MOU 43, 44 คืออะไร (ตอนที่ 1/4): มรดกยุคอาณานิคม ที่มาแผนที่ 1:200,000

SISAKET, THAILAND - 2025/01/06: A local Thai looks on the Preah Vihear castle of Cambodia at the Mo I Daeng cliff in Sisaket. (Photo by Seksan Rochanametakul/SOPA Images/LightRocket via Getty Images)
คำบรรยายภาพ, ปราสาทเขาพระวิหารเมื่อมองจากฝั่งผามออีแดง จ.ศรีสะเกษ
    • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • Published
  • เวลาอ่าน: 4 นาที

ในอนาคตอันใกล้นี้ดูเหมือนว่าประชาชนคนไทยจะต้องเข้าคูหาเพื่อตัดสินใจในหลายเรื่องสำคัญทางการเมือง และหนึ่งในนั้นคือการทำประชามติเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดหลักเขตแดนทางบกและทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า MOU 43, 44

"ถ้าประชาชนบอกเลิกก็ต้องเลิก ถ้าประชาชนบอกให้เก็บไว้ รัฐบาลนี้ก็ต้องเก็บไว้ เพราะประชาชนคือเจ้าของอำนาจอธิปไตย เขาต้องตัดสินใจได้ด้วยเขาเอง ดังนั้นก็ต้องทำประชามติถามว่า เห็นชอบให้ยกเลิก MOU กับกัมพูชาหรือไม่" นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568

MOU 2543 หมายถึง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ขณะที่ MOU 2544 หมายถึง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยตัวเลขพ่วงท้ายหมายถึงปีที่ทั้งสองประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว

ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาจะเรียกว่า MOU 2000 และ MOU 2001 ซึ่งเป็นปีคริสต์ศักราช (ค.ศ.) แทน

ความพยายามยกเลิกบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ประเด็นนี้เป็นข้อถกเถียงต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษทั้งในแวดวงวิชาการและการเมืองของไทย

บันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับนั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก และความเข้าใจของผู้มีสิทธิลงประชามติก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง บีบีซีไทยจึงรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงสอบถามผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำความเข้าใจความเป็นมาและข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้องกับ MOU ทั้งสองฉบับ

ในบทความนี้ ซึ่งเป็นบทความแรกจากทั้งหมด 4 ตอน จะเน้นไปที่ที่มาของแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่งถูกอ้างใน MOU 43 และเป็นแผนที่สำคัญที่ฝั่งกัมพูชาอ้างถึงเมื่อมีข้อพิพาทชายแดนทางบกกับไทย

สนธิสัญญากำหนดเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจ

แนวเขตแดนประเทศไทยที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งสี่ด้าน (เมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย) ไม่ได้เป็นผลมาจากการทำข้อตกลงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งสี่โดยตรง แต่เป็นมรดกตกทอดจากการทำสนธิสัญญาระหว่างสยามกับเจ้าอาณานิคมจากยุโรปในอดีต เช่น แนวเขตระหว่างไทยกับเมียนมาและมาเลเซีย เป็นผลมาจากการทำข้อตกลงระหว่างสยามกับเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ขณะที่แนวเขตแดนระหว่างไทยกับลาวและกัมพูชา เป็นผลมาจากการทำข้อตกลงระหว่างสยามกับเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส

กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศของไทย ระบุว่า เขตแดนไทย-กัมพูชา มีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร แยกเป็นเขตแดนตามสันปันน้ำและแนวเส้นตรง 590 กิโลเมตร กับร่องน้ำลึกและลำน้ำอีก 208 กิโลเมตร

เขตแดนบริเวณนี้เป็นผลจากการปักปันเขตแดน (delimitation) ตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1907 และพิธีสารแนบท้าย โดยมีการจัดทำแผนที่แสดงเส้นเขตแดนไว้ 2 ชุด คือ

  • อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 ได้แผนที่ 11 ระวาง
  • สนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 ได้แผนที่ 5 ระวาง

รวมถึงมีการปักหลักเขตแดน (demarcation) ไว้จำนวน 73 หลัก ในสองห้วงเวลาด้วยกัน ได้แก่ ช่วงปี ค.ศ. 1909-1910 และปี ค.ศ. 1919-1920 ซึ่งแต่ละหลักมีบันทึกวาจาปักหลักหมายเขต (Procès-verbal d'abornement) ประกอบอยู่ด้วย

แผนที่ภาคผนวก 1 (Map Annex 1) ระวางดงรัก (Dangrek)
คำบรรยายภาพ, แผนที่ภาคผนวก 1 (Map Annex 1) ระวางดงรัก (Dangrek) จากอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904
  • การกำหนดเส้นเขตแดนหรือการปักปัน (Delimitation of Boundary) หมายถึง การกำหนดแนวเส้นเขตแดนเป็นลายลักษณ์อักษรในรูปหลักฐานทางเอกสารสนธิสัญญา หรือกำหนดเส้นเขตแดนลงในแผนที่หรือแผนผัง ตามผลที่ได้จากการเจรจาแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างประเทศของประเทศทวิภาคี ในสำนักงาน หรือบนโต๊ะเจรจา ว่าจะให้แนวเส้นเขตแดนเป็นไปอย่างไร เช่น ให้เป็นไปตามสันปันน้ำ (Watershed) หรือร่องน้ำลึก (Thalweg) หรือสภาพธรรมชาติอื่น ๆ หรือเป็นแนวเส้นตรง
  • ส่วน การปักหลักเขตแดน (Demarcation of Boundary) หมายถึง การแบ่งเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ โดยการจัดตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการจัดทำหลักเขตแดนระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันชี้ชัด หรือเจาะจงลงไปว่าเส้นแบ่งเขตแดนของรัฐ หรือประเทศที่กำหนดกันไว้ในชั้นการกำหนดเส้นเขตแดนนั้น จะอยู่ ณ ที่ใด ในภูมิประเทศ โดยคณะกรรมการปักปันเขตแดนดังกล่าวจะต้องสร้างหลักเขตแดน เพื่อเป็นเครื่องหมายลงในภูมิประเทศ หรือบนพื้นแผ่นดิน เป็นหลักฐานแสดงแนวเส้นเขตแดนระหว่างกันไว้ให้ปรากฏอย่างชัดเจน

จากนั้นวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1907 สืบเนื่องจากอนุสัญญา ค.ศ. 1904 (ข้อ 1 และ ข้อ 2) สยามจึงยกเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และ ศรีโสภณ ให้กับอินโดจีนฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองด่านซ้าย เมืองตราด ตลอดจนเกาะทั้งหลายใต้แหลมสิงห์ไปจนถึงเกาะกูด

ในหนังสือของ กต. เล่มนี้ ระบุว่า คณะกรรมการปักปันผสมตามอนุสัญญาชุดดังกล่าวพบกันครั้งสุดท้ายในวันที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1907 โดยขณะนั้นเจ้าหน้าที่จัดทำแผนที่ยังดำเนินการไม่เสร็จสิ้น ทว่าฝ่ายฝรั่งเศสได้นำผลสำรวจกลับไปจัดทำแผนที่ที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วส่งแผนที่ฉบับดังกล่าว ซึ่งรู้จักกันในเวลาต่อมาว่าคือแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ให้ไทยในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1908 จำนวน 11 ระวาง

แต่แผนที่ดังกล่าวไม่ได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการปักปันตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 เพราะคณะกรรมการชุดนี้ได้สลายตัวไปก่อนที่แผนที่ชุดดังกล่าวจะจัดพิมพ์เสร็จ

เมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชากรณีประสาทเขาพระวิหาร ไทยพยายามต่อสู้ในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก ว่าตนเองไม่เคยยอมรับแผนที่ดังกล่าว

ทว่าคำถามต่อมาคือ ศาลโลกเห็นว่าไทยไม่เคยยอมรับแผนที่ 1:200,000 จริงหรือ ?

ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เคยเขียนไว้ในปี พ.ศ. 2552 ภายใต้เอกสารเขาพระวิหารชุดที่ 4 ซึ่งจัดพิมพ์โดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ไว้ว่า หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร อัครราชทูตสยามประจำฝรั่งเศส ทรงกล่าวถึงคณะกรรมการปักปันผสม ว่า "ได้ทำหน้าที่สำเร็จแล้ว" โดยอ้างอิงจากเอกสารราชการสถานทูตสยามในกรุงปารีสเมื่อปี ค.ศ.1908 และพบว่าหม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ทรงรับแผนที่ชุดนี้มาจาก Captain Tixier (กัปตันทิกซิเออร์) เพื่อส่งมาถวายพระสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น โดยได้รับมาทั้งหมด 11 ระวาง ระวางละ 44 แผ่น โดยทรงเก็บไว้ที่สถานทูตฝรั่งเศสระวางละ 2 แผ่น และส่งไปยังสถานทูตสยามแห่งอื่น ๆ อีกแห่งละ 1 ชุด

ภาพเอกสารราชการสถานทูตสยามในกรุงปารีสเมื่อปี ค.ศ.1908 ที่หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร อัครราชทูตสยามประจำฝรั่งเศส ทรงกล่าวถึงคณะกรรมการปักปันผสมว่า "ได้ทำหน้าที่สำเร็จแล้ว"
คำบรรยายภาพ, ภาพเอกสารราชการสถานทูตสยามในกรุงปารีสเมื่อปี ค.ศ.1908 ที่หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤดากร อัครราชทูตสยามประจำฝรั่งเศส ทรงกล่าวถึงคณะกรรมการปักปันผสมว่า "ได้ทำหน้าที่สำเร็จแล้ว"

ด้าน ศ.ดร.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. กล่าวไว้ในบทความเรื่อง "กฎหมายระหว่างประเทศกับคดีปราสาทเขาพระวิหาร อนุสัญญาโตเกียว และ MOU 2543" ในจุลสารความมั่นคงศึกษา ฉบับที่ 88 ซึ่งตีพิมพ์ในเดือน ก.พ. ปี พ.ศ. 2554 ว่า ประเด็นเรื่องการยอมรับแผนที่ที่จัดทำโดยฝรั่งเศสนั้นถือเป็น "หอกข้างแคร่" ของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน

นักวิชาการผู้นี้เขียนว่า "ไทยยอมรับแผนที่นี้หรือไม่ พิจารณาได้จากเหตุผลที่ปรากฏในคำพิพากษาของศาลโลก" ในปี พ.ศ. 2505

ศ.ดร.ประสิทธิ์ บอกว่า ในคำพิพากษาดังกล่าวของศาลโลก ระบุว่าทั้งไทยและฝรั่งเศสอยู่ในฐานะที่จะปฏิเสธแผนที่ได้ตั้งแต่เมื่อได้รับแผนที่ เนื่องจากแผนที่นี้มิได้เป็นการทำแผนที่โดยคณะกรรมการปักปันเขตแดน และฝ่ายไทยไม่เคยยอมรับแผนที่อย่างเป็นทางการ แต่ไทยก็มิได้ยอมรับหรือปฏิเสธแผนที่ดังกล่าวเช่นกัน

มีข้อความหลายตอนที่ศาลโลกเห็นว่าการกระทำหรือความประพฤติของฝ่ายไทยเท่ากับเป็นการยอมรับแผนที่แล้ว การยอมรับแผนที่นี้มิได้เป็นการยอมรับอย่างเป็นทางการ (officially) แต่เป็นการยอมรับโดยการกระทำ (by conduct) ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินการต่าง ๆ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น

นอกจากนี้ยังพบว่าแผนที่ฉบับดังกล่าวได้ผ่านตาบุคคลสำคัญ ๆ ของสยามหลายคน ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ไปจนถึงสมาชิกฝ่ายสยามในคณะกรรมการปักปันผสมชุดแรก และสันนิษฐานด้วยว่าผู้ว่าราชการ จ.ขุขันธ์ (จ.ศรีสะเกษ ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นจังหวัดของสยามที่อยู่ติดกับภูมิภาคพระวิหารตอนเหนือ ก็เห็นแผนที่ดังกล่าวด้วย

"...การกระทำที่ศาลเห็นว่าเป็นการยอมรับโดยปริยาย ได้แก่ การร้องขอแผนที่เพิ่ม การไม่ยอมตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจดูความถูกต้องของแผนที่ การที่กรมแผนที่ทหารผลิตแผนที่ขึ้นมา และแผนที่ที่ทำโดยกรมแผนที่ทหารได้แสดงปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนกัมพูชา" ศ.ดร.ประสิทธิ์ เขียนอธิบายในบทความดังกล่าว

การเสด็จเยือนปราสาทพระวิหารของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการจากข้าหลวงของฝรั่งเศส โดยมีการชักธงฝรั่งเศสในบริเวณดังกล่าว แต่ฝ่ายไทยไม่ได้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ และเมื่อคณะฝ่ายไทยเดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ แล้วยังได้ส่งภาพถ่ายให้ฝ่ายฝรั่งเศส และใช้ข้อความที่ดูประหนึ่งว่ายอมรับฐานะ "ประเทศเจ้าภาพ" ของฝรั่งเศส ศาลโลกจึงถือว่าสยามยอมรับโดยปริยาย (tacit recognition) ต่ออำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารของกัมพูชาภายใต้อารักขาของฝรั่งเศส
คำบรรยายภาพ, การเสด็จเยือนปราสาทพระวิหารของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างเป็นทางการจากข้าหลวงของฝรั่งเศส โดยมีการชักธงฝรั่งเศสในบริเวณดังกล่าว แต่ฝ่ายไทยไม่ได้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ และเมื่อคณะฝ่ายไทยเดินทางกลับมายังกรุงเทพฯ แล้วยังได้ส่งภาพถ่ายให้ฝ่ายฝรั่งเศส และใช้ข้อความที่ดูประหนึ่งว่ายอมรับฐานะ "ประเทศเจ้าภาพ" ของฝรั่งเศส ศาลโลกจึงถือว่าสยามยอมรับโดยปริยาย (tacit recognition) ต่ออำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารของกัมพูชาภายใต้อารักขาของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม ในหนังสือเรื่องข้อมูลที่ประชาชนไทยควรทราบเกี่ยวกับกรณีประสาทพระวิหารฯ ของ กต. กล่าวว่า ในปี 2505 ศาลโลกระบุจะไม่ตัดสินว่าเส้นเขตแดนไทย - กัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหารเป็นไปตามแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ระวางดงรัก หรือไม่ แต่ศาลจำเป็นต้องทราบว่าเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาอยู่ในบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร เพื่อใช้เป็นเหตุผลตัดสิน โดยลักษณะของคำพิพากษาของศาลฯ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ (1) ส่วนเหตุผล (reasoning) ซึ่งในหลักการไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และ (2) ส่วนบทปฏิบัติการ (operative paragraph) ซึ่งมีผลผูกพันคู่กรณี

สำหรับส่วนที่ศาลโลกอ้างเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่าไทยยอมรับแผนที่ระวางดงรักนั้น ทาง กต. บอกว่าเป็นลักษณะคำพิพากษาที่ถือว่าอยู่ในส่วนของเหตุผล

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์บทความชุด MOU 43, 44 คืออะไร ซึ่งมีทั้งสิ้น 4 ตอน บทความตอนที่ 2 เกี่ยวกับที่มาของแผนที่ 1:50,000 จะเผยแพร่ในวันพรุ่งนี้ (10 ต.ค.)