6 ตุลา 19 ถูกรายงานผ่านหนังสือพิมพ์ว่าอย่างไรเมื่อ 50 ปีก่อน

ที่มาของภาพ, นสพ.ไทยรัฐ/ BBC Thai
บทความนี้มีภาพหรือเนื้อหาที่อาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกสะเทือนใจ
"วันแห่งชัยชนะของคนไทย 6 ต.ค. 19 เพื่อชาติ... ศาสนา... พระมหากษัตริย์"
"6 ต.ค. 19 วันพลังประชาชน"
"สิ้นหวังแล้วหรือสังคมไทย"
"วันวิปโยค 2 ... เลือดไทยไหลรินอีกครั้ง"
นี่คือส่วนหนึ่งของคำบรรยายถึงเหตุการณ์ล้อมปราบภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 ที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับในวันรุ่งขึ้นและวันถัด ๆ มา
ข้อความเหล่านี้สะท้อนทัศนะของสื่อส่วนใหญ่ในขณะนั้นที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของฝ่ายขวา
เหตุนองเลือดครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 45 คน แบ่งออกเป็นนักศึกษาจากหลายสถาบันและประชาชน 40 คน เจ้าหน้าที่รัฐ 5 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 145 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกจับกุม 3,094 คน โดยในจำนวนนี้ 18 คนตกเป็นจำเลย ตามการรวบรวมข้อมูลของโครงการบันทึก 6 ตุลา
วันที่ 6 ต.ค. 2569 เป็นวันครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อปี 2519
คนรุ่นหลังอาจรับรู้ถึงเหตุการณ์ความรุนแรงในเช้าวันนั้นผ่านบันทึกประวัติศาสตร์และภาพอันน่าสะเทือนใจ แต่หากย้อนไปเมื่อ 50 ปีที่แล้ว สังคมในเวลานั้นมองเหตุการณ์ 6 ตุลา เช่นไร และสื่อสิ่งพิมพ์บรรยายถึงเหตุที่เกิดขึ้นไว้อย่างไร
บีบีซีไทยเปิดหน้าหนังสือพิมพ์เก่าเมื่อห้าทศวรรษที่แล้วถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ไม่เคยถูกชำระ
ย้อนดูหนังสือพิมพ์ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

ที่มาของภาพ, นสพ.สยามรัฐ/ BBC Thai
เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เกิดขึ้นเพียงสามปีให้หลังจากวันมหาวิปโยค 14 ตุลา 2516 ที่รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ใช้กำลังสลายการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนที่ออกมาขับไล่รัฐบาล ส่งผลมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 77 คน และบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน เหตุการณ์ 14 ตุลา ยังส่งผลให้จอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ต้องหนีออกนอกประเทศ
หนังสือพิมพ์ไทยบางฉบับในห้วงเดือน ต.ค. 2519 ก่อนเกิดเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตีพิมพ์เนื้อหารำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว
ในหน้า 6 ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 4 ต.ค. 2519 ตีพิมพ์สกู๊ปข่าวพาดหัวว่า "บันทึกของหมอเมื่อวันมหาวิปโยค" โดยรวบรวมคำบอกเล่าของแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชที่รักษาและช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บ ผู้เขียนระบุไว้ว่าต้องการให้สังคมทบทวนความจำเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุร้ายเช่นนั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก
"อีกไม่กี่วันจะถึงวันที่ 14 ตุลาคม ครบรอบเหตุการณ์ร้ายของเมื่อ 3 ปีก่อน เราต้องกลับมาทบทวนความจำกันอีกครั้งหนึ่งก็เพราะมันต่อเนื่องกับเหตุการณ์ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอยู่ในปัจจุบันนี้ และเหตุการณ์ร้ายแบบนี้จะอุบัติซ้ำขึ้นอีกครั้งหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับบุคคลที่เคยทำให้มันเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งนั่นแหละ" สกู๊ปข่าวในหนังสือพิมพ์สยามรัฐระบุ

ที่มาของภาพ, นสพ.ชาวไทย/ BBC Thai
ห้วงเวลานั้น มีกระแสขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร เกิดขึ้นแล้วทั่วประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากจอมพลถนอม เดินทางกลับถึงไทยในสภาพบวชเป็นเณรและตรงไปบวชพระที่วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2519
กระแสการต่อต้าน "พระถนอม" ที่อ้างว่ากลับประเทศไทยมา "เพื่อเยี่ยมอาการป่วยของบิดา" นำมาสู่การเคลื่อนไหวของขบวนการนิสิตนักศึกษาเพื่อขับไล่อดีตผู้นำเผด็จการผู้นี้ โดยความเคลื่อนไหวการชุมนุมของขบวนการนักศึกษาปรากฏในรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์ต่อเนื่องหลายวัน
หนังสือพิมพ์ชาวไทย ฉบับวันจันทร์ที่ 4 ต.ค. 2519 พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งถึงการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาเพื่อขับไล่จอมพลถนอมว่าจะมีการ "ชุมนุมใหญ่-ขั้นรุนแรง" พร้อมกับการประท้วงงดสอบเพื่อต่อต้านจอมพลถนอม โดยหนังสือพิมพ์ชาวไทยระบุข้อความเตือนรัฐบาลว่าอย่าละเลยความไม่พอใจนี้ เพราะอาจทำให้สถานการณ์บานปลาย
"คณะกรรมการของศูนย์ [ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.)] กำลังประชุมเพื่อกำหนดมาตรการงดสอบขั้นเด็ดขาดโดยให้เป็นไปทั่วประเทศ ขอให้รัฐบาลอย่าปล่อยให้สถานการณ์ลุกลามจนเกินแก้ เหมือนวันที่ 14 ตุลาคม 16" หนังสือพิมพ์ชาวไทย ฉบับวันที่ 4 ต.ค. 2519 หน้า 16 ระบุ
หนังสือพิมพ์ชาวไทยยังรายงานถึงความกังวลของคนในสังคมต่อการกลับมาของจอมพลถนอมเนื่องจากนักศึกษาจำนวนหนึ่งได้กล่าวหาจอมพลถนอม ว่าเป็น "ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน" ในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516
"ประชาชนกำลังหวั่นเกรงว่าการที่จอมพลถนอม กิตติขจร กลับเข้ามาในเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้จะมาในรูปการเป็นพระแล้วก็ตาม อาจจะเป็นชนวนให้เกิดเหตุร้าย" หนังสือพิมพ์ชาวไทยฉบับวันที่ 4 ต.ค. 2519 รายงาน
หนึ่งเหตุการณ์สำคัญก่อนนำมาสู่การล้อมปราบ คือการแสดงละครล้อเลียนเหตุแขวนคอพนักงานการไฟฟ้า 2 คนบริเวณลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างการชุมนุมที่มีนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วม เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2519 โดยนักศึกษาผู้ที่แสดงเป็นพนักงานการไฟฟ้าที่ถูกแขวนคอถูกกล่าวหาว่ามีใบหน้าที่คล้ายกับองค์รัชทายาทหรือรัชกาลที่ 10 ในปัจจุบัน โดยเหตุฆาตกรรมนายวิชัย เกษศรีพงษา และนายชุมพร ทุมไทย พนักงานการไฟฟ้านครปฐม ที่เสียชีวิตจากการถูกฆ่าและจับแขวนคอกับประตูแดงที่ ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2519 ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในชนวนการชุมนุมใหญ่

ที่มาของภาพ, นสพ.ดาวสยาม/ BBC Thai
ภาพเหตุการณ์แสดงละครที่ลานโพธิ์ มธ. ถูกรายงานจากสื่อหนังสือพิมพ์อย่างกว้างขวาง โดยสื่อมวลชนฝ่ายขวานำโดยหนังสือพิมพ์ดาวสยาม เผยแพร่ภาพการแสดงละครและโจมตีนักศึกษาว่าจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
หนังสือพิมพ์ดาวสยามฉบับวันที่ 6 ต.ค. 2519 รายงานข่าวการแสดงละครล้อเลียนที่ลานโพธิ์ มธ. โดยนำเสนอภาพนักศึกษาชายที่แสดงเป็นผู้ถูกแขวนคอ พร้อมพาดหัวข่าวว่า "แขวนคอหุ่นเหมือนเจ้าฟ้าชาย แผ่นดินเดือด! ศูนย์ฯ [ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย] เหยียบหัวใจไทยทั้งชาติ" พร้อมเสริมด้วยว่า "ชนผู้ใดกระทำหยามเหยียดถึงขั้นนี้ อยู่ร่วมปฐพีเดียวกันไม่ได้"
หนังสือพิมพ์ดาวสยามฉบับวันเดียวกันยังตีข่าวตั้งคำถามถึงการแสดงละคร "วีรชน 14 ตุลา 2516" ของนิสิตนักศึกษาด้วยว่า "ฉายซ้ำไปเพื่ออะไร"
"ละครฉากนี้จืดเต็มที! เล่นตอนวีรชน 14 ตุลา 2516 เพื่อหาเรื่องไม่สอบไล่ แล้วเมื่อไรจะเอาปริญญาไปอวดพ่อคุณแม่คุณ ที่ลงทุนมาให้เล่าเรียนได้ล่ะ ???" คำบรรยายใต้ภาพ ๆ หนึ่งระบุ

ที่มาของภาพ, นสพ.ดาวสยาม/ BBC Thai
ขณะที่หนังสือพิมพ์ชาวไทย ฉบับวันที่ 5 ต.ค. 2519 ระบุถึงการนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มลูกเสือชาวบ้านจากกรณีการแสดงละครล้อเลียนของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ โดยรายงานข่าวว่ากลุ่มลูกเสือยื่นคำขาดต่อรัฐบาลให้จัดการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่แสดงละคร
"ลูกเสือชาวบ้านในกรุงเทพมหานครทุกเขตได้นัดชุมนุมครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก...เพื่อยื่นคำขาดให้รัฐบาลจัดการกับผู้ที่แสดงละครล้อเลียนเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และให้รัฐบาลจัดการเอานิสิตนักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ภายในธรรมศาสตร์ออกมาให้ได้ภายใน 48 ชั่วโมง" หนังสือพิมพ์ชาวไทย ฉบับวันที่ 5 ต.ค. 2519 ระบุ
ส่วนหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย ฉบับวันที่ 6 ต.ค. 2519 รายงานไว้ว่า ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ออกแถลงการณ์ว่าการแสดงละครดังกล่าวมีฉากที่ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 อันเป็นการดูหมิ่นองค์รัชทายาท และ "กระทบกระเทือนจิตใจของประชาชนอย่างมาก" และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการเอาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
"นองเลือด" ในธรรมศาสตร์ รายงานนาทีต่อนาที

ที่มาของภาพ, นสพ.สยามรัฐ/ BBC Thai
หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 6 ต.ค. 2519 ได้รายงานเหตุสังหารหมู่ธรรมศาสตร์ โดยพาดหัวข่าวใหญ่ว่า "นองเลือดแล้ว" โดยในเนื้อหาข่าวบรรยายรายละเอียดแทบจะนาทีต่อนาที
รายงานข่าวชิ้นนี้ระบุถึงจำนวนผู้ชุมนุมด้วยว่า "ไม่สามารถประมาณได้...แต่คาดว่าอยู่ในราว 2,000 คน"
สยามรัฐรายงานข่าวระบุว่า จากปากคำของตำรวจ มีเสียงอภิปรายออกมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่ตลอดเวลา พร้อมกันได้เกิดมีการยิงกันขึ้นเมื่อมี "กลุ่มบุคคลภายนอก" มหาวิทยาลัยจะบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
"ประชาชนเริ่มทยอยจำนวนมากขึ้นในบริเวณประตูหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านหอประชุมใหญ่และบริเวณสนามหลวงและได้เกิดการยิงกันขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตรึงกำลังอยู่ก็เริ่มเข้าเคลียร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทันที" นสพ.สยามรัฐฯ ฉบับวันที่ 6 ต.ค. 2519 ระบุ
หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายงานว่าเมื่อช่วงเวลา 6.15 น. ของวันที่ 6 ต.ค. 2519 เกิดเสียงปืนกลดังสนั่นหวั่นไหว และมีความพยายามนำผู้บาดเจ็บจำนวนมากออกมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาล รวมถึงมีรายงานนักศึกษาพยายามว่ายน้ำออกทางแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อหลบหนี โดยระหว่างนั้นเสียงปืนดังขึ้นไม่ขาดระยะ
รายงานข่าวระบุข้อความในหนังสือพิมพ์ต่ออีกว่า เมื่อเวลา 6.39 น. มีรายงานว่า โฆษกในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประกาศขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ "โปรดบังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมาย และว่าประชาชนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ปรารถนาความรุนแรง ขอให้ตำรวจช่วยคุ้มครอง ผู้ที่อยู่ในธรรมศาสตร์ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นลูกหลานคนไทยทั้งหมด"
ในเวลาต่อมายังมีรายงานเสียงปืนดังขึ้นอีก โดยโฆษกการชุมนุมประกาศให้ผู้ชุมนุมบริเวณสนามฟุตบอลหมอบลง และประกาศขอให้ตำรวจห้ามอันธพาลกวนเมืองยิงเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัยที่ในเวลานั้น "กระสุนได้ถูกยิงเข้าไปนับพันนับหมื่นนัดแล้ว" รายงานจากสยามรัฐระบุ
ต่อมาเวลา 07.35 น. สยามรัฐรายงานว่าอธิบดีกรมตำรวจมีคำสั่งให้ตำรวจสามารถยิงป้องกันตัวเองได้ หลังได้รับรายงานว่ามีนักศึกษา 10-20 คน ถือปืนสั้นตั้งกำลังอยู่บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนที่ราว 5 นาทีต่อมาจะมีเสียงระเบิดดังขึ้น
จากนั้นมีเสียงปืนดังประปรายเรื่อยมาจนถึงเวลา 9.00 น. มีรายงานตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้ง 6 คนที่ถูกจับได้หน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาควบคุมตัวไว้ที่กองปราบ โดยสยามรัฐระบุว่า ผู้ต้องหาไม่ยอมให้การใด ๆ ทั้งสิ้น
เวลา 10.45 น. ตำรวจได้ขอกำลังเสริมเนื่องจากนักศึกษาที่ถูกควบคุมตัวจะถูกประชาชนรุมประชาทัณฑ์ และยังมีรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเบื้องต้นและรายงานการนำศพไปเผากลางถนนด้วย
"ด้านถนนราชดำเนินในแจ้งว่ามีผู้นำศพคนตายไปเผากลางถนนจำนวน 4 ศพ หลังจากเหตุการณ์ค่อนข้างสงบลง เมื่อใกล้เที่ยงได้มีการเก็บศพที่กลางสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พบศพ 22 ศพ เป็นชาย 20 ศพ และหญิง 2 ศพ" หนังสือพิมพ์สยามรัฐฉบับวันที่ 6 ต.ค. 2519 ระบุ

ที่มาของภาพ, นสพ.ไทยรัฐ/ BBC Thai
ขณะที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 7 ต.ค. 2519 หน้าหนึ่งพาดหัวข่าวว่า "นองเลือด ตายเจ็บนับร้อย จับ นศ. แขวนคอ-ประกาศฉุกเฉิน" พร้อมภาพประกอบและคำบรรยายสะเทือนใจเช่น "กลางห่ากระสุน" "ฆ่ากันเอง" และ "ตร.แบกบารูก้าเข้าเคลียร์ธรรมศาสตร์" พร้อมทั้งประมวลภาพเหตุการณ์จำนวนมาก
หน้า 2 ของไทยรัฐฉบับวันดังกล่าวระบุไว้ด้วยว่า "บรรทัดแรกสำหรับวันนี้" คือการขอถวายความจงรักภักดีแด่สถาบันพระมหากษัตริย์ และจะไม่ทนต่อการกระทำหมิ่นฯ
"ด้วยความจงรักภักดีถึงทนดูไม่ได้ ไอ้อีที่ 'ย่ำยี' สถาบันสูงสุด ไอ้พวกจัญไร บ้านเมืองจะ 'ลุกเป็นไฟ' ประชาชนปราศจากความสันติเพราะคนไม่กี่คนพวกนี้" เนื้อความในหน้า 2 ของไทยรัฐ ฉบับวันที่ 7 ต.ค. 2519 ระบุ
นอกจากนี้ยังมีการบรรยายถึงฉากแขวนคอที่นักศึกษาแสดงละครล้อเลียนว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อร้อยปีก่อน "ท่านให้จับตัวไอ้-อีพวกนี้ไป 'กุดหัว' เจ็ดชั่วโคตร" พร้อมตั้งคำถามถึงกลุ่มที่ "หนุนหลัง" เหล่านักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว และทิ้งท้ายไว้ด้วยว่าผู้ที่ละเมิด สถาบันฯ ถือเป็น "กบฏ"

ที่มาของภาพ, นสพ.ไทยรัฐ/ BBC Thai

ที่มาของภาพ, นสพ.ดาวสยาม/BBC Thai

ที่มาของภาพ, นสพ.ไทยรัฐ/ BBC Thai
6 ตุลา วัน "วิปโยค 2"

ที่มาของภาพ, นสพ.ชาวไทย/BBC Thai
หนังสือพิมพ์ชาวไทย ฉบับวันที่ 9 ต.ค. 2519 เขียนถึงเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค. 2519 เป็นวัน "วิปโยค 2"
"6 ต.ค. พ.ศ. 2519 นับเป็นวัน 'วิปโยค 2' เหตุการณ์ครั้งนี้จะต้องถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ เพราะเลือดไทยได้ไหลรินอีกครั้ง" นสพ.ชาวไทย ฉบับวันที่ 9 ต.ค. 2519 บรรยาย
หนังสือพิมพ์ฉบับนี้อธิบายต่อไปว่าเหตุวัน "วิปโยค 2" เกิดจากการประท้วงของนักศึกษาที่ "แฝงไว้ด้วยการบ่อนทำลาย และสร้างความยุ่งเหยิงไม่สงบขึ้น" จากการแสดงละครการเมือง "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"
"พฤติกรรมดังกล่าวของศูนย์นิสิตฯ ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในหมู่ประชาชนชาวไทย ซึ่งเทิดทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลในขณะนั้นดำเนินการกับตัวแทนศูนย์นิสิตฯ และนิสิตนักศึกษาที่แสดงละครในบท 'แขวนคอ' ตามกฎหมาย...จากสาเหตุนี้เองจึงเป็นชนวนให้เกิดการนองเลือดขึ้น" หนังสือพิมพ์ชาวไทย ฉบับวันที่ 9 ต.ค. 2519 ระบุ
หน้า 4 ทั้งหน้าของหนังสือพิมพ์ชาวไทยได้ตีพิมพ์ "รายชื่อผู้เสียชีวิต และถูกจับกุม" ที่ ม.ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519
ในจำนวนผู้เสียชีวิต 39 รายที่ถูกตีพิมพ์ ทราบชื่อเพียง 11 คนเท่านั้น ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ นักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย เช่น ม.มหิดล ม.รามคำแหง โดยอีก 28 ศพ เป็นทั้งชายและหญิงที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ และมีศพอย่างน้อย 1 ศพที่ระบุว่าถูกประชาชนเผาที่บริเวณสนามหลวง
ส่วนรายชื่อผู้ที่ถูกจับกุมก็มีเยอะเสียจนหนังสือพิมพ์หน้าเดียวไม่สามารถบันทึกไว้ได้ทั้งหมด โดยต้องใช้เนื้อที่ของหน้า 8 อีกส่วนหนึ่งตีพิมพ์
ตีข่าวพบอุโมงค์ลับและอาวุธในธรรมศาสตร์

ที่มาของภาพ, นสพ.ดาวสยาม/ BBC Thai
เหตุการณ์สังหารหมู่ในช่วงเช้าของวันที่ 6 ต.ค. 2519 จบลงที่การรัฐประหารยึดอำนาจของทหารในช่วงเย็นของวันเดียวกัน
เมื่อเวลาประมาณ เวลา 18.00 น. ของวันที่ 6 ต.ค. คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินนำโดย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เข้ายึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการรักษาความสงบอันสืบเนื่องจากการสังหารหมู่ที่ธรรมศาสตร์ พร้อมประกาศปิดสื่อสิ่งพิมพ์ระหว่างวันที่ 7 - 8 ต.ค. 2519
หนังสือพิมพ์สยามรัฐซึ่งกลับมาตีพิมพ์อีกครั้งในวันที่ 9 ต.ค. 2519 เผยแพร่รายงานว่ามีนักศึกษาจำนวนหนึ่งยังโดนทำร้ายหลังอดอาหารหลบอยู่ในธรรมศาสตร์นานหลายวันจึงกระโดดตึกพยายามหนีออกมา และเมื่อมีผู้พบเห็นจึงถูกรุมทำร้าย
สยามรัฐฉบับเดียวกันนี้ยังอ้างด้วยว่า มีการตรวจพบอุโมงค์ลับใน ม.ธรรมศาสตร์ และรายงานว่าคาดว่ามีไว้เพื่อเก็บอาวุธและใช้เป็นที่หลบซ่อนตัว แต่ไม่เปิดเผยถึงพิกัดของอุโมงค์นี้
"[เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร] ตรวจพบห้องใต้ดินและอุโมงค์ภายในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว แต่ยังไม่ได้เปิดเผยว่าอยู่ที่ตรงไหน... คาดว่าน่าจะมีผู้หลบซ่อนอยู่อีกพร้อมอาวุธ" หน้า 8 ของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 9 ต.ค. 2519 ระบุ
ส่วนหนังสือพิมพ์ดาวสยาม ฉบับวันที่ 14 ต.ค. 2519 หน้าหนึ่งรายงานว่า ฝ่ายทหารไทยนำสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้าชมผลการตรวจค้น ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งพบ "เครื่องหมาย '5 ดาว' ใช้ในธงแดง" ที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยจะนำมาใช้แทนธงชาติประเทศไทย
ทั้งนี้ ธงดังกล่าวที่ถูกบรรยายว่ามีลักษณะคล้ายธงชาติจีน ประเทศซึ่งปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ โดยสังคมไทยในสมัยนั้นมีวาทกรรมมองพวกฝักใฝ่อุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ว่าเป็น "ศัตรูต่างชาติ"

ที่มาของภาพ, นสพ.ชาวไทย/ BBC Thai
ขณะที่หนังสือพิมพ์ชาวไทย ฉบับวันที่ 10 ต.ค. 2519 พาดหัวข้าวหน้าหนึ่งว่า "พบแหล่งทำลายชาติในธรรมศาสตร์" โดยมีการบรรยายว่าพบแหล่งซ่องสุมอาวุธร้ายของ "พวกขายชาติ" ใน ม.ธรรมศาสตร์
หนังสือพิมพ์ชาวไทยรายงานต่อไปว่า หลังการเข้ายึด ม.ธรรมศาสตร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นบริเวณมหาวิทยาลัยและอ้างว่าพบ "อุโมงค์ลึกลับ"
"อุโมงค์ดังกล่าวมีทางเข้าออกถึง 3 ด้าน เจ้าหน้าที่สงสัยว่าในอุโมงค์แห่งนี้จะมีอาวุธร้ายซุกซ่อนอยู่" หนังสือพิมพ์ชาวไทย ฉบับวันที่ 10 ต.ค. 2519 ระบุ
นอกจากการรายงานที่อ้างว่ามีอุโมงค์ลับแล้ว ยังมีรายงานอ้างถึงการตรวจพบเพดานของตึกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่ถูกดัดแปลงเพื่อใช้เป็นห้องบัญชาการ
"บนเพดานของตึกพาณิชยศาสตร์และการบัญชีได้ถูกดัดแปลงเป็นห้องปฏิบัติการ ซึ่งคาดว่าเป็นสถานที่ของผู้ที่มีเจตนาร้ายต่อประเทศชาติ ใช้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการสำหรับปลุกระดม ตามแผนร้ายต่าง ๆ ที่ผ่านมา ห้องปฏิบัติการดังกล่าวมีห้องน้ำ ห้องส้วมครบครัน และยังติดเครื่องปรับอากาศถึง 7 เครื่อง" หนังสือพิมพ์ชาวไทยรายงาน
อย่างไรก็ตาม รายงานเกี่ยวกับ "อุโมงค์ลับ" ในธรรมศาสตร์มีสถานะเป็นเรื่องที่ไม่มีข้อพิสูจน์
เกี่ยวกับประเด็นนี้ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วงนั้น เขียนบันทึกเรื่อง "ความรุนแรงและการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519" ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกหลังเกิดเหตุการณ์ไม่นานว่า "มีข้อกล่าวหาว่า ในธรรมศาสตร์มีอุโมงค์อยู่หลายแห่ง แต่เจ้าหน้าที่ก็มิได้แสดงภาพของอุโมงค์ให้ดูเป็นหลักฐาน เป็นการปั้นน้ำเป็นตัวสร้างข่าวขึ้นแท้ ๆ คุณดํารง ชลวิจารณ์ อธิบดีกรมโยธาธิการและประธานกรรมการสํารวจความเสียหายมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้แจงเมื่อกลางเดือนตุลาคมว่า ไม่พบอุโมงค์ในธรรมศาสตร์เลย และย้ำว่าไม่มี เป็นข่าวลือทั้งนั้น" บันทึกของ ดร.ป๋วย เมื่อ 28 ต.ค. 2519 ระบุ






























