"พวกเขามีศักยภาพลงมือก่อเหตุได้ตามใจชอบ" เหตุรุนแรง 51 จุดชายแดนใต้ สะท้อนศักยภาพของบีอาร์เอ็นอย่างไร

กอ.รมน.ภาค 4 สน.

ที่มาของภาพ, กอ.รมน.ภาค 4 สน.

    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 12 นาที

เกิดเหตุความไม่สงบและเหตุก่อกวนอย่างน้อย 51 เหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 ราย

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยหลังประชุมติดตามสถานการณ์ชายแดนใต้วันนี้ (24 ส.ค.) ว่าฝ่ายความมั่นคงร่วมกับกองทัพภาคที่ 4 ได้เร่งสืบสวนหาผู้ก่อเหตุและอุดช่องโหว่ป้องกันเหตุซ้ำ โดยประเมินว่าการก่อเหตุล่าสุดเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ต่อภาครัฐ หลังเหตุทหารพรานเสียชีวิต 5 นายเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา

เขาบอกว่าจนถึงตอนนี้ ยังไม่พบข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) เพียงกลุ่มเดียว เนื่องจากอาจมีกลุ่มภัยแทรกซ้อนอื่น ๆ เกี่ยวข้องด้วย แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าหมายถึงอะไร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ระบุว่าเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็น

นายฉัตรชัยระบุว่า เป้าหมายส่วนใหญ่เป็นที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และไม่ได้มุ่งทำร้ายประชาชน จึงต้องเร่งวิเคราะห์แรงจูงใจและผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม พร้อมกับยอมรับว่าฝ่ายข่าวประเมินได้ว่าจะมีเหตุ แต่ไม่สามารถระบุวันเวลาได้อย่างแม่นยำ ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จึงกำชับเพิ่มความเข้มข้นด้านข่าวกรองและการบูรณาการกำลังของทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองให้มากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ เปิดเผยว่า จะหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี เลขา สมช., ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์เหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และกำหนดมาตรการรับมือในระยะต่อไป โดยยอมรับว่าฝ่ายการข่าวมีข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุ แต่ยังไม่สามารถระบุวันเวลาและเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ จึงจำเป็นต้องทบทวนการป้องกันและยกระดับความพร้อมของทุกหน่วยงาน

เขากล่าวต่อว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์และผู้ก่อเหตุหลบหนีไปยังพื้นที่ใด พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ขณะที่การประสานงานกับมาเลเซียมีอยู่ต่อเนื่อง และอาจขอความร่วมมือเพิ่มในการเฝ้าระวังชายแดนเพื่อป้องกันการหลบหนีข้ามแดนของผู้ก่อเหตุ

ด้านนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ บอกว่า หน่วยงานความมั่นคงประเมินสาเหตุหลักของเหตุการณ์ไว้ 3 ประเด็น ได้แก่ การสร้างอำนาจต่อรองก่อนการพูดคุยสันติสุขที่คาดว่าจะเดินหน้าในช่วงปลายเดือน ต.ค. นี้, การฉวยจังหวะช่วงเปลี่ยนกำลังทหารเพื่อทดสอบศักยภาพฝ่ายรัฐ, และปัจจัยด้านสภาพอากาศในช่วงฤดูฝน

เขากล่าวต่อว่า การก่อเหตุส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงกับการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ โดยเฉพาะใน จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี แต่ยังต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อแยกแยะเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมยอมรับว่าเจ้าหน้าที่พอทราบลักษณะกลุ่มผู้ก่อเหตุจากรูปแบบการปฏิบัติการ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ในเวลาเดียวกันนี้ นายฐนัตถ์บอกด้วยว่าได้เสนอให้ทางมาเลเซียเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลแนวชายแดน เพื่อสกัดการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุ และเตรียมนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาประเมินทั้งในมิติความมั่นคงและกระบวนการพูดคุยสันติสุขต่อไป

เหตุใดการก่อเหตุร้ายทั้ง 51 จุด เกิดขึ้นในตอนนี้ ?

นายดอน ปาทาน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดนใต้ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า หากพิจารณาดูเป้าหมายที่ถูกโจมตีทั้ง 51 แห่ง เห็นได้ว่าเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นพลเรือนหรือเป้าหมายที่อ่อนแอ แต่ผู้ก่อการร้ายไม่ได้มุ่งหวังจำนวนผู้เสียชีวิต ดังนั้นเขาจึงเห็นว่าเป้าหมายของผู้ก่อเหตุคือการทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย

เขากล่าวต่อว่า ขณะนี้การพูดคุยสันติสุขของไทยซึ่งนำโดยนายฐนัตถ์กำลังหารือกับบีอาร์เอ็น เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการลดความรุนแรงเป็นการชั่วคราว (Terms of Reference on Temporary Reduction of Violence) ซึ่งฝ่ายไทยหวังว่าจะได้ลงนามในทีโออาร์ (TOR) ฉบับดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

นายดอนอธิบายสถานการณ์การเจรจาในตอนนี้ว่า "ทั้งสองฝ่ายกำลังแลกหนูแลกแมวอย่างหนัก" และเป็นไปด้วยดี ซึ่งเบื้องต้นมีการตกลงกันว่าจะเปิดพื้นที่อัตลักษณ์และทางวัฒนธรรมให้มากขึ้น เช่น เรื่องภาษามลายู

"ทางบี (หมายถึงบีอาร์เอ็น) ก็เรียกร้องมาด้วยว่าต้องปล่อยนักโทษบางคน ฝ่ายไทยตอนแรกก็โอเค รับข้อเสนอมา แต่พอคุยไปคุยมาก็เกิดเหตุทหารพราน 5 คน โดนยิงตาย" นายดอนหมายถึงเหตุยิงเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งคนร้ายก่อเหตุยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ประชาชนบาดเจ็บอีก 6 ราย โดยเป็นเด็กหญิงวัย 3 ขวบ 1 คน และเด็กชายวัย 10 ขวบอีก 1 คน

"แล้วฝ่ายทหารก็โกรธมาก ฝ่ายไทยก็ช็อกมาก บอกว่ากำลังคุยกันได้ด้วยดีนะ เจอกันทั้งที่กรุงจากาตาร์ เจอกันที่กรุงเบอร์ลิน แล้วทำไมถึงแบบนี้ มันเกินไป น่าจะได้เซ็นกันแล้วนี่"

นายดอนบอกว่าฝ่ายปีกทหารของบีอาร์เอ็นในตอนนี้เป็นคนรุ่นใหม่ที่ "aggressive (ก้าวร้าว) และยังแค้นไทยมาก" และเท่าที่เขาพูดคุยกับคนในปีกนี้ของบีอาร์เอ็น พวกเขาอ้างว่า "ตราบใดที่ยังไม่มีการลงนามใน TOR ฉบับนี้ คุณไม่มีสิทธิบอกให้พวกเราลดความรุนแรงลง"

นายดอนอธิบายโดยใช้ข้อมูลที่เขาอ้างว่าได้มาจากการพูดคุยกับสมาชิกของกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ระบุว่าทางกลุ่มเรียกร้องให้ลดความรุนแรงมานานแล้ว และเห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่เงื่อนไขหนึ่งที่ทางไทยไม่ยอมรับเลยคือ การเปิดทางให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาติดตาม (monitoring) สถานการณ์ในช่วงที่ลดความรุนแรงลง ทำให้ทางกลุ่มมองว่า "ไทยอยากจะได้ แต่ไทยไม่ยอมให้อะไร ไทยอยากจะได้ reduction of violence เพื่อจะมาบอกกับประชาชนว่าเรากำลังมาถูกทาง แต่ไทยไม่ยอมให้มีองค์กรระหว่างประเทศมาอยู่ใน 3 จังหวัด"

ผู้เชี่ยวชาญอิสระรายนี้ชี้ให้เห็นว่า ความไม่ไว้วางใจต่อฝ่ายไทยและความต้องการให้มีฝ่ายที่สามเข้ามาติดตามว่าต่างฝ่ายต่างทำตามข้อตกลงหรือไม่ สามารถย้อนกลับไปถึงช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งฝ่ายบีอาร์เอ็นประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียวตามคำขอขององค์การสหประชาชาติ ที่เรียกร้องให้กองกำลังที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actor) และรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกหยุดยิงชั่วคราว เพื่อร่วมมือต่อสู้กับการระบาดใหญ่ และฝ่ายบีอาร์เอ็นก็ตอบรับข้อเรียกร้องนี้โดยมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างความชอบธรรม ขณะแสวงหาการยอมรับจากนานาชาติด้วย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของฝ่ายบีอาร์เอ็นกลับมองว่าฝ่ายทหารและสภาความมั่นคง (สมช.) ของไทยไม่ตอบสนองต่อการหยุดยิงฝ่ายเดียวของทางกลุ่ม และเปิดปฏิบัติการปิดล้อมหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อจัดการกับสมาชิกของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความโกรธแค้นและเจ็บปวดให้กับทางกลุ่มอย่างมาก เมื่อสถานการณ์ในตอนนี้เปลี่ยนไป และฝ่ายไทยต้องการบรรลุ TOR ว่าด้วยการลดความรุนแรง ฝ่ายบีอาร์เอ็นโดยเฉพาะปีกทหารจึงปฏิเสธที่จะยอมรับเงื่อนไขอย่างง่าย ๆ หากไทยไม่ยอมให้มีผู้สังเกตการณ์จากนานาชาติเข้ามาตรวจสอบ

นายดอนยังชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุร้ายทั้ง 51 จุด ยังตรงกับช่วงเดือนแห่งการเฉลิมฉลองเอกราช (Merdeka) ของกลุ่มประเทศโลกมลายู เช่น วันที่ 17 ส.ค. เป็นวันประกาศเอกราชของอินโดนีเซีย และวันที่ 31 ส.ค. เป็นวันประกาศเอกราชของมาเลเซีย เป็นต้น

กอ.รมน.ภาค 4 สน.

ที่มาของภาพ, กอ.รมน.ภาค 4 สน.

คำบรรยายภาพ, สภาพความเสียหายจากเหตุลอบวางระเบิดภายในร้านสะดวกซื้อใน ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค.

ส่วนสาเหตุที่สถานประกอบการเอกชน เช่น ร้านสะดวกซื้อ โรงโม่ปูน โรงเลื่อยไม้ โกดังเก็บไม้ รถแบคโฮ และรถบรรทุก ถูกวางเพลิง ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ชี้ว่าเป็นการโจมตีสัญลักษณ์ที่สื่อถึง"การปฏิบัติทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมของสยามต่อท้องถิ่น" ซ้ำรอยเหตุลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมัน 11 จุดในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ถึงแม้เจ้าของปั๊มจะขึ้นชื่อว่าเป็นชาวไทยมลายูที่มีจิตใจเอื้ออารีในสายตาผู้คนในท้องถิ่นก็ตาม

"แม้ไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ต้องเข้าใจว่าเลนส์ที่เขาใช้มองมา เขามองว่าฝ่ายไทยหรือสยามเป็น colonial (เจ้าอาณานิคม) เป็นพวกที่มายึดครองด้วยกำลัง และการยึดครองทางเศรษฐกิจเช่นนี้มันไม่ยึดโยงกับคนท้องถิ่นหรือชาวปาตานี ไม่เป็นธรรมกับคนท้องถิ่น และปั๊มน้ำมันอย่าง ปตท. ก็เป็นสัญลักษณ์นั้น" นายดอนกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าวเสริมว่า เหตุลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมันทั้ง 11 แห่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมายังเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากฝ่ายไทยไปพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็นเพื่อหาทางออกจากข้อขัดแย้ง และทางกลุ่มเสนอเงื่อนไขเรื่องการปกครองตนเอง (self-government) ซึ่งมี 3 หลักการใหญ่ ได้แก่ ให้มีการจัดตั้งสภาท้องถิ่นและสภาภูมิภาคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา, มีกลไกแบ่งสันอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางและภูมิภาค, และเปิดช่องให้แยกตัวเป็นเอกภาพได้หากฝ่ายไทยบิดพลิ้วหรือหักหลังข้อตกลงในภายหลัง

"แต่ผู้เจรจาของทีมนั้นกลับไปบอกกับบีอาร์เอ็นว่า the best you can get is เก้าอี้ที่ ศอ.บต. (สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะได้ คือเก้าอี้ที่ ศอ.บต.) ทางบีอาร์เอ็นจึงหมั่นไส้อย่างแรง และไปโจมตี 11 จุด" นายดอนเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

ทั้งนี้ ศอ.บต. คือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการพิเศษสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่พัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

หากมองว่าภายในกลุ่มบีอาร์เอ็นไม่มีความเป็นเอกภาพระหว่างปีกทหารที่คุมกองกำลังในพื้นที่และปีกการเมืองที่นั่งบนโต๊ะเจรจา นายดอนชี้ว่าทางฝ่ายไทยเองก็ไม่มีความเป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลพลเรือนและฝ่ายทหารของไทยเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าล่าสุดฝ่ายทหารของไทยได้ถอนตัวออกจากการพูดคุยฯ อย่างเป็นทางการ แต่พยายามเคลื่อนไหวสร้างช่องทางพูดคุยใหม่ เช่น ส่งตัวแทนเดินทางไปพบกับนายยุซุฟ คัลลา อดีตรองประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เคยมีบทบาทหลักในการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองในอาเจะห์มาก่อน

"ซึ่งเขาเข้าไม่ถึงกลุ่มบีอาร์เอ็นหรอก นาน ๆ จะแวะมาที่ปัตตานีสักทีหนึ่ง" เขากล่าว

ข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญอิสระรายนี้คือ ฝ่ายไทยควรรักษาแนวทางการเจรจาเดิมและเดินหน้าตามกระบวนการต่อไป (stay the course, stay on track) โดยเน้นย้ำว่าฝ่ายไทยไม่จำเป็นต้องไปพยายามสร้างช่องทางพูดคุยหรือแทร็ก (track) ใหม่ ๆ ขึ้นมาเพิ่มอีก เพราะไม่ได้ส่งผลดีต่อความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพในภาพรวม และยิ่งสร้างบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจโดยไม่จำเป็น

พร้อมกันนี้ เขายังเสนอว่าหลักประกันการคุ้มครอง (immunity) ทางการเมืองและทางการทูตต่อคณะพูดคุยฯ ยังเป็นสิ่งจำเป็น และฝ่ายไทยควรเลิกมีอคติกับกลุ่มพัฒนาเอกชน (NGOs) หรือองค์กรระหว่างประเทศที่พร้อมเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุย ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการสันติภาพในพื้นที่ขยับต่อไปได้บ้าง

ครบรอบ 1 เดือน เหตุคร่าทหารพราน 5 นาย ทางกลุ่มผู้ก่อเหตุยังคงแสดงศักยภาพ

22 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 18.45 น. ได้เกิดเหตุคนร้ายจำนวน 6 คน แต่งกายชุดดำ ใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน แบบ 4 ประตู สีดำ เป็นพาหนะ ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์เข้าใส่ จุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส พื้นที่รับผิดชอบของ กองร้อยทหารพรานที่ 4509

ที่มาของภาพ, กอ.รมน.ภาค 4 สน.

คำบรรยายภาพ, 22 ก.ค. เวลาประมาณ 18.45 น. เกิดเหตุคนร้ายจำนวน 6 คน แต่งกายชุดดำ ใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน แบบ 4 ประตู สีดำ เป็นพาหนะ ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์เข้าใส่จุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส พื้นที่รับผิดชอบของกองร้อยทหารพรานที่ 4509

รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ จากคณะรัฐศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าวันที่ 22 ส.ค. เป็นวันครบรอบ 1 เดือนของความสูญเสียครั้งใหญ่ที่รัฐไทยยังไม่มีคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุที่คร่าชีวิตทหารพรานไปถึง 5 นาย และจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้สักรายเดียว

สำหรับเขา เหตุการณ์วันที่ 22 ก.ค. เป็นความสูญเสียในเชิงคุณภาพ กล่าวคือมีจำนวนเจ้าหน้าที่เสียชีวิตมากที่สุดจากเหตุรุนแรงดังกล่าว ขณะที่ 51 เหตุร้ายที่ปะทุชั่วข้ามคืนของวันที่ 22 ส.ค. นั้น นำมาสู่เหตุรุนแรงในเชิงปริมาณซึ่งไม่ได้มุ่งคร่าชีวิตผู้คน แต่กลับยิ่งทำให้เห็นว่าฝ่ายความมั่นคงของไทยนั้นมีช่องโหว่และไร้ความเป็นเอกภาพมากเพียงใด

"คืนวันที่ 22 ส.ค. เป็นเหตุความรุนแรงที่ใหญ่ที่สุดของปีนี้" รศ.เอกรินทร์ กล่าว

เห็นได้ว่าเป้าหมายการก่อเหตุนั้นมีตั้งแต่สถานที่ราชการ เสาสัญญาณโทรศัพท์ การวางเพลิงสถานประกอบการของเอกชนในท้องถิ่น เช่น โรงเลื่อยไม้ โรงโม่ปูน เป็นต้น นักรัฐศาสตร์ผู้นี้จึงเห็นว่ากลุ่มผู้ก่อการต้องการแสดงให้เห็นว่า "พวกเขามีศักยภาพที่จะวางแผนและลงมือก่อเหตุ ณ จุดใดก็ได้ตามใจชอบ" ซึ่งหากนำจุดเกิดเหตุทั้งหมดมาวิเคราะห์ในเชิงภูมิศาสตร์ระดับ "อำเภอ" จะเห็นว่าพวกเขาสามารถกระจายกำลังการปฏิบัติการจนสามารถเข้าถึงและควบคุมพื้นที่เป้าหมายได้แทบจะทุกอำเภอในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้แล้ว

นักวิชาการผู้นี้โต้แย้งข้อกล่าวอ้างของฝ่ายความมั่นคงที่ระบุว่ารู้ล่วงหน้าทางการข่าวมา 2 เดือนแล้วว่าจะเกิดเหตุขึ้น แต่ไม่สามารถระบุวันและเวลาที่แม่นยำได้นั้นว่า "ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว"

"ผมคิดว่าเรื่องที่ต้องทำให้เห็นภาพตรงกัน คือประสิทธิภาพของหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่อ่อนแอมาก ๆ แม้มีคำอธิบายเรื่องการโยกย้ายของหน่วยงานหรือการสับเปลี่ยนกำลัง แต่เราจะอ้างแบบนี้ต่อไปตลอดเวลาไม่ได้ และเมื่อพูดถึงประสิทธิภาพ เราต้องพูดถึงเรื่องความเป็นเอกภาพของหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งเห็นได้ว่ามันไม่มีเลย หากเทียบกับงบประมาณจำนวนมากที่ลงมาสู่จังหวัดชายแดนใต้"

นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547-2569 รัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้ไปแล้วรวมกันกว่า 340,706.76 ล้านบาท โดยปี 2559 ใช้งบสูงสุดถึง 30,512.80 ล้านบาท และมีแนวโน้มลดลงมาในช่วงหลัง โดยปีงบประมาณ 2569 ได้รับการจัดสรรงบประมาณเหลือเพียง 1,473.43 ล้านบาท จากข้อมูลของคลังสารสนเทศรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

"สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในเชิงสามัญสำนึกและเชิงหลักเหตุผล ผมคิดว่าหน่วยงานความมั่นคงตอบไม่ได้เลยว่าใช้เงินภาษีประชาชนจำนวนมากขนาดนี้แล้วประสิทธิภาพอยู่ตรงไหน" รศ.เอกรินทร์ กล่าว

"มันทำให้หลายคน ประชาชนอย่างเราเช่นตัวผมที่อยู่ในพื้นที่ ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มคนที่ใช้ความรุนแรงและไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐ"

เขามองว่าเหตุรุนแรงรอบล่าสุดอาจถูกใช้เป็นเหตุผลในการผลักดันงบประมาณลงสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มขึ้นภายใต้กรอบด้านความมั่นคง ทั้งที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเกี่ยวกับประสิทธิผลของการใช้งบประมาณที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน การตรวจสอบและเอาผิดผู้รับผิดชอบต่อโครงการด้านความมั่นคงที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าในพื้นที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที 200 (GT 200) หรือโครงการเรือเหาะตรวจการณ์มูลค่า 350 ล้านบาท ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจนได้รับฉายาว่า "ราชินีโรงจอด"

ความสะเปะสะปะ และอาการลอยตัวของรัฐบาล

.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

รศ.เอกรินทร์วิจารณ์ต่อว่า ความคลุมเครือเชิงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 ส่งผลให้เกิด "ความสะเปะสะปะ" ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรงในพื้นที่ เพราะไม่มีใครทราบว่าต้องประสานงานหลักกับส่วนใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบหลักที่แท้จริง

ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีอนุทินมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ เข้ามาดูแลปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีการแต่งตั้งให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีนายสีหศักดิ์นั่งเป็นประธาน ตามมาด้วยการแต่งตั้งนายฐนัตถ์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าการพูดคุยฯ ขณะที่ในพื้นที่อยู่ภายใต้การดูแลของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4

"การแต่งตั้งมากมายขนาดนี้ สิ่งหนึ่งที่มันไม่ตอบคำถามเลยคือ แนวนโยบายภายใต้รัฐบาลอนุทินเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนใต้คืออะไร ธงนำคืออะไร เราจึงเห็นความสะเปะสะปะเวลาเกิดเหตุร้ายแรง ตอนนี้ทุกคนที่ถูกแต่งตั้งลอยตัวกันหมด แม้แต่แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ล้มเหลวในภารกิจของตัวเอง นั่นคือการปกป้องประชาชน"

รศ.เอกรินทร์ติงด้วยว่าแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งมีพื้นเพมาจากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 (อีสาน) ซึ่งดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา จำเป็นต้องเข้าใจว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้นั้นเป็นความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองที่บานปลายไปสู่การใช้อาวุธ ต่างจากพื้นที่ชายแดนอีกฟากฝั่งหนึ่งที่ตัวแม่ทัพผู้นี้เคยทำงานมาก่อน

"ผมคิดว่าสิ่งที่คนไทยและแม่ทัพภาคที่ 4 ควรคิดว่านี่คือพลเมืองไทยเหมือนกัน เขาเป็นคนในแผ่นดินไทย จะทำอย่างไรให้เขารู้สึกถึง sense of belonging (ความเป็นส่วนหนึ่ง) กับรัฐไทย ดังนั้นแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องเข้าใจการเมือง ต้องเปิดพื้นที่ทางการเมือง รับฟังประชาชนให้มากที่สุด"

เขาจึงเสนอว่ารัฐบาลอนุทินจำเป็นต้องสร้างสายบัญชาการที่ชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาตำแหน่งมากมายแต่เกิดอาการ "ลอยตัว" โดยต้องจัดให้มีสายบังคับบัญชาทั้งหมดที่ขึ้นตรงกับคนใดหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบต่องานอย่างชัดเจน โดยผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มข้นว่าเข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่ และมีจุดยืนสนับสนุนแนวทางกระบวนการสันติภาพอย่างมีทิศทางร่วมกัน

"รัฐบาลสีน้ำเงินชุดนี้ได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นสูงมากจากกลไกราชการและกองทัพ นี่จึงเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะทำการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดยให้ฝ่ายการเมืองนำอย่างเป็นระบบจริง ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ทหารนำทางการเมืองในทางปฏิบัติ" รศ.เอกรินทร์ กล่าว

มากกว่าการสร้างพื้นที่ปลอดภัย คือการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยทางความคิดในจังหวัดชายแดนใต้

ขณะเดียวกัน นักรัฐศาสตร์ผู้นี้ก็วิพากษ์ถึงแนวทางของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงด้วยเช่นกัน

รศ.เอกรินทร์บอกว่าแม้ปฏิบัติการความรุนแรงต่าง ๆ จะประสบความสำเร็จในลักษณะ "ตบหน้า" รัฐไทยและแสดงศักยภาพทับถมความไร้ประสิทธิภาพของรัฐไทยได้ ทว่าในระยะยาว ความรุนแรงเหล่านั้นไม่ได้ทำลายรัฐ แต่กลับทำลายชีวิตประชาชนในพื้นที่เอง โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องตกงานแทบจะทันทีเมื่อเกิดเหตุรุนแรงต่อธุรกิจของคนในท้องถิ่น

"คุณชนะในทางทหาร ทางการเมือง แต่คุณไม่ชนะใจประชาชน" เขากล่าว

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้สะท้อนต่อว่าข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของบีอาร์เอ็นนั้น มีรายละเอียดปรากฏต่อสาธารณะน้อยมาก และเท่าที่ทราบก็เป็นข้อเสนอที่คิดจากกลุ่มของขบวนการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคม และเศรษฐกิจ รวมถึงวัฒนธรรมบางอย่างที่เปลี่ยนไป ดังนั้นแนวทางที่ดีที่สุดคือทางกลุ่มควรนำข้อเสนอเหล่านี้เปิดเผยสู่สาธารณะให้ประชาชนในพื้นที่ได้ถกเถียง หรือแสดงความเห็นได้อย่างเสรีและปลอดภัย

"สิ่งสำคัญคือต้องเปิดให้มีพื้นที่ความปลอดภัยทางความคิด ไม่ใช่ว่ากลุ่มคนที่อ้างว่ารู้จักบีอาร์เอ็น หรือบีอาร์เอ็นมาอ้างว่าคิดแบบนั้นแบบนี้ ผมคิดว่าไม่พอ มันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนของที่นี่ ฉะนั้นหลายคนก็อยากจะพูดและอยากจะคิด อยากแสดงความเห็น ผมคิดว่าทั้งรัฐไทยและบีอาร์เอ็นต้องตระหนักว่า 'อย่าคิดแทนประชาชนในพื้นที่' และเปิดพื้นที่ปลอดภัยทางความคิดให้เกิดขึ้นจริง" รศ.เอกรินทร์ กล่าวกับบีบีซีไทย