เลือกตั้งเทศบาล: นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นยก 2 "ธนาธร" ถอดบทเรียนความปราชัยเลือกตั้ง อบจ.

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หาเสียง
คำบรรยายภาพ, นายธนาธรช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลของคณะก้าวหน้าหาเสียง
Published

"เจ็บปวด" และ "ผิดหวัง" เป็นความรู้สึกที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มีต่อความพ่ายแพ้ของคณะก้าวหน้าในศึกเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งผู้สมัครนายก อบจ. ในสังกัดไม่สามารถเอาชนะได้เลยแม้แต่จังหวัดเดียว

ยังไม่มีใครรู้ว่าธนาธรและทีมงานของเขาจะพบกับความเจ็บปวดและผิดหวังอีกหรือไม่ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลในวันอาทิตย์ที่ 28 มี.ค. นี้ แต่ประธานคณะก้าวหน้าก็ยังเชื่อว่า คะแนนนิยมที่รักษาไว้ได้นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปปี 2652 และบทเรียนที่ได้จากความปราชัยในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งแรกจะเปิดประตูให้คณะก้าวหน้าปักธงในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้

โค้งสุดท้ายของการหาเสียง บรรดาผู้สมัครซึ่งมีทั้งสังกัดกลุ่มการเมืองที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใหญ่ กลุ่มการเมืองอิสระ ผู้สมัครอิสระ รวมทั้งบุคคลในตระกูลการเมืองดังของท้องถิ่นที่กุมอำนาจบริหารในเทศบาลมาเนิ่นนานต่างหาเสียงกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในเทศบาลนครใหญ่ ๆ อย่างเชียงใหม่ หาดใหญ่ นครราชสีมา เป็นต้น

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปยอดผู้รับสมัครเลือกตั้งเทศบาลทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศว่ามีทั้งหมด 73,390 คน แบ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรี 5,771 คน และผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล 67,619 คน ซึ่งมีพิจารณาจากจำนวนผู้ลงสมัครแล้ว นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการการเลือกตั้ง ประเมินว่า การเลือกตั้งเทศบาลครั้งนี้ "เป็นการแข่งขันที่สูงอย่างแน่นอน"

คณะก้าวหน้าของนายธนาธรเป็นกลุ่มการเมืองที่ถูกจับตามากอีกครั้งหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเป็นกลุ่มที่ประกาศต่อสู้ในสนามเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างชัดเจน ส่วนพรรคพลังประชารัฐที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณเป็นหัวหน้าพรรคนั้นมีมติไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น หรือสนับสนุนกลุ่มการเมือง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นตัวแทนในนามของพรรค ซึ่งเป็นมติเดิมตั้งแต่การเลือกตั้ง อบจ. เมื่อเดือน ธ.ค. 2563

ผิดหวัง แต่เดินหน้าต่อ

นายธนาธรให้สัมภาษณ์พิเศษบีบีซีไทยช่วงต้นปี 2564 -ไม่นานหลังการเลือกตั้ง อบจ. เมื่อ 20 ธ.ค. 2563 ว่าความพ่ายแพ้อย่างราบคาบจากการเลือกตั้ง อบจ. คือความผิดหวังที่ต้องยอมรับของคณะก้าวหน้า แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ได้รับบทเรียนในการเดินหน้าสู้ศึกการเลือกตั้งในปีนี้ซึ่ง กกต.เรียกว่าเป็น "ปีแห่งการเลือกตั้งท้องถิ่น"

"เราไม่ได้รับเลือกในตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลยสักจังหวัดหนึ่ง แน่นอนที่สุด นี่คือความผิดหวังของพวกเรา พวกเราเจ็บปวด เพราะเราส่ง 42 จังหวัด แม้ว่าตอนนั้นจะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยเราก็คิดว่า 5 จังหวัด พอเป็นไปได้" นายธนาธรกล่าว

ประธานคณะก้าวหน้าวิเคราะห์ถึงปัจจัยความพ่ายแพ้ของการเลือกตั้งในวันที่ 20 ธ.ค. ว่าน่าจะมาจากสองปัจจัยใหญ่ คือ ปัจจัยภายในของทีมงานคือการทำงานกับคนในพื้นที่ยังไม่มากพอ และปัจจัยภายนอกคือ องคาพยพของรัฐอยู่ตรงข้ามกับคณะก้าวหน้าทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อหยุดยั้งจากแรงกดดันการเมืองระดับชาติ และวาทกรรม "ล้มเจ้า"

แผ่นพับหาเสียงเลือกตั้งเทศบาลของคณะก้าวหน้า
คำบรรยายภาพ, แผ่นพับหาเสียงเลือกตั้งเทศบาลของคณะก้าวหน้า

แต่นายธนาธรมองว่าอย่างน้อยที่สุดคณะก้าวหน้าก็ได้บทเรียน 3 อย่างจากการเลือกตั้ง อบจ. นั่นคือ

  • ได้สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) 57 คน ใน 20 จังหวัด
  • ได้ทีมงานเพิ่มขึ้น การลงพื้นที่ในระดับจังหวัดทำให้ได้เครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น อย่างน้อยที่สุดใน 42 จังหวัดที่ส่งผู้สมัคร
  • ได้ทดสอบตัวเองภายใต้ภาวะที่ถูกดันทางการเมืองด้วยข้อหา "ล้มเจ้า" อย่างหนักหน่วง แต่ว่ายังมีประชาชนจำนวนหนึ่งยังมั่นคงกับคณะก้าวหน้า โดยในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ มี.ค. 2562 ใน 42 จังหวัดนี้ คณะก้าวหน้ามีคะแนนนิยมอยู่ที่ 16.2% ในการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดในวันที่ 20 ธ.ค. 2563 ในพื้นที่เดียวกันนี้ ก็มีคะแนนนิยมเพิ่มเป็น 17%

"แม้ว่าโดนโจมตีว่าล้มเจ้าขนาดนี้ เรายังรักษาความนิยมไว้ได้ ไม่ได้น้อยกว่า 16.2% แน่นอนว่ามีภูมิภาคที่เสียหายเยอะอย่างภาคใต้ พบว่าคะแนนนิยมลดลงเกือบทุกจังหวัด ยกเว้นพังงา แต่ภาคเหนือ ภาคกลาง จังหวัดใหญ่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นทั้งหมด โคราชเกือบเท่าตัวเลย" เขากล่าว

นายธนาธรกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองที่สื่อสารกับสังคมแบบตรงไปตรงมาในวาระที่ก้าวหน้า และการเมืองที่ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง ก็เป็นไปได้ คนยังมีความเชื่อมั่นในการเมืองแบบนี้

ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์เดินสายพบปะชาวบ้าน
คำบรรยายภาพ, ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์เดินสายพบปะชาวบ้าน

เชื่อมการเมืองระดับชาติสู่ท้องถิ่น

อดีตนักธุรกิจวัย 42 ปี ผู้ผันตัวมาทำงานการเมืองยืนยันว่าคณะก้าวหน้าจะยังทำงานการเมืองระดับท้องถิ่นต่อ เพราะเห็นว่าการเมืองท้องถิ่นเป็นสิ่งที่สำคัญ และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง ในต่างประเทศการเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติมีความสำคัญเท่า ๆ กัน

หนึ่งในประเด็นหลักที่คณะก้าวหน้าใช้หาเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่น ทั้งระดับ อบจ. และระดับเทศบาลคือนโยบายการศึกษา นายธนาธรอธิบายว่านโยบายความเท่าเทียมกันทางการศึกษาดูแลโดยกระทรวงศึกษาธิการ แต่หากพิจารณาถึงส่วนย่อยในระดับจังหวัดหรือท้องถิ่น กลับพบว่ามีโรงเรียนหลายแห่งไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ แต่สังกัดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

นายธนาธรหวังว่าการได้ที่นั่งในองค์กรส่วนท้องถิ่นจะทำให้คณะก้าวหน้ามีโอกาสได้เข้าไปแสดงบทบาทแสดงฝีมือในฐานะฝ่ายบริหารและจะได้แสดงให้ประชาชนเห็นว่า ถ้าการเมืองดี ถ้ามีคนที่มีเจตจำนงทางการเมืองที่เด่นชัด ไม่เอื้อผลประโยชน์ให้ตัวเอง ประเทศไทยจะไปได้ไกลกว่านี้

"เราทำในระดับประเทศไทยไม่ได้ เราจะต้องทำในระดับท้องถิ่นให้เห็น เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจ เห็นฝีไม้ลายมือ นี่คือวัตถุประสงค์แรก" เขากล่าว

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ส่วนวัตถุประสงค์ต่อมาคือ เขาอยากใช้เรื่องนี้เป็นการรณรงค์เพื่อสะท้อนปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศคือ "รัฐราชการรวมศูนย์" เขาต้องการให้ท้องถิ่นมีอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้น มีส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรมในเรื่องของภาษี และผลักดันการกระจายอำนาจ

สำหรับแนวทางการคัดเลือกผู้สมัคร คณะก้าวหน้าระบุว่าต้องเป็นบุคคลที่มี "คุณค่าพื้นฐาน" ร่วมกันคือ มีจุดยืนที่หนักแน่นด้านประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ, ยึดแนวทางการทำงานของพรรคอนาคตใหม่เดิม คือไม่ซื้อสิทธิซื้อเสียง, ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน งบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนต้องถูกใช้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ หรือการทำตัวเป็นนักเลงผู้มีอิทธิพล

สำรวจแนวรบสนามเลือกตั้งเทศบาล

ในจำนวนผู้สมัครรับสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเกือบ 6,000 คน และสมาชิกสภาเทศบาลอีกกว่า 67,000 คนที่ลงชิงชัยเพื่อเข้ามาบริหารงานในเทศบาล ซึ่งมีทั้งหมด 3 ขนาด เรียงจากเล็กไปหาใหญ่ คือ เทศบาลตำบล (2,247 แห่งทั่วประเทศ) เทศบาลเมือง (195 แห่ง) และเทศบาลนครนั้น มีทั้งผู้สมัครที่สังกัดกลุ่มการเมืองที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใหญ่ชัดเจน กลุ่มการเมืองท้องถิ่น กลุ่มภาคประชาสังคม ผู้สมัครอิสระ รวมทั้งคนในตระกูลการเมือง อย่างเช่น "อัศวเหม" แห่ง จ.สมุทรปราการ

กลุ่มการเมืองที่เชื่อมโยงกับพรรคการเมืองใหญ่ เช่น ทีมโคราชชาติพัฒนา ที่หาเสียงด้วยนโยบาย "เราจะสร้างโคราชเป็นเมืองหลวงของอีสาน" และกลุ่มเพื่อไทยนครเชียงใหม่ ที่ขาย "นโยบายความสุขที่ยั่งยืนเพื่อคนเชียงใหม่"

ส่วนกลุ่มการเมืองท้องถิ่น เช่น กลุ่มเพื่อนเนวิน แห่ง จ.บุรีรัมย์ ที่มาพร้อมสโลแกน "พัฒนาเมือง พัฒนาด้วยใจ พัฒนาไปด้วยกัน"

ผู้สมัครนายกเทศมนตรีของ "ทีมโคราชชาติพัฒนา"
คำบรรยายภาพ, ผู้สมัครนายกเทศมนตรีของ "ทีมโคราชชาติพัฒนา"

กลุ่มการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงสนามเลือกตั้งเทศบาลมักจะรณรงค์หาเสียงให้ประชาชนเลือกนายกเทศมนตรีและผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาลในสังกัดแบบ "ยกทีม" ซึ่งหมายถึงเลือกผู้สมัครของกลุ่มทั้ง 6 คน เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้เทศบาลแต่ละแห่งมีสมาชิกสภาเทศบาลได้เขตเลือกตั้งละ 6 คน

จากฐานข้อมูลการเลือกตั้งเทศบาล 28 มี.ค. ของ กกต. จังหวัดที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ (4,048 คน) นครราชสีมา (2,703 คน)ขอนแก่น (2,473 คน) เชียงราย (2,396 คน) และอุดรธานี (2,317 คน) ตามลำดับ