"ฉันไม่ยอมให้ตนเองรู้สึกอับอายจากการที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศ" เป็นโรคนี้แล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?

Melys, who has blonde hair, looks down the barrel of the camera with a gentle smile. She stands in front of a castle entrance.

ที่มาของภาพ, Julian Tse

คำบรรยายภาพ, เมลิสเล่าว่า ตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีหลังจากที่เธอได้รับการวินิจฉัยโรค เธอหลีกเลี่ยงการสบตากับเพื่อน ๆ
    • Author, ลีนา-ซาฮาราห์ โมฮัมเหม็ด
    • Role, บีบีซีแผนกภาษาเวลส์
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

เมื่อครั้งอยู่ในวัย 20 ต้น ๆ เมลิส เอ็ดเวิร์ดส์ แทบไม่เคยออกจากบ้านโดยไม่สวมแว่นกันแดด ไม่ใช่เพราะแสงแดดที่แรงจ้า แต่เป็นเพราะเธอรู้สึกอับอาย

"ฉันก็แค่ไม่อยากให้ใครเห็นฉัน นั่นคือความรู้สึกอับอายอย่างแท้จริง" หญิงสาววัย 29 ปีกล่าว พร้อมอธิบายถึงความรู้สึกของเธอเมื่อทราบผลการวินิจฉัยว่าตนเองเป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพระบุว่า สำหรับผู้ป่วยหลายราย ผลกระทบทางจิตใจจากการได้รับผลวินิจฉัยโรคอาจรุนแรงยิ่งกว่าอาการเจ็บป่วยทางร่างกายเสียอีก

ข้อมูลประมาณการที่เผยแพร่โดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) ในปี 2024 ระบุว่า ทั่วโลกมีประชากรราว 846 ล้านคนในช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 49 ปี ที่กำลังใช้ชีวิตอยู่กับการติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 5 ของกลุ่มประชากรในวัยดังกล่าว

โรคนี้สามารถรักษาเพื่อบรรเทาอาการได้แต่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด และโดยส่วนใหญ่แล้ว การติดเชื้อมักไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยบางราย การติดเชื้ออาจทำให้เกิดแผลพุพองและตุ่มน้ำใสบริเวณอวัยวะเพศซึ่งสร้างความเจ็บปวด และสามารถกำเริบซ้ำได้ตลอดชีวิต

สำหรับเมลิส ซึ่งมาจากเวลส์ ในสหราชอาณาจักร ความเจ็บปวดทางร่างกายจากอาการกำเริบในครั้งแรกนั้นรุนแรงจนแทบต้านทานไม่ไหว "ตอนที่ฉันเป็นครั้งแรก อาการมันเลวร้ายมาก" เธอให้สัมภาษณ์กับบีบีซีแผนกภาษาเวลส์

คอนเทนต์ครีเอเตอร์สำหรับสื่อดิจิทัลรายนี้เชื่อว่า เธอติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกันกับชายคนหนึ่ง ซึ่งรู้ตัวดีว่าตนเองเป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศ แต่กลับไม่ยอมบอกให้เธอทราบ

การทราบผลวินิจฉัยทำให้เธอเกิดความรู้สึกเศร้าโศก โกรธแค้น และไม่อยากยอมรับความจริง โดยเธออธิบายว่ารู้สึก "แปลกแยก" จากตัวเอง และรู้สึกว่าไม่สามารถเชื่อมั่นในวิจารณญาณของตนเองได้อีกต่อไป "ชีวิตทั้งชีวิตของฉันเปลี่ยนไปในชั่วพริบตานั้น" เธอกล่าว

โรคเริมที่อวัยวะเพศคืออะไร

โรคเริมที่อวัยวะเพศมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า "เฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์" (herpes simplex) เมื่อได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้แล้ว เชื้อจะแฝงตัวอยู่ในร่างกายไปตลอดชีวิต

เชื้อจะไม่แพร่กระจายจนทำให้เกิดตุ่มน้ำใสที่บริเวณอื่น แต่จะแฝงตัวอยู่ในเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง และทำให้เกิดแผลพุพองในบริเวณเดิมซ้ำ ๆ

ไวรัสเฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus - HSV) มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ HSV-1 และ HSV-2 ทั้งสองชนิดสามารถทำให้เกิดโรคเริมที่อวัยวะเพศได้ ข้อมูลประมาณการระบุว่า ในปี 2020 มีผู้ติดเชื้อไวรัส HSV-2 ที่อวัยวะเพศจำนวน 520 ล้านคน โดยเชื้อนี้ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์

การติดเชื้อไวรัส HSV-2 ที่อวัยวะเพศถือเป็นกรณีที่รุนแรงกว่าในมุมมองด้านสาธารณสุข เนื่องจากมีแนวโน้มอย่างมากที่จะทำให้อาการกำเริบซ้ำ โดยเป็นสาเหตุของการแสดงอาการถึงราว 90% ของการกำเริบทั้งหมด และยังเชื่อมโยงกับความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ที่เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า

ผู้หญิงมีอัตราการติดเชื้อ HSV-2 มากกว่าผู้ชายเกือบ 2 เท่า เนื่องจากเยื่อบุเมือกภายในและรอบ ๆ ช่องคลอดมีความบอบบาง ซึ่งเอื้อให้เชื้อไวรัสแทรกซึมผ่านเข้าไปได้ง่ายกว่า

An illustration of the herpes simplex virus under a microscope. It's a sphere covered with blue and yellow flower-shaped patterns.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อาการของโรคประกอบด้วย ตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก รอยจุด หรือแผลพุพอง มีอาการแสบร้อนหรือรู้สึกปวดแปลบคล้ายเข็มทิ่มบริเวณรอบอวัยวะเพศ รวมถึงมีอาการเจ็บปวดขณะปัสสาวะ

ไวรัสชนิด HSV-1 มักแพร่กระจายในช่วงวัยเด็กผ่านทางน้ำลาย หรือการสัมผัสผิวหนังชนผิวหนังบริเวณรอบปาก ซึ่งก่อให้เกิดโรคเริมที่ปาก โดยมีอาการแผลเริมที่ริมฝีปากหรือแผลในปากเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด

แมเรียน นิโคลสัน ผู้อำนวยการสมาคมไวรัสเริม (Herpes Viruses Association) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า ผู้คนจำนวนมากไม่ทราบว่าแผลเริมที่ริมฝีปากและโรคเริมที่อวัยวะเพศนั้น มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน พร้อมทั้งเสริมว่า การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral sex) ถือเป็นช่องทางการแพร่เชื้อที่พบได้ทั่วไป

"เชื้อไวรัสไม่รับรู้หรอกว่าตัวมันเองอยู่ที่ส่วนใดของร่างกาย หากผู้ที่มีแผลเริมที่ปากไปทำออรัลเซ็กส์ เชื้อไวรัสก็สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะเพศได้"

สำหรับอาการของโรคประกอบด้วย ตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก รอยจุด หรือแผลพุพอง มีอาการแสบร้อนหรือรู้สึกปวดแปลบคล้ายเข็มทิ่มบริเวณรอบอวัยวะเพศ รวมถึงมีอาการเจ็บปวดขณะปัสสาวะ

ส่วนการวินิจฉัยโรคนั้น จะใช้วิธีป้ายเก็บตัวอย่างของเหลวจากแผลเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ ซึ่งกระบวนการนี้จะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการแสดงออกมาแล้วเท่านั้น

โรคเริมที่อวัยวะเพศสามารถรับมือและจัดการได้อย่างไร

เมลิสเล่าว่า เมื่อเธอค้นหาข้อมูลทางออนไลน์เพื่อขอความช่วยเหลือทางออนไลน์ เธอกลับพบแต่พาดหัวข่าวที่น่าหวาดกลัว

"ฉันอ่านเจอข้อความทำนองว่า 'ชีวิตของคุณจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป ใครจะรู้ว่าคุณจะมีลูกได้อีกหรือไม่' ซึ่งล้วนเป็นเรื่องราวอันเลวร้ายสุดโต่งที่ฉันต้องทำความเข้าใจและรับมือ"

ทว่านิโคลสัน ซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับโรคเริมมานานกว่าสามทศวรรษ กล่าวว่า สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว โรคนี้เป็นเพียงภาวะทางผิวหนังที่สามารถรับมือและจัดการได้

"มีความกลัวที่เกินความจำเป็นอยู่มากเหลือเกิน" เธอกล่าว "ผู้คนต่างคิดว่านี่คือบทลงโทษ แต่มันไม่ใช่เลย"

ผู้ติดเชื้อหลายรายไม่เคยแสดงอาการใด ๆ เลย ในขณะที่ผู้ที่มีอาการกำเริบซ้ำก็มักจะสามารถควบคุมอาการได้ด้วยการใช้ยาต้านไวรัสและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต

"มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่จะสังเกตเห็นว่าตนเองติดเชื้อ ส่วนอีก 2 ใน 3 จะมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยจนพวกเขาไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ" นิโคลสันระบุ

การรักษาอาการ แม้กระทั่งสำหรับการติดเชื้อในครั้งแรก อาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นเสมอไป เนื่องจากตุ่มน้ำใสมักจะสามารถหายไปได้เอง

ทว่าการรักษาก็อาจเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ซึ่งอาจมีการสั่งจ่ายยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามแย่ลง หรือใช้ยาแบบครีมเพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน

Melys sits in a yoga pose, with open legs and hands together. She sits on a sandy beach and wears pink gym wear and a silver necklace. A vast blue sky behind her with with a man sat perched and some palm trees dotted to the right.

ที่มาของภาพ, Emrah Zengin

คำบรรยายภาพ, เมลิสประกอบอาชีพเป็นครูสอนโยคะ

อาการกำเริบซ้ำมักมีความรุนแรงน้อยกว่าการแสดงอาการในครั้งแรก และเมื่อเวลาผ่านไป ความถี่ของการกำเริบก็มักจะลดน้อยลงตามไปด้วย

องค์การอนามัยโลกระบุว่า การใช้ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อเริม พร้อมแนะนำเพิ่มเติมว่าผู้ที่กำลังมีอาการแสดงของโรคควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่น นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะให้ผู้ที่มีอาการเข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวี (HIV) ด้วยเช่นกัน

ข้อมูลจากระบบสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร (NHS) ระบุว่า อาการเจ็บป่วย ความเครียด และรอบเดือน ล้วนเป็นปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ พร้อมกันนี้ยังแนะนำให้ผู้ป่วยพยายามปกป้องบริเวณที่ติดเชื้อจากรังสีอัลตราไวโอเลต การเสียดสี การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่

เมลิสเล่าว่า เมื่อเวลาผ่านไป เธอเริ่มตระหนักได้ว่าผลการวินิจฉัยโรคไม่ได้เป็นตัวกำหนดคุณค่าในชีวิตของเธอ และในขณะนี้เธอกำลังใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องดังกล่าว

"ตอนที่ฉันติดเชื้อครั้งแรก แทบจะไม่มีข้อมูลใด ๆ บนโลกออนไลน์เลย นอกเสียจากผลการค้นหาบนกูเกิล (Google) และโพสต์บนเรดดิต (Reddit) ที่ชวนให้หวาดหวั่น" เธอกล่าว "ดังนั้น หากฉันสามารถเป็นดั่งคนคนนั้นที่ฉันเองเคยต้องการเป็นเมื่อในอดีตได้ นั่นก็แปลว่ามีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นจากเรื่องนี้แล้ว"