คนพิการ : "ลอเรน เอเวอร์รี" สาวอังกฤษหัวใจไทย ที่ต่อสู้เพื่อให้คนพิการเดินทางได้อย่างเท่าเทียมในกรุงเทพฯ

คำบรรยายวิดีโอ, สาวอังกฤษผู้ต่อสู้ทวงสิทธิผู้พิการไทย
    • Author, เรื่อง-ภาพ โดย ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล
    • Role, ผู้สื่อข่าววิดีโอ บีบีซีไทย
  • Published

หญิงสาวชาวอังกฤษซึ่งผูกพันกับเมืองไทยเป็นพิเศษ เพราะมีน้องชายบุญธรรมเป็นคนไทยถึง 2 คน เธอใฝ่ฝันอยากให้กรุงเทพฯ ที่เป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 เป็นสังคมที่เผื่อแผ่ความเท่าเทียมให้ผู้พิการทุกคน โดยเริ่มจากการลดอุปสรรคในการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้พิการในทุก ๆ วัน

อากาศยามเช้าปลอดโปร่ง หญิงร่างเพรียวเดินเข้ามาในร้านกาแฟใกล้สถานีอารีย์ รถไฟฟ้าบีทีเอส ไม่นานนักชายวัยกลางคนก็หมุนล้อวีลแชร์เคลื่อนเข้ามาในร้านอย่างทะมัดทะแมง

"สวัสดีครับคุณฟ้า ขอโทษที่ทำให้รอ" มานิตย์ อินทร์พิมพ์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิคนพิการทักทายหญิงสาว

"รอไม่นานค่ะ สั่งกาแฟก่อนได้นะคะ แล้วเราค่อยคุยกัน" สาวฝรั่งผมบลอนด์ตอบด้วยภาษาไทยชัดเจนจนคนในร้านบางคนต้องหันมามอง

ลอเรน เอเวอร์รี อายุ 30 ปี ที่มีชื่นเล่นภาษาไทยว่า "ฟ้า" เดินทางมาประเทศไทยครั้งนี้นาน 2 สัปดาห์ เพื่อต่อยอดงานวิจัยปริญญาโทในหัวข้อ "การเคลื่อนไหวและขบวนการทางสังคมของผู้พิการไทย: ความเป็นจริงในการใช้ระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพมหานคร"

ฟ้า และมานิตย์ คุยกันถึงปัญหาคนพิการใน กทม.
คำบรรยายภาพ, ฟ้า และมานิตย์ คุยกันถึงปัญหาคนพิการใน กทม.

อาทิตย์แรก เธอตระเวนพูดคุยกับสมาคมผู้พิการต่าง ๆ และวันนี้ มานิตย์เป็นหนึ่งในคนที่เธอรอจะได้ทำความรู้จักและพูดคุยมานานแล้ว เพราะเป็นนักรณรงค์เพื่อสิทธิคนพิการที่มีบทบาทมากที่สุดคนหนึ่งของไทย

มานิตย์ ประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ตอนอายุ 24 ปี ทำให้เป็นอัมพาตตั้งแต่เอวลงมา เขาเปิดเฟซบุ๊ก Accessibility is Freedom โดยมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้เป็นสังคมที่ตระหนักถึงสิทธิของผู้พิการ สื่อมวลชนเคยตั้งฉายาเขาว่า "มานิตย์ทุบลิฟต์" จากกรณีที่เขาทุบลิฟต์สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศก เมื่อต้นปี 2561 เพราะลิฟต์ถูกล็อก ทำให้ผู้พิการขึ้นไปชานชาลาไม่ได้

ฟ้าบอกกับเราว่าการเก็บข้อมูลในวันนี้ เธออยากเห็นภาพรวมอุปสรรคในการเดินทางของผู้พิการในกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ปัญหาของคนกลุ่มหนึ่งเพราะ "คนพิการแต่ละประเภทประสบอุปสรรคต่างกัน"

ฟ้า

ความสนใจในปัญหาผู้พิการในไทยของฟ้า มีรากฐานมาจากความรักและความผูกพันกับประเทศไทยซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนที่ครอบครัวของเธอมาเที่ยวเมืองไทยเมื่อราว 20 ปีก่อน

ตอนนัั้นฟ้าอายุ 11 ขวบ พ่อกับแม่พาเธอไปเยี่ยมมูลนิธิคริสเตียนเพื่อเด็กพิการ

"หลังจากนั้นครอบครัวรับเด็กคนไทย 2 คนไปเลี้ยง ฉันเลยมีน้องบุญธรรมคนไทย 2 คน" ฟ้าเล่า

น้องบุญธรรมชาวไทยของฟ้า เป็นผู้พิการทางการเรียนรู้
คำบรรยายภาพ, น้องบุญธรรมชาวไทยของฟ้า เป็นผู้พิการทางการเรียนรู้

น้องชายบุญธรรมคนเล็กเป็นผู้พิการทางร่างกายและการเรียนรู้ ช่วงแรกครอบครัวเอเวอร์รีเดินทางมาไทยบ่อยครั้งเพื่อเยี่ยมเด็กชาย ก่อนจะพาทั้งสองคนไปอยู่ด้วยที่อังกฤษ

น้องชายคนเล็กนี่เองที่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ฟ้าสนใจเรื่องผู้พิการ

"ตอนนี้เขาอายุ 18 ปี น่ารักมาก"

ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย ฟ้าไปทำงานที่ร้านอาหารไทยใกล้บ้านอยู่นาน 3 ปี ทำให้ได้ฝึกพูดภาษาไทย หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านกราฟิกดีไซน์ เธอมาอยู่ที่ไทย 2 ปี และได้เข้าทำงานที่บ้านนนทภูมิ เพื่อเรียนภาษาและช่วยเหลือเด็กพิการไปด้วย

"เป็นฝรั่งคนเดียวในออฟฟิศเลยค่ะ" ฟ้าเล่าอย่างร่าเริง

ไร้ความเท่าเทียม

ช่วงที่ทำงานอยู่ที่มูลนิธิคริสเตียนเพื่อเด็กพิการ ฟ้าในวัย 25 ปี ค้นพบว่าจริง ๆ แล้วเธอสนใจเรื่องผู้พิการ อีกทั้งยังเห็นว่าปัญหาและอุปสรรคของผู้พิการในไทยได้รับการแก้ไขอย่างล่าช้า เธอจึงเดินทางกลับอังกฤษเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้าน "การพัฒนาของเอเชียตะวันออก" มหาวิทยาลัยลีดส์

2 ปีที่อยู่ในไทย และช่วยเหลือมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ทำให้ฟ้าตระหนักถึงสิ่งที่ตนเองอยากทำ
คำบรรยายภาพ, 2 ปีที่อยู่ในไทย และช่วยเหลือมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ ทำให้ฟ้าตระหนักถึงสิ่งที่ตนเองอยากทำ

จากนั้นเธอได้ทุนการศึกษาจากสถานทูตไทยในลอนดอน เรียนต่อปริญญาโททางวิจัยอีกใบหนึ่ง ซึ่งเธอเลือกทำวิจัยเกี่ยวกับการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะของคนพิการใน กทม.

"ในเมือง ๆ หนึ่ง คนทุกคนควรมีความเท่าเทียม มีความสะดวกปลอดภัยเท่าเทียมกัน" มานิตย์บอกกับฟ้าที่ตั้งใจฟังและจดบันทึก

"คนที่มีร่างกายแข็งแรงเดินทางได้อย่างสะดวกปลอดภัย คนพิการก็ต้องเดินทางได้อย่างสะดวกปลอดภัยเช่นเดียวกัน"

สำหรับคนกรุง การเดินทางในแต่ละวันอาจเป็นเรื่องปกติและง่ายดาย แต่สำหรับคนนั่งวีลแชร์อย่างเขา การเดินทางในมหานครแห่งนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค ซึ่งเขาจะพาฟ้าไปเห็นด้วยตัวเอง

อารีย์ ถึง สนามเป้า

"สองขา" และ "สองล้อ" เคลื่อนที่ไปบนบาทวิถีริม ถ.พหลโยธิน มุ่งหน้าไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ออกเดินทางได้ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็พบกับปัญหาแรก คือ รถจักรยานยนต์นับสิบคันวิ่งบนบาทวิถี รวมถึงรถยนต์ที่ขึ้นมาจอดด้วย ฟ้าถึงกับอุทานออกมาว่า "โห ทำได้ด้วยหรือคะ"

"โห ทำได้ด้วยหรือคะ"
คำบรรยายภาพ, "โห ทำได้ด้วยหรือคะ"

บรืน บรืน บรืน เสียงจักรยานยนต์ดังกระหึ่มมาจากด้านหลัง มานิตย์หันกลับไปแล้วพูดกับคนขี่มอเตอร์ไซค์ทันที

"พี่วิ่งแบบนี้ไม่ได้นะ" เขาเข็นรถเข้าไปเผชิญหน้ากับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซต์ที่ดูตกตะลึง "พี่จะต้องถูกจับและปรับ 5,000 บาท พี่ต้องถอยไปแล้วลงบนถนน พี่วิ่งบนทางเท้าไม่ได้" คำเตือนของมานิตย์ทำให้ผู้ขับขี่ยอมกลับลงไปบนถนน

"พี่วิ่งแบบนี้ไม่ได้นะ"
คำบรรยายภาพ, "พี่วิ่งแบบนี้ไม่ได้นะ"

มานิตย์หันกลับมาอธิบายกับฟ้าว่า "ถ้าผมไม่ทำแบบนี้ มันก็จะเป็นแบบนี้ต่อไป"

รถไฟฟ้าไปอนุเสาวรีย์ฯ

เดิน-เข็นรถ บนทางเท้ามาเกือบ 500 เมตร ด้วยอากาศที่ร้อนจัดตอนเที่ยงวัน จึงตัดสินใจขึ้นรถไฟฟ้าเพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง คือ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่ยังไม่ทันไรพวกเขาก็พบอุปสรรคในการขึ้นไปบนสถานีรถไฟฟ้าสนามเป้า

"ฟ้าครับ เราต้องข้ามถนนแล้ว เพราะฝั่งนี้ไม่มีลิฟต์คนพิการ" ก่อนที่มานิตย์จะพาฟ้าข้ามถนนที่ปราศจากไฟข้าม เพราะทางม้าลายใกล้ที่สุด ต้องย้อนไปเกือบครึ่งทางของที่เดินกันมา พวกเขาจึงต้องอาศัยน้ำใจของผู้ขับขี่ยานยนต์หยุดรถให้ข้ามไป

แต่อุปสรรคของมานิตย์ไม่จบแค่นั้น บริเวณด้านหน้าลิฟต์ของบีทีเอสสถานีสนามเป้าในวันนั้น (23 มิ.ย. 2562) มีการก่อสร้างและรถยนต์จอดขวางอยู่ ทำให้เขาต้องขอให้คนงานเลื่อนรถออก ก่อนจะเข้าไปในลิฟต์ มานิตย์หันไปบอกคนงานว่า "คราวหลังควรตั้งป้ายเตือนด้วยนะครับว่ามีการก่อสร้าง"

ฟ้าสอบถามมานิตย์ถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่คนพิการต้องเผชิญในการเดินทาง
คำบรรยายภาพ, ฟ้าสอบถามมานิตย์ถึงอุปสรรคต่าง ๆ ที่คนพิการต้องเผชิญในการเดินทาง

เมื่อขึ้นลิฟต์มาถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้ว การเดินทางราบรื่น พนักงานให้ความช่วยเหลือตามหลักปฏิบัติและยังพูดคุยอย่างคุ้นเคยกันด้วย

"This is Thailand!"

เมื่อถึงสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้ว ฟ้าสรุปให้บีบีซีไทยฟังถึงความรู้สึกที่ได้เดินทางเป็นระยะทางสั้น ๆ กับมานิตย์

"สิ่งที่ตกใจที่สุดจริง ๆ ก็คือ ถึงแม้มีกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้คนเดินทางอย่างสะดวก แต่ก็ไม่ค่อยมีระบบระเบียบ คนก็ไม่ได้ทำตามกฎหมาย"

"มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรมี มันเป็นเรื่องความปลอดภัย และเป็นเรื่องระบบระเบียบด้วย เพราะมันผิดกฎหมาย แต่ก็ยังมีคนทำอยู่" ฟ้าให้ความเห็น

"This is Thailand!"
คำบรรยายภาพ, "This is Thailand!"

สำหรับมานิตย์ ซึ่งบอกเล่าภาพรวมอุปสรรคในการเดินทางของผู้พิการในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ออกจากบ้าน เดินทางบนทางเท้า จนถึงขึ้นรถไฟฟ้าผ่านประสบการณ์และมุมมองของผู้พิการเองให้นักวิจัยชาวอังกฤษฟังตลอดการเดินทาง บอกว่าปัญหาทั้งหมดที่พบเจอสรุปได้เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า "This is Thailand--นี่แหละประเทศไทย"

"พูดทีไรก็ขายหน้าทุกครั้ง แต่มันเป็นความจริงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มันเป็นบริบท เป็นคำอธิบายที่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยและ พฤติกรรมของคนไทยบางอย่างต้องถูกแก้ไขอย่างเร่งด่วน"

สังคม (เพื่อคน) พิการ?

งานวิจัยของฟ้า ที่ทำการสำรวจทัศนคติของผู้พิการต่อการใช้บริการขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ ทั้งการเข้าถึงทางกายภาพ และมิใช่กายภาพ (เช่น ผู้ป่วยออทิสติก เป็นต้น) สรุปไว้ในบทคัดย่อว่า

"กรอบแนวคิดเชิงสังคม-วัฒนธรรมไทยได้หล่อหลอมความเข้าใจให้คนในสังคม และสร้างบรรทัดฐานสังคมว่า ผู้พิการคือผู้ที่รอรับความช่วยเหลือ และมักร้องขอความช่วยเหลือจากสังคมอยู่เสมอ" หรือกล่าวอีกอย่างว่า "สังคมไทยปฏิบัติโดยมองผู้พิการเป็นผู้รอรับการให้ทาน"

ฟ้าบอกว่าหลายประเทศมีความเข้าใจสิทธิของผู้พิการมากขึ้น อย่างเช่นประเทศอังกฤษ บ้านเกิดของเธอ เพราะผู้พิการมีบทบาทในสังคมมากขึ้น แต่ในประเทศไทย คนส่วนใหญ่ยังมองผู้พิการเป็นคนที่ "น่าสงสาร" และเมื่อเรียกร้องมากไปก็ "ดูก้าวร้าว"

"เห็นอยู่แล้วว่า มันไม่มีความเท่าเทียม" ลอเรน เอเวอรี
คำบรรยายภาพ, "เห็นอยู่แล้วว่า มันไม่มีความเท่าเทียม" ลอเรน เอเวอรี

"เมื่อดูสภาพแวดล้อม เห็นได้ชัดว่ามันไม่มีความเท่าเทียม อีกอย่างคือเรื่องทัศนคติ มันไม่ใช่แค่การเข้าถึง แต่บางคนก็ไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้เลย"

ขณะที่มานิตย์แสดงความเห็นกับบีบีซีไทยว่า "ไม่ใช่ว่าทำให้คนพิการยิ้มได้...หน้าที่ของเราคือทำให้ทุก ๆ คนมีสิทธิเท่าเทียม เพราะฉะนั้นเมือง ๆ นี้ต้องถูกเปลี่ยนแปลง"

ต้องเอาความรู้จากคนพิการมาแก้ปัญหาคนพิการ

แม้จะได้เห็นปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง แต่ฟ้าเข้าใจว่า "แต่ละประเทศก็มีปัญหาของตนเอง อังกฤษก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ"

ปัญหาที่พบไม่ได้ทำให้ฟ้ารักประเทศไทยน้อยลง แต่กลับทำให้เธอมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้น่าอยู่มากขึ้นสำหรับทุกคน รวมทั้งผู้พิการ

หนึ่งในข้อสังเกตที่ฟ้านำเสนอในงานวิจัยก็คือ ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะมักกำหนดวิธีการใช้บริการและมาตรการความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ ทำให้ผู้พิการไม่สามารถตัดสินใจและวางแผนการเดินทางด้วยตนเองได้

กว่าจะมาถึงที่หมาย
คำบรรยายภาพ, กว่าจะมาถึงที่หมาย

"ต้องเอาความรู้จากคนพิการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ มาแก้ปัญหาคนพิการ" เธอเสนอแนะ

ก่อนจากกัน ฟ้าบอกกับเราว่าถ้ามีโอกาสอยากกลับมาทำงานในประเทศไทย เพื่อพัฒนาด้านสิทธิคนพิการทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

"เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทุกประเทศในโลก ไม่ใช่ประเทศเดียวที่สู้เกี่ยวกับสิทธิคนพิการ"