"หนักถึงขั้นมองไม่เห็นดอย" ทำไมสถานการณ์ ไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่ กลับมารุนแรงอีกครั้งในปีนี้

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ภายในตัวเมือง จ.เชียงใหม่ มีฝุ่นละอองปกคลุมหนา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเกิดจากการเผาป่าและการเผาในที่โล่ง
    • Author, ปวีณา นิลบุตร
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • เวลาอ่าน: 13 นาที

ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จ.เชียงใหม่ กลายเป็นอันดับหนึ่งของโลกอยู่หลายครั้ง ในฐานะเมืองที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุด ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ IQAir อีกทั้งค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศของประเทศไทยกำหนดค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ภายใน 24 ชั่วโมง ไว้ที่ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. แต่เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (2 เม.ย.) ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ใน จ.เชียงใหม่ ยังเกิน 100 มคก./ลบ.ม.

ผศ.ดร.สมพร จันทระ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม บอกกับบีบีซีไทยว่าตัวเลขมาตรฐานค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ของไทย ซึ่งตั้งไว้ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. เป็นตัวเลขที่ "ต่ำมาก ๆ เป็นไปไม่ได้เลย ในสถานการณ์แบบนี้" แต่ค่า PM2.5 ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ก็เลยจุดที่ทนได้ไปแล้ว

"เรา[ชาวเชียงใหม่]อยู่กับค่า PM2.5 ที่ 100 มคก./ลบ.ม. มาหลายวันแล้ว เราเรียกว่ามันเกินค่ามาตรฐานมาสามเท่าหรือสี่เท่าในทุก ๆ วัน ก็เรียกว่ามันเกินค่าปลอดภัยมาแล้ว" ผศ.ดร.สมพร ระบุ

ขณะที่ชาวบ้านใน จ.เชียงใหม่ ที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยขณะลงพื้นที่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ปีนี้หนักหนากว่าปีก่อน ๆ ส่งผลต่อสุขภาพพวกเขาชัดเจน

ด้าน นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทยว่าสถานการณ์มลพิษในจังหวัดตอนนี้เกิดจากไฟป่าที่ "แน่นอน[ว่า]มีการลักลอบเผา"

ทำไมเหตุการณ์ไฟป่าและมลพิษ PM2.5 ใน จ.เชียงใหม่ ปีนี้จึงรุนแรง และหน่วยงานในจังหวัดมีมาตรการเตรียมความพร้อม-รับมือ กับปัญหานี้อย่างไร ?

ทำไม "ไฟป่า-ฝุ่นพิษ PM2.5" ในเชียงใหม่ปีนี้จึงรุนแรง

ท้องฟ้าเหนือพื้นที่ อ.เมือง จ. เชียงใหม่ ปกคลุมไปด้วยฝุ่นจนทำให้มองเห็นท้องฟ้าเป็นสีเหลืองหม่น

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ท้องฟ้าเหนือพื้นที่ อ.เมือง จ. เชียงใหม่ ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นจนทำให้มองเห็นท้องฟ้าเป็นสีเหลืองหม่น

ผศ.ดร.สมพร อธิบายว่าปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เกิดฝุ่นพิษ PM2.5 ใน จ.เชียงใหม่ มีอยู่สามประการ คือ

  • ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม: ลักษณะภูมิศาสตร์ของ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ตั้งอยู่ในแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน มีภูเขาสูงล้อมรอบ ส่งผลให้การสะสมตัวของมลพิษอยู่ได้ยาวนาน
  • ปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา: ความเร็วลม ความชื้น ปริมาณฝน เป็นปัจจัยเสริมที่สามารถส่งผลต่อคุณภาพของอากาศ
  • ปัจจัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์: การเผาป่า การเผาในที่โล่ง การจราจรคมนาคม และโรงงานอุตสาหกรรม

นักวิชาการรายนี้เสริมว่าสำหรับพื้นที่ภาคเหนือ "ชัดเจนอยู่แล้วว่าการเผาในที่โล่งหรือการเผาเชื้อมวลเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศในช่วงหน้าแล้ง"

เธออธิบายด้วยว่า ในช่วงหน้าแล้งพื้นที่ป่าของไทยจะมีใบไม้ร่วงเยอะ เนื่องจากเป็นป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง นั่นจึงทำให้ "เชื้อเพลิงมีความพร้อมสูง" และถ้ามีการจุดไฟขึ้นแล้วจะเกิดการลุกลามเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

"ตัวแปรปีนี้ที่สำคัญเลยคือ ลมค่อนข้างแรง เพราะฉะนั้นจากไฟกองเล็กถ้ามีเชื้อเพลิงรออยู่เยอะก็จะกลายเป็นไฟกองใหญ่ได้ง่าย และลุกลามได้เร็วทำให้ไม่สามารถดับได้ ตัวนี้เป็นปัจจัยว่าทำไมปีนี้ไฟมันดับไม่หมดสักที เพราะว่าไฟมันถูกกระพือด้วยลมกลายเป็นไฟกองใหญ่ กำลังคน[ดับไฟ]ไม่พอแน่นอน"

เธอบอกด้วยว่า อีกปัจจัยอาจเป็นเพราะฝนเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาทำให้เป็นอุปสรรคต่อผู้เกี่ยวข้อง ไม่สามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงได้ทันท่วงที "เหมือนกับอั้นมาช่วงปลายเดือน"

"เรียกว่าอาจจะไม่มีการบริหารจัดการด้วยเพราะมันมีการลักลอบจุดเผา เราไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นคนจุด แต่ถ้าดูจากข้อมูลจุดความร้อน (hot spot) ที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นหลายพื้นที่พร้อมกัน เหมือนกับว่าคนหนึ่งจุดอีกคนก็อยากจะจุด มันเป็นเหมือนเทศกาลไฟตอนนี้ เอาไม่อยู่แล้ว คุมก็คงไม่ได้จนกว่าเชื้อเพลิงจะหมด" นักวิชาการรายนี้อธิบายถึงสาเหตุของที่ทำให้การจัดการกับไฟป่าปีนี้ไม่เป็นผล

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ผศ.ดร.สมพร จันทระ ผู้ทำวิจัยเรื่องละอองฝุ่นพิษ PM2.5 ในพื้นที่มาเกือบ 20 ปี บอกว่าการเผาในที่โล่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศในช่วงหน้าแล้ง

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 มี.ค. เชียงใหม่มีการตรวจพบจุดความร้อนพุ่งสูงกว่า 1,000 จุด ก่อนที่จะลดลงในวันนี้ เหลือ 184 จุด จากทั้งหมด 1,971 จุดทั่วประเทศ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่บอกกับบีบีซีไทยวานนี้ (1 เม.ย.) ว่า สาเหตุหลักของปัญหามลพิษทางอากาศปีนี้เกิดจากจุดความร้อน (hotspot) ที่มีจำนวนมาก

"พอมาถึงวันที่ 23 มี.ค. จุดความร้อนใน จ.เชียงใหม่ มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ จนถึงสูงสุดในวันที่ 29 มี.ค. [มาก]ถึง 1,020 จุด" ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ระบุ

เขาเสริมด้วยว่าตัวเลขนี้ยืนยันว่า "มีการลักลอบเผาป่า"

ผศ.ดร.สมพร เสริมด้วยว่าปัญหามลพิษจะยิ่งรุนแรงหากทิศทางลมพัดนำพามลพิษจากประเทศเพื่อนบ้านมายังประเทศไทยเพิ่มเติม

"การเคลื่อนที่ของมวลอากาศก็จะเป็นตัวแปรด้วยว่าตรงไหนที่จะเป็นตัวรับมลพิษ... สมมติว่าการเผาในประเทศเมียนมามีมาก แล้วลมพัดจากทางเมียนมามาประเทศไทย เราก็จะเป็นตัวรับมลพิษจากทางเมียนมา" ผศ.ดร.สมพร อธิบาย

ด้วยปัญหาเหล่านี้ในปัจจุบัน ฝุ่นพิษ PM2.5 ในพื้นที่เชียงใหม่จึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ในช่วงปลายเดือน มี.ค. 2568 ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ราวสูงกว่า 50 มคก./ลบ.ม. ไม่มาก แต่ในช่วงเวลาเดียวกันปีนี้ ค่าเฉลี่ย PM 2.5 กลับสูงถึง 100 มคก./ลบ.ม. หรือมากกว่านั้นในบางวัน จากการติดตามสถานการณ์ของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและศูนย์วิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ

.

ที่มาของภาพ, Chiang Mai university

คำบรรยายภาพ, ความเข้มข้นของละอองฝุ่น PM2.5 รายวันใน จ.เชียงใหม่ ย้อนหลังหกปีพบว่า ปี 2026 ค่าละอองฝุ่น PM2.5 อยู่ที่เกิน 100 มคก./ลบ.ม ซึ่งสูงกว่าเมื่อปี 2025 ที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 100 มคก./ลบ.ม อย่างไรก็ตาม สถิติของปีนี้ยังต่ำกว่าเมื่อปี 2023 และ 2024 ที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 สูงเกิน 150 มคก./ลบ.ม

"ชินต่อสภาพแบบนี้...ยังไงก็ต้องทน" ชาวเชียงใหม่รับมือกันอย่างไร

"ตอนกลางคืนเราอยู่แบบนี้มันมีกลิ่น กลิ่นไฟไหม้ป่ามาถึงที่นี่เลยนะ เวลากลับบ้านควันมันเหมือนจะเผาใกล้เรามาก" นางเดือนเพ็ญ ยศคำ วัย 53 ปี ชาว อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทย

เธอกล่าวเสริมว่าสถานการณ์มลพิษทางอากาศปีนี้หนักหนากว่าปีที่ผ่านมา เพราะ "ไปที่ไหนมันก็มืดมัว มันหม่นมืดไปหมดเลย" นางเดือนเพ็ญ บอกกับบีบีซีไทย

ร้านอาหารที่ลูกชายเธอเป็นเจ้าของ ตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยมะนาว ไม่ไกลจากจุดที่มีการเผาในที่โล่งมากนัก

นั่นทำให้จากที่เมื่อก่อนจะสามารถเห็นวิวภูเขาได้จากร้านอาหารของเธอ แต่ตอนนี้กลับ "[มอง]ไม่เห็นอะไรเลย" เพราะมีควันฝุ่นสีเทามาปกคลุมบรรยากาศไว้เกินครึ่งเดือนแล้ว

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ร้านอาหารของลูกชายของนางเดือนเพ็ญถูกปกคลุมไปด้วยละอองฝุ่นจนท้องฟ้ามีสีเทา

นางเดือนเพ็ญบอกด้วยว่า เดือนนี้ถือเป็นช่วงที่มีลูกค้าน้อยที่สุดตั้งแต่ร้านอาหารเปิดมาได้สองปี

"ปกติก่อนหน้านี้ ถ้าไม่มีอากาศ[ฝุ่นหนา]แบบนี้ ลูกค้าจะผลัดกันมานั่ง คนนั้นยังไม่ทันออกเลย คนนี้จะจองเข้าแล้ว แทบทุกวันเลยนะเสาร์อาทิตย์ วันธรรมดาก็จะมีคนเข้ามาเรื่อย ๆ... แต่เดี๋ยวนี้ไม่มี[ลูกค้า]เลย รายได้แทบไม่พอที่ว่าจะจ้างพนักงานแม่ครัวมา แย่หมดเลย" เธอเล่า

ขณะที่บีบีซีไทยพูดคุยกับเธอเมื่อวานนี้ (1 เม.ย.) ร้านอาหารกลางแจ้งร้านนี้มีลูกค้านั่งทานอาหารอยู่เพียงโต๊ะเดียว

นอกจากนี้ นางเดือนเพ็ญยังมีอาการ "เจ็บตาแล้วก็ไอจนถึงขั้นว่าเจ็บหน้าท้องหมดเลย หายใจขัด ๆ" และแม้เธอจะ "กลัว" แต่เธอก็ "ชินต่อสภาพแบบนี้ มันก็เลยต้องทนยังไงก็ต้องทน"

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, นางเดือนเพ็ญบอกว่า ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพและธุรกิจของครอบครัวเธอ

เช่นเดียวกัน นายธนากร สุวรรณเทวากุล ไรเดอร์ชาวเชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทยว่า "แม้คนเชียงใหม่เริ่มชิน[กับปัญหาฝุ่น]แล้ว แต่ปีนี้รู้สึกว่ามันจะหนักกว่าทุกปี... หนักถึงขั้นมองไม่เห็นดอย"

ด้วยอาชีพที่ต้องอยู่ในที่โล่งเกือบทั้งวันอย่างน้อยวันละเจ็ดชั่วโมง ไรเดอร์วัย 28 ปีรายนี้พบว่าตนมีอาการ "แสบจมูก บางทีก็เหมือนหายใจไม่ค่อยออก"

อย่างไรก็ตาม เขายังไม่มีความคิดจะเปลี่ยนอาชีพหรือหยุดพักจากงานที่ทำอยู่

"ต้องทน มันทำอะไรไม่ได้... ถ้าหยุด[ขับ]มันก็ไม่มีอะไรประทังชีวิต มันก็ต้องสู้กันต่อไป" เขาบอก

ด้าน นายณรงค์ฤทธิ สุทธิเจค ชาวเชียงใหม่อีกรายซึ่งรับจ้างขับรถสามล้อเล่าว่า ฝุ่น PM2.5 ซ้ำเติมปัญหาการท่องเที่ยว เนื่องจากทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดน้อยลง

"ตอนนี้ไปไหนมาไหนนักท่องเที่ยวก็น้อยลงอยู่แล้ว แล้วก็ยังมี PM2.5 ด้วย ฝุ่นควันด้วย มันก็เลยทำให้นักท่องเที่ยวหายไปเยอะเลย" ชายวัย 41 ปี รายนี้เล่า

เขาบอกด้วยว่า บางวันใน จ.เชียงใหม่ จะมีกลิ่นควันไหม้คุ้งอยู่ในอากาศและนั่นส่งผลต่อสุขภาพของเขาด้วย

"บางครั้งก็[รู้สึก]จุกอก บางครั้งขับรถไปก็แสบตา แต่มันก็เป็นเรื่องปกติเพราะว่ามันก็เป็นมานานแล้ว PM2.5 มันก็แก้ไม่หายสักที" นายณรงค์ฤทธิ บอก

นอกจากนี้ ผู้ปกครองเด็กเล็กใน จ.เชียงใหม่ บางรายก็ออกมาเล่าถึงปัญหาสุขภาพลูกของตน ที่ตอนนี้บางรายมีเลือดกำเดาไหล

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ไรเดอร์ชาวเชียงใหม่ วัย 28 ปี คนนี้บอกว่า แม้ละอองฝุ่นจะส่งผลต่อสุขภาพแต่ก็ต้องทนทำงานต่อไปเพราะไร้ทางเลือก

รัฐรับมือกับปัญหาฝุ่นพิษอย่างไร

ด้าน ผู้ว่าฯ จ.เชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทยว่า จากกรณีพบชาวเชียงใหม่มีอาการแพ้ฝุ่น เกิดอาการไอแห้ง หรือเลือดกำเดาไหลนั้น ทางจังหวัดได้สั่งให้ทางสาธารณสุขจังหวัดเปิดศูนย์ช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว แต่จำนวนผู้ป่วยยังมีไม่มาก

"ทางสาธารณสุขเขาตั้งศูนย์ควบคุมคอยดูอยู่ตลอดว่า มีผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร แต่ขณะนี้ก็ยังมี[จำนวนผู้ป่วย]เล็กน้อย" ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ระบุ

ปัจจุบันทางจังหวัดได้เริ่มแจกหน้ากากอนามัยแก่ประชาชน พร้อมเปิด "ห้องพักปอด" ซึ่งให้หน่วยงานภาครัฐ สถานพยาบาล ภาคเอกชน เช่น ร้านค้า ร้านกาแฟ ที่มีเครื่องฟอกอากาศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการพื้นที่ปลอดฝุ่นแก่ประชาชน

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ระบุด้วยว่ามีการนำเครื่องบินฝนหลวง 5 ลำ ปฏิบัติภารกิจบรรเทาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยได้เริ่มปฏิบัติการบินบรรเทาฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนือครอบคลุมพื้นที่ อ.แม่ออน อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่แจ่ม ใน จ.เชียงใหม่ รวมถึง อ.ปาย ใน จ.แม่ฮ่องสอน ด้วย

.

ที่มาของภาพ, PR Chiang Mai

คำบรรยายภาพ, นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่แจกหน้ากากอนามัยในพื้นที่ อ.เมือง เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา

ด้านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ส่วนหน้า ภาคเหนือ) พ.ศ. 2569 ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง "สั่งการ–ประสาน–ปฏิบัติ" เชื่อมโยงทุกหน่วยงานให้ทำงานเป็นหนึ่งเดียว เพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการควบคุมสถานการณ์

กระทรวงฯ ยังได้สั่งการให้ ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและอากาศยาน (ศทอ.) เสริมกำลังเฮลิคอปเตอร์ สนับสนุนภารกิจในพื้นที่เสี่ยงด้วย

ขณะที่นางเดือนเพ็ญบอกกับบีบีซีไทยโดยตั้งข้อสังเกตว่า จากสิ่งที่เธอเห็นจากร้านอาหารที่ติดกับดอยซึ่งเกิดไฟป่า การปล่อยน้ำจากเฮลิคอปเตอร์ก็อาจช่วยไม่ได้มากเท่ากับน้ำฝน

"วันนั้นมีเฮลิคอปเตอร์ลงมาตักน้ำ [จากอ่างเก็บน้ำห้วยมะนาว] มันก็ช่วยไม่ได้เยอะ แต่ก็ยังดี เพราะว่าไฟมันลุกลามไว เอาน้ำไปดับมันคงไม่ถึงที่" นางเดือนเพ็ญบอก

แก้ปัญหาไฟป่าอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 แสดงให้เห็นว่าแม้ขณะที่เชียงใหม่ถูกปกคลุมไปด้วยละอองฝุ่น การเผาในที่โล่งยังคงเกิดขึ้น

เมื่อปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา นายมานพ คีรีภูวดล อดีต สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์บนเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นเรื่องสาเหตุการเกิดไฟป่าในภาคเหนือว่าอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดสรรงบประมาณของรัฐ "ไม่ได้เกิดจากชาวบ้านหรือการทำไร่หมุนเวียน"

"[งบประมาณ]ตั้งไว้ปี[ละ]เท่าไหร่ก็ควรจัดสรรมาให้เขาตามนั้น หรือปีไหนไม่มีไฟป่าก็ลดลงมาบ้าง ไม่ใช่ไฟไม่มี[ก็]ไม่สามารถจัดสรรงบมาลงได้" เพราะนั่นจะทำให้ "เกิดคำว่าไฟไม่มีงบไม่มา" และอาจเกิด "การว่าจ้างให้ไปเผา เผา[เพื่อ]ที่จะดึงงบมา"

ด้าน ผศ.ดร.สมพร อธิบายว่าจำนวนเจ้าหน้าที่กับพื้นที่ผืนป่าที่ไม่สอดคล้องกันก็ทำให้การควบคุมการเผาป่าเป็นไปได้ยาก จึงควรเน้นเรื่องการทำความเข้าใจกับชุมชนและเปลี่ยนยุทธศาสตร์การใช้งบประมาณ

"พื้นที่ป่ามันใหญ่มากเราไม่สามารถควบคุมดูแลได้หมด กำลังเจ้าหน้าที่มีน้อยมากถ้าเทียบกับผืนป่าที่เรามี เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้เราต้องเอาชุมชนมามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด ให้ชุมชนดูแลรักษาป่าของเขาเอง" ผศ.ดร.สมพร ระบุ

"ถ้าชุมชนดูแลป่าของตัวเองได้ เขาก็[ควร]ได้รางวัลในส่วนที่เขาทำ คืองบประมาณมันต้องไม่มา[จากการเกิด]จุดเผา มันต้องมาถึงคนที่ดูแลป่าได้ดี" เธอเสริม

.

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC THAI

คำบรรยายภาพ, ป้ายรณรงค์ไม่เผาป่าถูกพบเห็นได้ทั่วทั้งในและนอกเขต อ.เมือง จ.เชียงใหม่

แม้ ผศ.ดร.สมพร จะบอกว่าการทำงานร่วมกับภาครัฐในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ภาครัฐทำได้ดีขึ้นในการหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และทำงานร่วมกับภาคประชาชนมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อท้าทายอยู่บ้าง

"ผู้ว่าราชการ[มัก]จะอยู่ไม่นาน ก็จะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามการบริหาร" จึงอาจทำให้การทำงานร่วมกันขาดความต่อเนื่องไปบ้าง

นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศจากประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกพัดเข้ามาก็ควรถูกแก้อย่างจริงจัง ด้วยการยกระดับจากปัญหาระดับชาติเป็นระดับภูมิภาค

"[ปัญหาที่เกิด]ไม่ใช่มาจากแค่เฉพาะตัวเราหรือประเทศเรา ทำยังไงถึงจะมีการพูดคุยระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำยังไงให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น" เธอเสนอ

โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เผยว่า กรมควบคุมมลพิษ ได้มีหนังสือส่งถึงเลขาธิการอาเซียนแล้ว 3 ครั้ง เพื่อขอความร่วมมือในการลดจุดความร้อนในภูมิภาค

กรมควบคุมมลพิษ เผยด้วยว่าได้มีการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางวอตส์แอป ฮอตไลน์ (WhatsApp hotline) ไปยังอธิบดีของเมียนมา และ สปป.ลาว อย่างต่อเนื่องเพื่อขอความร่วมมือลดจุดความร้อนโดยด่วน

โดยทั้งเมียนมา และสปป.ลาว รายงานว่ามีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงสร้างความตระหนักแก่ประชาชนให้งดการเผา

กรมควบคุมมลพิษ เผยด้วยว่า ภายหลังการประสานงานจุดความร้อนมีแนวโน้มลดลง ในเมียนมาจาก 10,834 จุด ลดลงเหลือ 5,505 จุด และใน สปป.ลาว จาก 4,157 จุด ลดลงเหลือ 2,704 จุด จากข้อมูลเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา