล่าวว่า ไม่ขอก้าวล่วงเนื่องจากเป็นเรื่องที่ทางการลาวจะจัดการ เพราะโดยทั่วไปการยิงปืนในที่สาธารณะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย