'นอนกลางดิน กินแต่ข้าวโพด' ย้อนรอยชีวิตนักศึกษาในป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/ BBC Thai
- Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 14 นาที
บนเทือกเขาภูพานคำ ช่วงรอยต่อระหว่าง จ.หนองบัวลำภู และ จ.อุดรธานี ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ดินแข็ง ๆ และก้อนหินน้อยใหญ่สลับซับซ้อน ที่นี่คือบ้านหลังใหม่ของอดีตนักศึกษาส่วนหนึ่งที่มาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หลังเหตุการณ์ปราบปรามการประท้วงเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2516 และ 6 ต.ค. 2519 ที่นักศึกษาและผู้ชุมนุมที่เห็นต่างจากรัฐ ถูกใช้กำลังและอาวุธเข้าปราบปรามจนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
จากที่เคยนอนอยู่บ้านมีเตียงนุ่ม ๆ แต่ต้องระเหเร่ร่อนไปพักอยู่กลางป่า ที่มีห้องนอนเป็นผืนดินและก้อนหินใหญ่ โดยมีผ้ายางคนละผืนที่ใช้ต่างเตียงนอน หรือบ้างก็ผูกเปลเอาตามต้นไม้
พื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นเหมือนทางเดินขึ้นไปสู่จุดชมวิวจุดหนึ่งบนเทือกเขา ในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของ "เขตงานภูซาง" ของ พคท. ซึ่งครอบคลุมพื้นที่บนภูเขาที่เชื่อมต่อหลายจังหวัด อาทิ อุดรธานี หนองบัวลำภู เลย ฯลฯ
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่ปฏิบัติงานทั้งหมดของ พคท. ที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ชนบทของหลายจังหวัดทั่วประเทศไทยในช่วงต้นศตวรรษที่ 2500 และยิ่งแข็งแกร่งขึ้นหลังเหตุการณ์ '6 ตุลา' ที่มีจำนวนกองกำลังในป่าเพิ่มขึ้นจาก 8,000 – 9,000 คน เป็นประมาณ 12,000 คน ตามคำบอกเล่าในหนังสือเรื่อง 'พคท. หายไปไหน?' โดย พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่เคยมีบทบาทเป็นนายทหารในภารกิจปราบปรามคอมมิวนิสต์ในยุคนั้น
"มองไปเนี่ยมันมืดเลยนะ ไม่รู้ว่าคืออะไร รู้แต่ว่าไปข้างหน้า อย่างน้อยที่นั่นคือจุดต่อสู้ ที่ไม่ได้ทำให้ทุกคนต้องยอมแพ้ง่าย ๆ" สุนี ไชยรส บอกกับบีบีซีไทยถึงความรู้สึกตอนที่เธอตัดสินใจ "เข้าป่า" หลังเหตุการณ์ '6 ตุลา' ในขณะเป็นนักศึกษาเพิ่งจบใหม่ได้ประมาณสองปี
จากเคยนอนเตียง ต้องนอนเปล จากเคยจับปากกา ต้องจับปืน จากเคยหาข้าวสวยกินได้ไม่ยาก บางครั้งต้องกินแต่ข้าวโพด นี่คือชีวิตของนักศึกษาที่มาร่วมกับ พคท. ในป่า หลังรู้สึกว่าชีวิตในเมืองไม่ปลอดภัยสำหรับผู้เห็นต่าง และนักศึกษาบางคนก็เสียชีวิตอยู่ในป่าโดยไม่ได้กลับออกมา
นี่คือร่องรอยของประวัติศาสตร์ที่แทบไม่มีการบอกเล่าในหนังสือเรียนมัธยม แต่คือสิ่งที่สะท้อนผลลัพธ์ของการใช้ความรุนแรงจัดการความเห็นต่าง ซึ่งท้ายที่สุดเต็มไปด้วยความสูญเสีย
6 ตุลาคม 2519
เดือน ต.ค. 2519 สุนียังเข้าออกมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่บ่อยครั้งแม้จะเรียนจบปริญญาสาขาเศรษฐศาสตร์มาได้สองปีแล้ว
"ก่อนจะเกิด 6 ต.ค.... พี่ว่าง ๆ อยู่ ก็ไปช่วยหนังสือพิมพ์อธิปัตย์ ของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา[แห่งประเทศไทย] ซึ่งพี่สาวอยู่ในกอง บ.ก. (บรรณาธิการ)" อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นอาจารย์อยู่ที่วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต ย้อนเล่า
"ก็ทำหนังสือกันทุกวัน กลางคืนก็จะเข้าไปที่ธรรมศาสตร์ เอาหนังสือไปเผยแพร่วันต่อวัน พอคืนวันที่ 5... น้อง ๆ โทรมาบอกว่า พี่อย่าเข้ากันนะ ตอนนี้ธรรมศาสตร์ถูกล้อมแล้ว... พวกเราก็คุยกันเตรียมเข้าป่า"
ในช่วงเวลานั้น การต่อสู้ในขบวนการนักศึกษาหรือร่วมเรียกร้องกับกลุ่มแรงงานไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสุนี เพราะเธอเคยอยู่ในเหตุการณ์ปราบปรามการชุมนุมวันที่ 14 ต.ค. 2516 เคยเข้าไปเรียนรู้ชีวิตกรรมกรทอผ้าในโรงงานอยู่ช่วงหนึ่ง และเคยถูกจับด้วยข้อหา "คอมมิวนิสต์" จากการร่วมชุมนุมประท้วงกับกลุ่มกรรมกร ก่อนจะได้ประกันตัวออกมาในภายหลัง
ในยุคสมัยนั้น ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐมักจะถูกกล่าวหาว่าเป็น "คอมมิวนิสต์" และในช่วงที่ความขัดแย้งสุกงอมก่อนจะมาปะทุในเหตุการณ์ '6 ตุลา' มีการเผยแพร่วาทกรรม "ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป" ที่มาจากการตีความคำให้สัมภาษณ์ของกิตติวุฑโฒ ภิกขุ ที่ตอบคำถาม 'จัตุรัส' หนังสือข่าวกรองประจำสัปดาห์ที่ถูกเผยแพร่ไม่กี่เดือนก่อนเหตุปะทะว่าการฆ่าฝ่ายซ้ายหรือคอมมิวนิสต์ ได้บุญมากกว่าบาป เหมือน "ฆ่าปลา แกงใส่บาตรพระ"
"ใครก็ตามที่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันไม่ใช่คนสมบูรณ์... เราไม่ได้ฆ่าคน แต่ฆ่ามาร ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน" พระกิตติวุฑโฒกล่าว ตามการอ้างอิงของเว็บไซต์วันโอวัน (the101.world)
ขณะที่หนังสือของ พล.อ.สายหยุดเรียก พคท. ว่า "ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์" โดยใช้อักษรย่อว่า "ผกค." ซึ่งสะท้อนมุมมองของฝ่ายรัฐต่อพรรคคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น แม้อดีตนายทหารรายนี้จะเป็น "สายพิราบ" ซึ่งสนับสนุนการใช้ "การเมืองนำทหาร" มาปราบปรามมากกว่าจะใช้ความรุนแรง
สุนีบอกว่าตอนนั้นเธอรู้จักคำว่า "คอมมิวนิสต์" อย่างผิวเผินด้วยซ้ำ
"ก่อน 14 ต.ค. [ปี 2516] มันก็มีหนังสือใต้ดิน หนังสือต้องห้ามเกี่ยวกับสังคมนิยม เอกสารต่าง ๆ เนี่ย ก็เริ่มแพร่หลาย... คนก็จะรับรู้สถานการณ์ของสังคมนิยม ของคอมมิวนิสต์ ของ พคท. แต่ว่าไม่ได้รู้จัก" เธอย้อนเล่าก่อนจะเสริมว่าเธอ "มองเขาเป็นฮีโร่ เป็นพวกที่กล้าลุกขึ้นมาสู้"
"เหมือนภาพเราเบลอ ๆ มันมีเป้าหมาย มีอุดมการณ์ แต่ทุกคนก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองต้องเข้าป่า" เธอบอก
แต่ความคิดของสุนีก็เปลี่ยนไปเมื่อมีการปราบปรามอย่างรุนแรงเกิดขึ้นในวันที่ 6 ต.ค. 2519

ที่มาของภาพ, Sunee Chaiyarose/ handout
"มีผู้หญิง 5 คนจะเข้า[ป่า] ก็คือพี่ พี่สาว ซึ่งเป็นกอง บ.ก. อยู่ทางนั้น แล้วก็น้องผู้หญิงนักศึกษาเกษตร ที่อยู่ในคุกมาด้วยกัน แล้วพี่สาวของเขาอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นนักกิจกรรมเหมือนกัน แล้วก็มีน้องจากกอง บ.ก. อธิปัตย์อีกคนหนึ่ง" สุนีย้อนเล่า
"แต่เราก็ตัดสินใจไปดูที่ธรรมศาสตร์ ประมาณเช้ามืด นั่งรถไป ว่าจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นหนอ" เธอบอก "ก็ไม่เห็นชัด ๆ เพราะว่าเราไม่สามารถลงไปเดินได้ มันเป็นจุดที่เรานึกถึงภาพในเหตุการณ์ที่คนชุมนุม ไล่ตีคน ปืนเต็มไปหมด ทหาร ตำรวจ ลูกเสือชาวบ้าน [กลุ่ม]กระทิงแดง ก็วุ่นวายกันอยู่"
ผู้เขียนถามเธอว่า ทำไมตอนนั้นนักศึกษาจึงมอง "ป่า" เป็นที่พึ่ง
"ถ้าคุณอยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม คุณจะไม่ถามเลย" เธอบอก "เพราะคนถูกฆ่า ถูกบาดเจ็บ ล้มตายอีกเยอะแยะ ถูกจับอีกหลายพันคน [แล้ว]ก็ยังตามไปจับอีกเยอะแยะ"
"มันก็เป็นสถานการณ์ที่สองด้าน หนึ่งก็คือมันถูกสะสมมาแล้ว การปราบปรามแบบเผด็จการมันก็เยอะแยะไปหมด การคุกคามผู้คน การเริ่มฆ่า ที่บอกว่าชาวนาลุกขึ้นสู้ก็ตายไปหลายสิบคน กรรมกรอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้นทุกคนก็อยู่ในมุมที่ต้องเรียนรู้ไปพลาง ๆ"
"แต่ว่า 6 ตุลาคมก็เป็นแรงกดที่ทำให้ทุกคนไป โดยตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะอย่าลืมว่า มองไปเนี่ยมันมืดเลยนะ ไม่รู้ว่าคืออะไร รู้แต่ว่าไปข้างหน้า อย่างน้อยที่นั่นคือจุดต่อสู้ ที่ไม่ได้ทำให้ทุกคนต้องยอมแพ้ง่าย ๆ" เธอกล่าว

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images
จากเมือง สู่ป่า
สุนีเขียนเล่าเรื่องราวชีวิตของเธอไว้อย่างละเอียดในวิทยานิพนธ์เรื่อง 'การหลอมรวมอุดมการณ์ เฟมินิสต์ ประชาธิปไตย และ สิทธิมนุษยชน: ศึกษาผ่านประสบการณ์ สุนี ไชยรส' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (สตรีศึกษา) สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2547
เธอบอกว่าเธอและเพื่อน ๆ ที่เข้าป่าพร้อมกันนั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ ไป จ.อุดรธานี ต่อด้วยรถสองแถวไปพบกลุ่ม 'สหาย' (คำที่ 'คนในป่า' เรียกกันเพื่อปิดบังชื่อจริงและสื่อถึงความเท่าเทียม) และเมื่อมีกลุ่มนักศึกษาตามมามากขึ้น กลุ่มสหายเดิมก็คุ้มกัน พา "สหายนักศึกษา" เดินเท้าเข้าป่า ขึ้นสู่เขตภูซาง

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai
เกือบ 50 ปีหลังจากสหายนักศึกษาที่ผ่านเหตุการณ์ '6 ตุลา' ตามมาสมทบกับ 'สหายชาวนา' อดีตสหายที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ คือ สหายรังสรรค์ สหายมุ่ง สหายวิวัฒน์ สหายรังสิต และแม่ยงค์ ภรรยาของอดีตสหาย พาผู้เขียนเดินเท้าเข้าป่าเพื่อตามรอยเส้นทางการต่อสู้ของพวกเขาในสมัยนั้น
สหายรังสิตสวมชุดที่เขาตัดขึ้นภายหลังเพื่อจำลองเครื่องแบบกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) ซึ่งคือกองกำลังของ พคท. ในขณะที่คนอื่น ๆ สวมเพียงบางชิ้น เช่น หมวกที่มีสัญลักษณ์ 'ดาวแดง' อยู่ตรงกลาง เป้ หรือรองเท้า
เรานั่งรถกระบะของอดีตสหายจากวัดอุทมพรพิชัย ต.โนนทัน อ.เมืองหนองบัวลำภู ผ่านเส้นทางคอนกรีตลดเลี้ยวที่กว้างพอเพียงให้รถเบียดสวนกันได้มาราว 15 นาที ก็ถึงจุดสิ้นสุดเส้นทางคอนกรีต เหลือเพียงทางเดินดินแข็ง ๆ แทรกด้วยก้อนหินตะปุ่มตะป่ำ โดยมีป้ายบ่งบอกอยู่บริเวณใกล้ปากทางว่านี่คือทางขึ้น 'ภูหินลาดช่อฟ้า'
ในวัย 60 - 70 กว่าปี ทุกคนยังคงเดินขึ้นเส้นทางลาดชันขรุขระ และลื่นในบางจุดที่มีน้ำไหลผ่าน ได้อย่างคล่องแคล่ว
"สหาย[นักศึกษา]มาแถวนี้เยอะแยะเลย เป็นร้อย ๆ เลย ขึ้นภูซางแต่ละครั้ง 80-90 คน เพราะว่าต้องสั่งทหารจากภูซางให้ลงมาคุ้มกันขึ้นไป" สหายวิวัฒน์ หรือชื่อจริงว่า นิคม ทูลทรัพย์ บอกกับผู้เขียน
เขาและสหายรังสิต หรือชื่อจริงว่า วิไล ละลี เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า นักศึกษาที่เข้ามาสมทบกับ พคท. หลัง '6 ตุลา' จะต้องผ่านเส้นทางนี้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบาง 'ทับ' (หน่วยย่อยต่าง ๆ) ในเขตงานภูซาง ก่อนจะเดินลัดเลาะตามสันเขาต่อไปอีก "1 คืน กับอีก 1 วัน" เพื่อขึ้นไปยังภูซาง จ.เลย ซึ่งเป็นจุดหลักที่นักศึกษาต้องเข้าโรงเรียนการเมืองการทหาร ก่อนจะถูกแบ่งจัดไปตาม 'กองงาน' ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งมีทั้งหน่วยแพทย์ กองทหาร ไปจนถึงงานมวลชน
ตลอดเส้นทางราว 2 กม. ตามการประเมินของสหาย เราผ่านหลายจุดที่มีลักษณะเป็นกลุ่มกองหินขนาดใหญ่ ซึ่งแต่ละจุดถูกใช้งานในวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน อาทิ ที่นอน โรงครัว ไปจนถึงจำลองค่ายของศัตรู และเป็นชัยภูมิได้เปรียบในการต่อสู้ ซึ่งพวกเขาอธิบายจุดต่าง ๆ ตามคำบรรยายภาพต่อไปนี้

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai
เส้นทางที่อดีตสหายพาผู้เขียนเดินสำรวจ เป็นเพียงเศษเสี้ยวของเส้นทางจริงที่อดีตนักศึกษาเดือนตุลาที่เข้าป่าในเขตงานภูซางต้องเดินในยามวิกาล ภายใต้การคุ้มกันของสหายที่อยู่มาก่อน และแม้ชีวิตในป่าจะแตกต่างจากในเมืองมาก แต่สหายวิวัฒน์เล่าว่าเหล่านักศึกษา "ปรับตัวได้ดี"
"เขาพกความแค้น เขาไม่มีปืน เขาถูกยิง ถูกฆ่า ตอนที่แถวธรรมศาสตร์ [มันก็]สู้ลูกเดียว แต่มันก็ด้อยอย่างหนึ่ง ยุทธวิธียังไม่ได้ฝึก แต่ว่าใจสู้" เขาบอก
ด้านสุนีเล่าว่าขณะนั้น เธออยู่ในเขต 'จรยุทธ์' ซึ่งไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง ทำให้ต้องผูกเปลนอนเช่นกัน แตกต่างจากบางจุดที่มีลักษณะเป็น 'ฐานที่มั่น' ซึ่งมีการสร้างที่พักอย่างง่าย ๆ
"สหายชนบทเขาก็จะคอยดูแล เหมือนเป็นพี่เลี้ยงกันอยู่ตลอดเวลากระบวนการ ก็ปรับตัวกันทุกคน ตั้งแต่หัดกินข้าวเหนียว หัดเดินด้วยรองเท้าแตะ ไปตามที่ยากลำบาก หัดเดินขึ้นภูผา ทุกอย่างยากลำบาก ไม่ได้กินข้าว 2 ปีก็มี อะไรอย่างนี้ กินแต่ข้าวโพด" เธอบอก

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai
จากป่า กลับสู่เมือง
วิทยานิพนธ์เรื่อง 'ความขัดแย้งทางความคิดในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทย ระหว่าง พ.ศ.2519 – 2525' โดยธิกานต์ ศรีนารา ที่ตีพิมพ์ในปี 2548 ระบุถึงความถดถอยของ พคท. เริ่มขึ้นหลังความขัดแย้งของขบวนการคอมมิวนิสต์ในอินโดจีน ที่ถึงจุดแตกหักเมื่อต้นปี 2522 เมื่อกองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสามารถยึดกรุงพนมเปญของกัมพูชาได้สำเร็จ ซึ่งต่อมาจีนและลาวเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้ด้วย
ธิกานต์ระบุว่าจุดแตกหักดังกล่าวส่งผลให้จีนบีบให้ พคท. ต้องปิดสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.) ในเวลาต่อมา ขณะที่ลาวและเวียดนามก็ตัดความช่วยเหลือต่อ พคท. ส่วนในไทยเอง กลุ่มนักศึกษาปัญญาชนและแนวร่วมบางส่วนก็เริ่มแยกตัวออกมาจาก พคท. และยังมีการรณรงค์โจมตี พคท. ต่อเนื่องตลอดปีจากนิตยสารไทยนิกรด้วย
นี่คือสถานการณ์ที่บีบรัด พคท. อยู่ก่อนที่จะมีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ประกาศใช้เมื่อเดือน เม.ย. 2523 ที่ใช้หลัก "การเมืองนำการทหาร" และยอมให้นักศึกษาออกจากป่าได้โดยไม่มีความผิด ซึ่งยิ่งทำให้มีนักศึกษาทยอยแยกตัวออกจาก พคท. มาเรื่อย ๆ
อดีตนักศึกษาที่เคยเข้าป่าหลัง '6 ตุลา' หลายคนกลับมาเติบโตในวงการการเมือง อาทิ ศุภชัย โพธิ์สุ, ภูมิธรรม เวชยชัย, จาตุรนต์ ฉายแสง, เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นต้น
ขณะที่สุนี บอกว่าเธอไม่กลับออกจากป่าในทันที และเลือกจะอยู่เป็นสหายกลุ่มสุดท้ายในเขตภูซาง

ที่มาของภาพ, Sunee Chaiyarose/ handout
"พี่อยู่ที่นั่นคนสุดท้ายด้วยกันกับกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่ง... ไม่ได้มารายงานตัว แล้วก็แต่งงานกับสหายที่นั่น ก็อยู่แถวนั้น แล้วก็ปี 2530 มาคลอดลูกที่กรุงเทพฯ ก็มาถูกจับอีกครั้งหนึ่งที่กรุงเทพฯ" เธอเล่า
สุนีเรียนจบมาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเข้าป่าแล้ว ดังนั้นการเรียนของเธอจึงไม่ขาดตอน แต่เธอเล่าว่า สำหรับนักศึกษาบางคนที่ยังเรียนไม่จบในขณะที่เข้าป่า ส่วนหนึ่งกลับไป "เริ่มต้นใหม่หมด"
"คนที่พอมีฐานะก็ยังพอเอาตัวรอดได้ เพราะบางคนพ่อแม่รวยใช่ไหมคะ พ่อแม่ก็ประคับประคอง ส่งไปเรียนต่อเมืองนอก เข้าเรียนใหม่ ทำงานธุรกิจ อะไรอย่างนี้ มันก็แล้วแต่คน คนจนก็ลำบากหน่อย"
"ชาวนาก็ลำบากมาก ออกมาก็ไม่มีอะไรเลย" เธอกล่าวเสริม
ทว่าไม่ใช่นักศึกษาทุกคนที่ได้ออกจากป่า เพราะบางคนก็เสียชีวิตไปในระหว่างการต่อสู้ระหว่าง พคท. กับรัฐตลอดช่วงระยะเวลาหลายปี

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai
ช่วงหนึ่งของนิทรรศการที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เขตงานภูซาง ที่ตั้งอยู่ในวัดอุทุมพรพิชัย ต.โนนทัน อ.เมืองหนองบัวลำภู มีการระบุรายชื่อสหายที่เสียชีวิตจากการปราบปรามที่กินเวลาราวสองทศวรรษ เฉพาะในเขตงานนี้ รวม 187 คน
ในจำนวนนี้มี 'สหายในเมือง' 21 คน ซึ่งรวมถึงนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในขณะนั้น อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล, วิทยาลัยครูอุดรธานี, วิทยาลัยครูสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยเทคนิคโคราช ไปจนถึงนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ
อัฐิของสหายที่เสียชีวิตในป่า ถูกตามหาและรวบรวมในภายหลัง เพื่อนำมาไว้ที่ 'สถูปภูซาง' ซึ่งตั้งอยู่ในรั้ววัดเดียวกับพิพิธภัณฑ์ เพื่อนำมาประกอบพิธีทางศาสนาในวาระต่าง ๆ ร่วมกับอัฐิของอดีตสหายอีกส่วนหนึ่งที่เสียชีวิตภายหลังออกจากป่าแล้ว

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai
การช่วงชิงเรื่องเล่าในหน้าประวัติศาสตร์
ร่องรอยประวัติศาสตร์การต่อสู้ระหว่าง พคท. กับรัฐ ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันผ่านการสร้างสถานที่ต่าง ๆ ของอดีตสหายเพื่อบันทึกเรื่องราวและบอกเล่าความสูญเสียไว้ในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากสถูปภูซาง จ.หนองบัวลำภู ยังมีอนุสรณ์สถานอีกอย่างน้อย 15 แห่ง กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ มุกดาหาร พิษณุโลก น่าน ตาก เพชรบุรี พะเยา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี สงขลา และพัทลุง
อนุสรณ์สถานเหล่านี้ส่วนใหญ่เริ่มสร้างในช่วงปลายทศวรรษที่ 2530 จนถึงตลอดช่วงทศวรรษที่ 2540 ตามข้อมูลในพิพิธภัณฑ์เขตงานภูซาง
ศ.ดร.ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ จากสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้เคยเขียนบทความวิจัยเรื่อง 'การแปลงฐานที่มั่นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว : การเมืองเชิงพื้นที่ในทศวรรษ 2520' เชื่อว่าการช่วงชิงเรื่องเล่าของฝั่งอดีตสหาย มาภายหลังฝ่ายรัฐที่พยายามจะปรับภาพลักษณ์พื้นที่เขตงานคอมมิวนิสต์และมองการท่องเที่ยว "เป็นนโยบายหนึ่งที่จะทำให้สามารถเอาชนะการปฏิบัติการของพรรคคอมมิวนิสต์" มานานแล้ว
เขาเล่าย้อนไปตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 'วันเสียงปืนแตก' ในปี 2508 ว่าเคยมี "การยืมตัวทหารระดับพันเอก" ซึ่งอยู่สังกัดโรงเรียนเสนาธิการทหารบก มาเป็นผู้ว่าองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ท. (ปัจจุบันคือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย - ททท.) ที่มีการเขียนบทความเชิญชวนคนท่องเที่ยวในเขตต่าง ๆ ซึ่งใกล้กับพื้นที่ปฏิบัติการของ พคท. ในขณะเดียวกันกับแฝงนัยการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ไว้ในบทความการท่องเที่ยว เช่น บรรยายว่าเป็นพื้นที่ของผู้ก่อการร้ายที่ไม่ปลอดภัย
ขณะที่ในระหว่างปี 2523 – 2530 ซึ่งเป็นยุคตกต่ำของ พคท. รัฐบาลประกาศเขตอุทยานเพิ่มขึ้น 39 แห่ง ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ในเขตฐานที่มั่นของ พคท. และมีความพยายามจะปรับปรุงบางพื้นที่ ทั้งเพื่อ "ลบความเป็นคอมมิวนิสต์" ออกไป ในขณะที่บางแห่งก็ยังทิ้งสิ่งปลูกสร้างบางอย่างไว้เพื่อเป็น "อนุสรณ์แห่งความพ่ายแพ้ของ พคท."
โดยพื้นที่ที่มีความพยายาม "ลบความเป็นคอมมิวนิสต์" ออกไปเลย เช่น เขาค้อ ซึ่ง ศ.ดร.ภิญญพันธุ์ บอกว่าที่จริงรัฐบาลมีข้อเสนอจะเปลี่ยนแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตั้งแต่ปี 2520 แล้ว แต่รัฐเพิ่งยึดพื้นที่จาก พคท. ได้ทั้งหมดในปี 2523 จากนั้นจึงมีการสร้าง 'โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก' โดยดึงทหารที่เคยไปรบและประชาชนที่กลับใจเข้าไปอยู่ ส่งเสริมให้ปลูกพืชเมืองหนาว ตั้งกองทุนช่วยเหลือ และมีความพยายามสร้างโรงแรม
ขณะที่บางพื้นที่ เช่น ภูหินร่องกล้า พื้นที่ที่เคยเป็นโรงเรียนการเมืองการทหารของ พคท. ปัจจุบันอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยยังมีการคงสิ่งปลูกสร้างในยุคนั้นเอาไว้ กลายเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวจุดหนึ่งของอุทยาน ซึ่ง ศ.ดร.ภิญญพันธุ์ มองว่าเป็นการบอกเล่า "ความทรงจำของความพ่ายแพ้" สำหรับ พคท. ซึ่งอาจแตกต่างจากแง่มุมที่ถูกบอกเล่าผ่านอนุสรณ์สหายต่าง ๆ ที่อดีตสหายก่อสร้างในภายหลัง
"ผมว่ารัฐเองต้องการให้จำในแต่ละสถานที่ ในความทรงจำของความพ่ายแพ้ แล้วก็เข้าใจว่ามันจะมีเรื่องเล่าด้วยว่า กองทัพได้เข้าไปปราบปรามยังไง สถาปนาความชอบธรรมในการยึดครองพื้นที่ยังไง ดังนั้นอันนี้ มันก็จะเป็นเรื่องเล่าสองฝ่ายที่มันคู่ขนานกัน" เขาให้ความเห็น

ที่มาของภาพ, Phu Hin Rong Kla National Park/Facebook
มรดกที่ตกทอด
หลังออกจากป่า คลอดลูก ถูกจับ และต้องเลี้ยงลูกในเรือนจำเกือบหนึ่งปี สุนีออกมาทำงานกับเครือข่ายผู้หญิง จากนั้นก็เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จ.หนองบัวลำภู และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 40 เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และปัจจุบันในวัย 72 ปี เธอก็ยังทำงานกับองค์อิสระและสอนเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ การเมือง และสิทธิชุมชน ให้กับนักศึกษารุ่นใหม่ ๆ อยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต
ส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้เธอเป็นเธอในทุกวันนี้ คือประสบการณ์ในป่า
"พี่ใช้คำนี้อยู่เรื่อย เราต่อสู้ เพราะเรายังมีชีวิตอยู่" เธอบอกกับบีบีซีไทย "เราผ่านลม ผ่านหนาว ผ่านร้อน ผ่านความเป็นความตายมาตลอด"
"14 ต.ค. เราก็อยู่ 6 ต.ค. เราก็อยู่ พฤษภาคม เราก็ไปเดินด้วย เราอยู่ในคุก เราอยู่ในป่า เรารอดตาย ขณะที่เพื่อน ๆ เรา ทั้งนักเรียน นักศึกษา กรรมกร ชาวนา ตายกันเยอะแยะ"
"เราเห็นผู้คนตายต่อหน้าเราเยอะแยะเต็มไปหมด เพราะงั้นเราก็จะไม่เฉยอยู่ ก็ทำอะไรไปเท่าที่ควรทำได้" สุนีกล่าว

ที่มาของภาพ, Nongnapat Patcham/BBC Thai
ด้านสหายคิด หรือชื่อจริงคือ ทองล้วน สานคำ ที่ผู้เขียนได้พบที่พิพิธภัณฑ์เขตงานภูซาง เล่าว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจเข้าร่วมกับ พคท. ในขณะนั้น เพราะเห็นครอบครัว ซึ่งอยู่ในชุมชนที่ พคท. เข้ามามีอิทธิพลอยู่ก่อนแล้ว ถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุมและทรมานอย่างไม่เป็นธรรม ตั้งแต่สมัยที่เธอยังเด็ก
"คือที่พรรคคอมมิวนิสต์เข้ามาเคลื่อนไหว ที่แม่เข้าไปร่วม ตั้งแต่เด็ก ๆ มา คือมันจะเปลี่ยนแปลงสังคม ให้ชีวิตเราดีขึ้น คนจนก็มีโอกาสได้เล่าเรียน กล้าพูด กล้าทำในสังคม เมื่อก่อนไม่กล้านะลูก... สมัยก่อนคือเราไม่มีประชาธิปไตยเหมือนสมัยนี้" เธอบอก
"ที่ได้เข้าป่านะ พูดก็พูดเถอะ ไม่คิดเลย ถ้าสมัยก่อนมีประชาธิปไตยเท่ากับทุกวันนี้ จะไม่เข้าป่าไปทุกข์ยากเลย"
ขณะที่สหายรังสิต มองว่ามรดกการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ยังมีผลมาถึงทุกวันนี้ เพราะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเกรงกลัวประชาชนมากขึ้น ไม่เอารัดเอาเปรียบหรือทำร้ายรังแกอย่างโหดเหี้ยมเหมือนในอดีต
"เรา [คอมมิวนิสต์] ไม่ได้แพ้สงครามนะ สังคมทุกวันนี้ มันจะมาดีได้เท่าทุกวันนี้ ก็เพราะคอมมิวนิสต์เขาลุกขึ้นมาต่อสู้ทางการทหารนี่" เขากล่าว
"อย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู"
อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนรายนี้ มองว่าอนุสรณ์สถานต่าง ๆ ที่อดีตสหายตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึงสหายที่วายชนม์นั้น มีไว้เพื่อเตือนสติสังคมว่า "อย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู"
"บางคนก็จะรู้สึกว่า [สถูป] มันเหมือนทำให้สังคมตอกย้ำความรุนแรง แต่ความจริงมันคือเครื่องเตือนสติสังคมว่า อย่ารุนแรง อย่าสร้างความเกลียดชัง อย่ามองคนเห็นต่างเป็นศัตรู เหมือนอย่างก่อน 6 ต.ค. ที่ถูกกระแสความเกลียดชัง ซึ่งสมัยนี้ก็ยังมีอยู่" เธอบอก
"เพราะงั้น สถูปทั้งหลายทั่วประเทศ นอกจากเป็นการคารวะต่อสหายที่เสียสละ... ทำให้พ่อแม่ของผู้คนเหล่านั้นรู้สึกว่า เขาไม่ได้ถูกฆ่าแล้วกลายเป็นพ่อแม่คอมมิวนิสต์ที่ถูกสร้างภาพให้น่าเกลียด น่ากลัว แต่นี่คือวีรชนของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย มันคือ[การ]ตอกย้ำให้ทุกฝ่าย รวมทั้งรัฐบาลทั้งหลาย ตระหนักว่าคุณใช้ความรุนแรงเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางจะปราบการต่อสู้ของประชาชนได้"





























