10 ข้อควรรู้ก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ปี 2569

ที่มาของภาพ, Getty Images
เป็นอีกครั้งที่ชาวกรุงเทพมหานคร (กทม.) ราว 4.5 ล้านคนจะได้เลือกตั้งผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ซึ่งมีกำหนดเข้าคูหาในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 เวลา 08.00-17.00 น.
การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีกำหนดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าหรือเลือกตั้งนอกเขต ดังนั้นผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่อาจไปใช้สิทธิจำเป็นต้องแจ้งต่อนายทะเบียนท้องถิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองถูกจำกัดสิทธิตามกฎหมาย
ต่อไปนี้คือข้อควรรู้เบื้องต้นสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งจะกำหนดอนาคตของเมืองหลวงประเทศไทยไปอีก 4 ปีข้างหน้า
1. ใครบ้างมีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก.
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 4 ข้อ ดังนี้
- มีสัญชาติไทยหรือแปลงสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
- มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันเลือกตั้ง
- มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันเลือกตั้ง
- มีคุณสมบัติอื่นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด
2. ใครบ้างถือเป็นบุคคลต้องห้ามใช้สิทธิ
บุคคลที่มีลักษณะต่อไปนี้ถือว่าเป็นผู้ไม่มีสิทธิออกเสียง
- เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
- อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
- ต้องคุมขังอยู่โดยหมายศาลหรือโดยคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย
- วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
- มีลักษณะอื่นตามที่กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนด
3. ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ที่ไหน
ก่อนวันเลือกตั้งประมาณ 15-25 วัน สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
- ตรวจสอบรายชื่อจากเอกสารที่แจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมายังเจ้าบ้าน
- ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สำนักงานเขต ที่เลือกตั้งหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้ง
- เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) www.ect.go.th หรือแอปพลิเคชัน Smart Vote
- เว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย www.bora.dopa.go.th
ทั้งนี้ ก่อนการเลือกตั้งมากกว่าหรือไม่เกิน 10 วัน สามารถยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนท้องถิ่นเพื่อเพิ่มชื่อหรือถอนชื่อได้
- กรณีเพิ่มชื่อ: หากพบว่าตนเองหรือผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของตนไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- กรณีถอนชื่อ: หากเจ้าบ้านเห็นว่ามีชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนบ้านของตน โดยไม่ได้อยู่อาศัยจริง
4. ต้องนำหลักฐานใดไปแสดงตนในการลงคะแนนเลือกตั้ง

ที่มาของภาพ, กกต.
เอกสารที่ต้องนำติดตัวไปแสดงต่อหน้าเจ้าหน้าที่ก่อนได้รับบัตรเลือกตั้งนั้นสำคัญมาก ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถแสดงตนด้วยหลักฐานต่อไปนี้
- บัตรประจำตัวประชาชน (บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้)
- บัตรหรือหลักฐานอื่นของทางราชการ แต่บัตรต้องยังไม่หมดอายุ ได้แก่ บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใบขับขี่ หรือหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
- แอปพลิเคชันของหน่วยงานรัฐ ได้แก่ แอป ThaID ของกรมการปกครอง แอป DLT QR LICENCE ของกรมการขนส่งทางบก หรือแอป PWD ของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
5. บัตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. เป็นอย่างไร
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ 2 สีแตกต่างกันดังนี้ โดยบัตรแต่ละใบกาได้ 1 เบอร์เท่านั้น
- บัตรเลือกตั้งสีเขียว: เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
- บัตรเลือกตั้งสีชมพู: เลือกตั้ง ส.ก. เขตที่เรามีสิทธิ

ที่มาของภาพ, กกต.
6. หากทำบัตรเลือกตั้งชำรุด เสียหาย หรือทำให้เป็นบัตรเสีย มีโทษหรือไม่
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ระบุว่า ผู้ใดจงใจกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บัตรเลือกตั้งที่ตนได้รับมอบจากกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหาย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท และมิให้ถือว่าเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
นอกจากนี้ หากจงใจกระทำการใด ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น เพื่อให้บัตรเลือกตั้งชำรุด เสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย และเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หรือกระทำการใด ๆ ให้บัตรเสียกลายเป็นบัตรเลือกตั้งที่ใช้ได้ หรือทำ/ใช้บัตรปลอมสำหรับออกเสียงลงคะแนน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี
7. หากไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ไม่ได้ ต้องทำอย่างไร
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ให้แจ้งเหตุต่อนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนเองมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านภายใน 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง หรือภายใน 7 วันนับตั้งแต่วันเลือกตั้ง ด้วยวิธีการต่าง ๆ ต่อไปนี้
- แจ้งนายทะเบียนท้องถิ่นด้วยตนเอง
- มอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นชี้แจงเหตุแทน
- จัดส่งหนังสือชี้แจงเหตุทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
- แจ้งผ่านเว็บไซต์ www.ect.go.th ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือแอปพลิเคชัน App Smart vote
- แจ้งผ่านเว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย www.bora.dopa.go.th
8. เหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งมีอะไรบ้าง
- มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
- เจ็บป่วยและไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ และไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- เดินทางออกนอกราชอาณาจักรหรือเดินทางไปต่างประเทศ
- มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร
- ได้รับคำสั่งจากทางราชการให้ไปไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้ง
- มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอื่นที่คณะกรรมการเลือกตั้งกำหนด
ทั้งนี้ กรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้แจ้งเหตุไว้แล้ว และเหตุดังกล่าวสิ้นสุดลง ผู้มีสิทธิสามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ตนเองมีสิทธิได้
9. หากไม่ไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. จะถูกจำกัดสิทธิอะไรบ้างในอนาคต
หากไม่ไปเลือกตั้งและไม่แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะถูกจำกัดสิทธิเหล่านี้ครั้งละ 2 ปี นับตั้งแต่วันเลือกตั้งที่ไม่ไปใช้สิทธิ
- สิทธิสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น (ส.ถ.) หรือผู้บริหารท้องถิ่น (ผ.ถ.) หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
- สิทธิสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน
- สิทธิเข้าชื่อร้องขอถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น
- สิทธิดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง
- สิทธิดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น
- สิทธิดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น และเลขานุการรองประธานสภาท้องถิ่น
10. จำหน่ายสุราในวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ได้หรือไม่

ที่มาของภาพ, Getty Images
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ระบุว่าห้ามมิให้ผู้ใด ขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้ง ในระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันเลือกตั้ง
ด้วยเหตุนี้ ในพื้นที่ กทม. จึงไม่สามารถจำหน่ายสุราระหว่างวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. 2569 เวลา 18.00 น. ถึงวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 เวลา 18.00 น.
ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ































