สามปีรัฐประหาร : สื่อต่างชาติมองไทยอย่างไรบ้าง?

Thai PM
Published

ในวาระครบรอบ 3 ปีการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สื่อมวลชนทั่วโลกต่างให้ความสนใจสำรวจสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ทั้งในด้านสถาบันการเมือง เศรษฐกิจ และความเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชน ดังนี้

บทวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์ ซึ่งตีพิมพ์ในเว็บไซต์เดลีเมลของสหราชอาณาจักรมองว่า 3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลทหารได้ "ฝังลึก" ลงไปในทุกมิติชีวิตของชาวไทย โดยแผ่ขยายอิทธิพลของกองทัพเข้าไปในเกือบทุกสถาบันของสังคม รวมทั้งเตรียมการสืบทอดอำนาจที่มีอยู่ผ่านรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอนาคตต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัด

รอยเตอร์รายงานว่าขณะนี้ทหารมีที่นั่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติถึง 143 ที่นั่ง จากทั้งหมด 250 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าจำนวนที่เคยมีภายใต้รัฐบาลทหารชุดก่อนซึ่งก่อรัฐประหารเมื่อปี 2549 ถึงเท่าตัว ทหารยังได้รั้งตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีปัจจุบันถึง 12 คน จากจำนวนรัฐมนตรีทั้งหมด 36 ตำแหน่ง นับว่าเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับจำนวนที่มีในรัฐบาลทหารชุดที่แล้ว

ทหาร 143 นาย ได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากที่นั่งทั้งหมด 250 ที่นั่ง
คำบรรยายภาพ, ทหาร 143 นาย ได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จากที่นั่งทั้งหมด 250 ที่นั่ง

รอยเตอร์ชี้ รัฐบาลทหารแน่นแฟ้นสถาบัน

รัฐบาลทหารชุดปัจจุบันยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสถาบันกษัตริย์มากยิ่งขึ้น โดยคณะองคมนตรีกว่าครึ่งเป็นทหารถึง 13 คน นายพอล แชมเบอร์ส นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องบทบาทของกองทัพกับการเมืองไทย ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า การทำรัฐประหารโดย คสช. ได้เปิดโอกาสให้ทหารเข้าไปมีบทบาทในสถาบันต่างๆ อย่างกว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายทหารที่เกษียณอายุราชการรุ่นใหม่ๆ ได้เข้าไปดำรงตำแหน่งองคมนตรีกันมากขึ้นนับแต่ช่วงสิ้นปีที่แล้วเป็นต้นมา

คสช.ยังได้ออกคำสั่งต่างๆ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยมาแล้วถึง 348 คำสั่ง ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา ซึ่งคำสั่งเหล่านี้ครอบคลุมปัญหาที่มีหลากหลายในสังคมไทย ตั้งแต่การบังคับคาดเข็มขัดนิรภัย ให้ผู้ปกครองรับผิดในกรณีที่นักเรียนยกพวกตีกัน ไปจนถึงการจัดระเบียบแผงลอยบนทางเดินเท้าข้างถนน ซึ่งในการนี้ พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษก คสช.บอกกับรอยเตอร์ว่า ประชาชนมีความพึงพอใจในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้คำสั่งของ คสช.

ไฟแนนเชียลไทมส์มอง เสถียรภาพรัฐบาลไม่สร้างธรรมาภิบาล

ด้านหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์มองวาระครบรอบ 3 ปีการรัฐประหารโดย คสช.ว่า ขณะนี้รัฐบาลทหารไทยเริ่มมีความลงตัวกับการอยู่ในอำนาจต่อไปอีกเป็นเวลานาน โดยสถานการณ์โลกไม่สู้กดดันให้ต้องรีบคืนอำนาจแก่ประชาชนดังแต่ก่อน เนื่องจากกระแสผู้นำและระบอบการปกครองที่มีลักษณะเผด็จการมากขึ้นกำลังได้รับแรงหนุนจากทั่วโลก แม้แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าพบหารือที่ทำเนียบในกรุงวอชิงตัน ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองรัฐบาลทหารไทย ที่น่าจะสามารถสืบทอดอำนาจต่อไปได้ในระยะยาวถึง 20 ปี ตามแผนการปฏิรูปที่วางไว้

Tourist

อย่างไรก็ตาม ไฟแนนเชียลไทมส์มองว่าเสถียรภาพของรัฐบาล คสช.ไม่อาจนำมาซึ่งธรรมาภิบาล และการฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ โดยแผนการประเทศไทย 4.0 ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์หลักในระยะยาวนั้น ขาดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในปัญหาสำคัญหลายเรื่อง เช่น การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายในภูมิภาค การจัดการสังคมผู้สูงอายุ และการถดถอยของภาคการส่งออก เศรษฐกิจไทยเริ่มตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน จนหันมาพึ่งพาภาคการท่องเที่ยว และการใช้งบประมาณรัฐบาลมากระตุ้นเศรษฐกิจมากจนเกินไป

"ไทยพลาดโอกาสในการสั่งสมทุน"

เว็บไซต์วิเคราะห์การต่างประเทศ Global Risk Insights เสนอมุมมองด้านเศรษฐกิจต่อวาระครบรอบ 3 ปีการรัฐประหารโดย คสช.เช่นกันว่า การบริหารภาคเศรษฐกิจของประเทศไทยด้วยวิธีการแบบทหาร (Juntification) ซึ่งมุ่งเน้นการยึดมั่นในหลักการทางศีลธรรม การกวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย และการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นสำคัญ เช่น การกวาดล้างการค้าประเวณีในย่านสถานบันเทิง และการจัดระเบียบแผงลอย จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคธุรกิจที่ทำรายได้หลักให้กับประเทศและพลเมืองระดับรากหญ้า รวมทั้งทำให้ไทยพลาดโอกาสในการสั่งสมทุน และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจอื่นๆ ต่อไปด้วย

สื่อ-นักสิทธิฯ กังวลลิดรอนเสรีภาพ

ด้านสำนักข่าวเบนาร์ นิวส์ (Benar News) เสนอมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนภายใต้ 3 ปีหลังการรัฐประหารว่า นับแต่ปี 2557 เป็นต้นมา รัฐบาลทหารได้ควบคุมตัวผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ไปแล้วทั้งสิ้น 597 คน ในจำนวนนี้ 82 คนถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดโดยละเมิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมทั้งยังมีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไข ซึ่งนำมาใช้ปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมืองจำนวนมากด้วย

ประชาชนชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัว 14 นักศึกษาและนักกิจกรรมที่ถูกคุมขัง หลังเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อปี 2558 ปัจจุบันทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ยกเว้นนายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในคดี 112
คำบรรยายภาพ, ประชาชนชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัว 14 นักศึกษาและนักกิจกรรมที่ถูกคุมขัง หลังเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อปี 2558 ปัจจุบันทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ยกเว้นนายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในคดี 112

นางอังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บอกกับเบนาร์ นิวส์ ว่าสิ่งที่น่ากังวลคือการที่รัฐบาล คสช. ลิดรอนสิทธิในการชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นหนักมือขึ้น โดยบรรดานักพิทักษ์สิทธิมนุษยชนต่างก็ถูกข่มขู่คุกคามหรือถูกลงโทษมากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการภาคพื้นเอเชียของฮิวแมนไรท์วอทช์ ยังให้สัมภาษณ์กับเบนาร์ นิวส์ว่า สภาพการณ์ทางสิทธิมนุษยชนที่ถูกจำกัดอย่างรุนแรงเช่นนี้ ทำให้คำสัญญาซ้ำแล้วซ้ำเล่าของรัฐบาลทหารที่ว่าจะจัดการเลือกตั้งในปีหน้าขาดความน่าเชื่อถือลงไปมาก เพราะเป็นการขัดขวางการมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตยโดยตรงของประชาชน