เพราะรอยยิ้มอาจไม่ได้หมายถึงความสุข 'ภาวะซึมเศร้าที่ซ่อนในรอยยิ้ม' (smiling depression) คืออะไร จะสังเกตอาการได้อย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty
- Author, อิซาเบล ชอว์
- Role, ทีมข่าวโกลบอล เฮล์ธ บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
- Published
- เวลาอ่าน: 6 นาที
เมื่อนึกถึงคนที่เป็นโรคซึมเศร้า คุณอาจจินตนาการภาพของคนที่ต้องฝืนใจลุกจากเตียงนอน
อาจเป็นคนที่ร้องไห้บ่อย เก็บตัวไม่พบปะสุงสิงกับเพื่อนฝูง หรือแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นไปในแต่ละวัน
คุณคงไม่นึกภาพคนคนเดียวกันนี้กำลังพูดคุยหยอกล้ออย่างอารมณ์ดีบนโต๊ะอาหาร ใช้ชีวิตเข้าสังคมอย่างคึกคัก และทำผลงานในหน้าที่การงานได้อย่างยอดเยี่ยม
แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะที่เรียกกันว่า "ภาวะซึมเศร้าที่ซ่อนในรอยยิ้ม" (smiling depression) หรือหน้าชื่นอกตรม ภาพที่เห็นอาจเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
บางครั้ง คนที่ถูกหลอกก็ไม่ใช่เพื่อน คู่รัก หรือเพื่อนร่วมงาน แต่เป็นตัวคุณเองที่กำลังหลอกตัวเอง
ภาวะซึมเศร้าที่ซ่อนในรอยยิ้ม คืออะไร ?

ที่มาของภาพ, Getty
ถึงแม้ "ภาวะซึมเศร้าที่ซ่อนในรอยยิ้ม" จะไม่ใช่ชื่อเรียกทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการค้นหาคำนี้เพิ่มขึ้นถึง 50%
ดร.โอลิเวีย เรเมส นักวิจัยด้านสุขภาพจิตจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในสหราชอาณาจักร อธิบายว่า "[ภาวะนี้] หมายถึงการที่คนเราดูมีความสุขจากภายนอก แต่ภายในกลับรู้สึกหดหู่และซึมเศร้า"
เราทุกคนต่างเคยรู้สึกหดหู่ใจหรือเศร้าหมองเป็นครั้งคราว แต่ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) ระบุว่า สำหรับผู้คนทั่วโลกกว่า 322 ล้านคน ความรู้สึกเหล่านั้นได้พัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้า
ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อมีอาการต่าง ๆ เช่น ความเศร้าที่ยืดเยื้อ หรือการสูญเสียความสนใจและความสุขในการทำสิ่งต่าง ๆ เป็นเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ การนอนหลับ และการใช้ชีวิตประจำวัน
ทว่าภาวะซึมเศร้าไม่ได้แสดงอาการในรูปแบบที่เราคาดคิดเสมอไป อันที่จริงผลการศึกษาชี้ว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามากถึง 40% มีอาการในรูปแบบที่ "ไม่ตรงตามแบบแผนทั่วไป" (atypical) หรือมีอาการแตกต่างไปจากภาพจำที่เราคุ้นชิน
ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยอาจนอนหลับหรือกินเยอะกว่าปกติแทนที่จะน้อยลง ในขณะที่อารมณ์อาจดีขึ้นชั่วคราวเมื่อมีเรื่องดี ๆ หรือเรื่องน่าตื่นเต้นเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานบ่งชี้ว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าสามารถปกปิดสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่ได้ด้วยการอำพรางอาการ (camouflaging) หรือที่เรียกว่า "ใส่หน้ากาก" (masking) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่บุคคลพยายามซ่อนลักษณะนิสัยหรืออารมณ์บางอย่างของตนเองเพื่อที่จะกลมกลืนไปกับผู้อื่นในสังคม
ทำไมผู้คนถึงปกปิดภาวะซึมเศร้า ?
บางคนที่มีภาวะซึมเศร้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองกำลังเผชิญกับภาวะซึมเศร้า จึงไม่รู้ตัวว่ากำลังปกปิดอาการดังกล่าวอยู่
เรเมสกล่าวว่า "พวกเขาอาจคิดว่าอาการที่เป็นอยู่นั้นเป็นเพียงผลพวงจากการใช้ชีวิตที่ยุ่งเหยิงและเต็มไปด้วยความเครียด"
ในขณะที่บางคนอาจตระหนักได้ว่าตนเองกำลังเผชิญกับความยากลำบากทางจิตใจ แต่กลับพยายามอย่างหนักที่จะไม่ให้ผู้อื่นสังเกตเห็น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ (perfectionists) และผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง
เธอกล่าวว่า "คนกลุ่มนี้มักตั้งความคาดหวังกับตัวเองไว้สูง และอาจไม่ต้องการยอมรับทั้งกับตัวเองหรือผู้อื่นว่าพวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาอยู่"
บางคนมีความกังวลเรื่องการถูกตีตราหรือการกลายเป็นภาระของผู้อื่น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยอาจกังวลว่าจะถูกตัดสิน หรือต้องเผชิญกับผลกระทบที่ตามมาทั้งในเรื่องการทำงานและความสัมพันธ์
นอกจากนี้ ความคาดหวังทางวัฒนธรรมหรือจากครอบครัวก็อาจทำให้การเปิดเผยความรู้สึกเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน
อะไรคือความเสี่ยงของการปกปิดภาวะซึมเศร้า ?
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การพยายามทำตัวให้ดูเหมือนปกติทั้งที่ภายในไม่ได้เป็นเช่นนั้นอาจเป็นอันตรายได้
ศ.บาร์นีย์ ดันน์ นักจิตวิทยาคลินิกจากมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า "ภาวะซึมเศร้าทำให้เราแยกตัวออกจากสังคมและรู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งบ่อยครั้งที่วิธีแก้ปัญหาอารมณ์หม่นหมองที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น"
นอกจากนี้ การปกปิดอาการยังอาจส่งผลให้ผู้ป่วยไม่ได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็นอีกด้วย
เรเมสกล่าวว่า "หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแล สัญญาณเตือนในระยะเริ่มต้นเหล่านี้อาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาร้ายแรงและเรื้อรัง อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้"
7 สัญญาณของโรคซึมเศร้าที่มักถูกมองข้าม

ที่มาของภาพ, Getty Images
การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจสังเกตเห็นได้ยาก หากภายนอกคุณยังดูเหมือนรับมือกับชีวิตได้เป็นอย่างดี
1. คุณเริ่มไม่สนุกกับสิ่งที่เคยชอบ
หากกิจกรรมที่ปกติคุณตั้งตารอ เช่น การพบปะเพื่อนฝูง การออกกำลังกาย หรือแม้แต่รายการทีวีโปรด เริ่มกลายเป็นภาระที่น่าเบื่อหน่าย นั่นอาจเป็นสัญญาณที่ควรหันมาสำรวจจิตใจตัวเองให้ลึกซึ้งขึ้น
เรเมสบอกว่า "เป็นเรื่องง่ายที่จะมองข้ามการขาดความสุขหรือความสนใจในงานอดิเรกเดิม ๆ โดยคิดว่าเป็นเพราะความยุ่งเหยิงและวิถีชีวิตที่เร่งรีบ"
2. แขนหรือขาของคุณรู้สึกหนักอึ้งผิดปกติ
อาการที่เรียกว่า "leaden paralysis" (ความรู้สึกหนักอึ้งเหมือนมีตะกั่วถ่วงที่แขนขา) ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวันต้องใช้ความพยายามมากขึ้น อาจเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้าชนิดพิเศษที่แสดงอาการต่างจากแบบทั่วไป
3. คุณ "เท" นัดหมายอยู่บ่อยครั้ง
บางครั้งคุณอาจดูร่าเริงสดใสและทำตัวได้ปกติเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น แต่กลับยกเลิกนัดหมายหรือ "เท" เพื่อนเมื่ออารมณ์ดิ่งลงจนไม่สามารถปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงไว้ได้อีกต่อไป
4. คุณเอาแต่นอน แต่ก็ยังรู้สึกอ่อนเพลีย
คุณอาจยังทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
เรเมสชี้ว่าว่า "ช่วงเย็นอาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากเป็นพิเศษ เพราะผู้ที่มีภาวะนี้มักรู้สึกแย่ลงเมื่อหมดวัน และอาจต้องการการนอนหลับมากกว่าปกติ"
5. คุณอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์หรือการถูกปฏิเสธมากขึ้น
คำพูดเพียงผ่าน ๆ ของหัวหน้า หรือการที่เพื่อนขอยกเลิกนัด อาจทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวดหรือ "ใจบาง" มากกว่าปกติ
เรเมสระบุว่า ความอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์หรือการถูกปฏิเสธที่เพิ่มขึ้น (ซึ่งพบได้ในผู้ที่มีภาวะ ADHD เช่นกัน) ถือเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้าชนิดพิเศษ
6. คุณมักรับบทผู้สร้างความบันเทิง คอยช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ
ผู้ที่เผชิญกับโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่าจะต้องเก็บตัวเสมอไป แต่อาจแสดงออกในทางตรงกันข้าม เช่น สร้างสีสันความบันเทิงให้งานสังสรรค์ ทุ่มเททำงานอย่างหนัก หรือคอยเป็น "เดอะแบก" พยายามอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือผู้อื่น
7. เสียงในใจของคุณมักเป็นไปในเชิงลบอยู่เสมอ
ภายนอกคุณอาจดูมั่นใจ แต่ภายในจิตใจกลับวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองอย่างรุนแรง
ความไม่มั่นใจในตัวเอง ความรู้สึกไร้ค่า และความคิดที่ว่างเปล่าไร้จุดหมาย ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่อาจเกิดขึ้นได้
อะไรบ้างที่ช่วยได้ ?
คำว่า "ภาวะซึมเศร้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้ม" เองก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและผู้ที่มีข้อโต้แย้ง
เรเมสกล่าวว่า แม้คำนี้จะช่วยให้ผู้คนตระหนักและเรียกชื่อสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอยู่ แต่ก็อาจทำให้ประสบการณ์ที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่ "ดูเรียบง่ายเกินจริง" ไปได้เช่นกัน
เธอกล่าวว่า "คำว่า 'การยิ้ม' ทำให้เรานึกถึงความร่าเริงและความสุข แต่ ลักษณะสำคัญของภาวะนี้จริง ๆ แล้วคือความรู้สึกสิ้นหวัง ว่างเปล่า และไร้ค่า"
ดันน์แนะนำให้เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การเปิดใจเล่าความรู้สึกของตนเองให้คนที่คุณไว้ใจได้รับรู้บ้าง
เขากล่าวว่า "บ่อยครั้งที่ผู้คนรู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าสิ่งนี้ช่วยกระชับความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้แน่นแฟ้นขึ้น ช่วยให้รู้สึกถึงสายใยความผูกพัน และทำให้ตระหนักว่าตนไม่ได้เผชิญกับความรู้สึกเช่นนี้เพียงลำพัง"
หากคุณกำลังประสบปัญหา เขาแนะนำให้ปรึกษาแพทย์
เขากล่าวว่า "มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าทั้งการพูดคุยบำบัด การใช้ยา [ต้านความเศร้า] และการบำบัดทางสังคม ล้วนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ"






























