ศาลรัฐธรรมนูญชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ปชป. ห่วง "สร้างบรรทัดฐานใหม่เกี่ยวกับการกู้เงินของรัฐบาล"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล "อนุทิน" เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ทว่าในส่วนของแผน 2 การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งมีวงเงิน 2 แสนล้านบาท มีเสียงตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คนชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ
วันนี้ (9 ก.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนเผยแพร่มติของคณะตุลาการผ่านเอกสารข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
- มติเป็นเอกฉันท์: พ.ร.ก.กู้เงิน มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้... (1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน" เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
- มติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง: พ.ร.ก.กู้เงิน มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า "(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว" เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
สำหรับตุลาการเสียงข้างมาก 7 คน ได้แก่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ, นายสราวุธ ทรงศิวิไล
ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คนคือ นายจิรนิติ หะวานนท์, นายอุดม รัฐอมฤต
เอกสารข่าวของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า 2 ตุลาการเสียงข้างน้อยเห็นว่า มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) และบัญชีท้าย พ.ร.ก. เฉพาะส่วนแผนงานหรือโครงการ "2. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงาน ฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว วงเงิน 2 แสนล้านบาท" ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
คดีนี้ สส. ฝ่ายค้านจำนวน 133 คน ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
รอ ครม. ตัดสินใจเปิดวิสามัญฯ ขออนุมัติ พ.ร.ก. หรือไม่

ที่มาของภาพ, สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. ยังไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา
ทว่าก่อนออกเดินทางเมื่อช่วงเช้า นายกฯ กล่าวย้ำว่า ต้องให้ความเคารพต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งผูกพันทุกองค์กร รอฟังคำวินิจฉัย และปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาล
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบหากคำวินิจฉัยออกมาเป็นลบ นายอนุทินแสร้งถามว่า "ใครนะ ใครคือณัฐพงษ์"
เมื่อ พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ถูกคว่ำในชั้นศาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็จะต้องเสนอ พ.ร.ก. นี้ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า
รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ระบุว่า หากอยู่นอกสมัยประชุม ครม. ต้องดำเนินการให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ พ.ร.ก. โดยเร็ว
นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ขณะนี้ทราบข่าวจากสื่อมวลชน สภายังไม่ได้รับเรื่องอย่างเป็นทางการจากศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าจะส่งมาที่สภาในเร็ววันนี้ ส่วนจะเปิดสมัยวิสามัญหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่สภาต้องหารือ ครม.
"หาก ครม. เห็นว่าเนิ่นช้าเกินไปถ้ารอเปิดสมัยประชุมหน้า (วันที่ 25 ส.ค.) ก็อาจจะพิจารณาให้เปิดวิสามัญในระหว่างปิดสมัยประชุม" ประธานวิปรัฐบาลกล่าว
วันที่ 10 ก.ค. ถือเป็นวันสุดท้ายของสมัยประชุมนี้
พรรคส้มบอก "ไม่ผิดคาด" เตรียมหั่นงบ 70 ที่ซ้ำซ้อน
ภายหลังทราบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 2 พรรคฝ่ายค้านได้เปิดแถลงข่าวที่รัฐสภา
"ผลคำวินิจฉัยไม่ได้ผิดไปจากที่พรรคคาดการณ์ไว้" นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าว แต่ยังคงยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษออก พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ เพราะไม่ได้มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน หากแต่เป็นการพยายามสอดไส้โครงการต่าง ๆ ที่สามารถบรรจุไว้ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีได้อยู่แล้ว

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคประชาชน
ด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการต่าง ๆ ที่จะใช้วงเงิน 2 แสนล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองแม้แต่โครงการเดียว แต่ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมีการให้ข่าวจาก รมต. หลายคน ทั้ง รมช.มหาดไทย และ รมช.คมนาคม เกี่ยวกับโครงการที่จะเสนอขอใช้เงินกู้ดังกล่าว
นอกจากนี้พรรค ปชน. ยังได้รับเอกสารที่มีการส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งไม่ใช่รายการโครงการที่ท้องถิ่นเสนอขึ้นเอง แต่มีลักษณะเป็นแคตตาล็อกหรือเมนูรายการสินค้าและโครงการที่สามารถขอใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทได้หลายโครงการ เช่น รถขยะอีวี, ลานกีฬาโซลาร์, เครื่องผลิตออกซิเจน, พลังงานแสงอาทิตย์ และโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่ง น.ส.ศิริกัญญาบอกว่า ไม่ได้สะท้อนว่าจะช่วยให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้อย่างแท้จริง หรือส่งผลต่อการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ "จึงมีข้อสงสัยว่า รายการโครงการดังกล่าวอาจเป็นโครงการที่มีการเตรียมผู้รับจ้างหรือผู้จำหน่ายสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่"
"สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปตามข้อสันนิษฐานที่พรรคตั้งไว้ตั้งแต่ต้นว่าวงเงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แท้จริงแล้วเป็นเพียงการสอดไส้โครงการ โดยอาศัยความเดือดร้อนของประชาชนเป็นข้ออ้าง และอาจถูกใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน มากกว่าจะเป็นการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง" น.ส.ศิริกัญญากล่าว
น.ส.ศิริกัญญา ซึ่งเป็น กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 บอกว่า จะใช้ช่องทางนี้ตัดหลายโครงการที่ขอมาซ้ำซ้อน ซึ่งโครงการที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานในงบปี 2570 มีกว่า 7,000 ล้านบาท ถ้า 2 แสนล้านบาทหลัง ยืนยันว่าใช้ได้แล้ว ก็ต้องพิจารณาเรื่องความซ้ำซ้อนของโครงการ และยังมีอีกก้อนในรายการงบกลางปี 2570 รายการค่าใช้จ่ายในโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อรองรับความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งเป็นโครงการที่มีมูลค่า 12,000 ล้านบาท โดยให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีเงินสะสมหรือมีเงินนอกงบประมาณ มาออกเงินคนละครึ่งกับรัฐบาลเพื่อจัดทำโครงการดังกล่าว วงเงินจะไม่ใช่แค่ 2 แสนล้านบาทแล้ว แต่จะเป็น 2.12 แสนล้านบาท
"ในงบประมาณปี 2570 ถ้า 12,000 ล้านบาทนี้ ซ้ำซ้อนกับ 2 แสนล้านบาทที่ออกโดย พ.ร.ก. ก็อาจจะตัดได้ทั้งโครงการเช่นเดียวกัน" รองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าว
พรรคฟ้าห่วง "สร้างบรรทัดฐานใหม่เกี่ยวกับการกู้เงินของรัฐบาล"
อีกพรรคฝ่ายค้านที่ร่วมลงชื่อในคำร้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความคือพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ระบุว่า "รับทราบ เคารพ และน้อมรับคำวินิจฉัย" แต่ยังไม่ทราบเหตุผลในรายละเอียด จึงจะต้องรอศึกษาเหตุผลและประเด็นที่ศาลใช้วินิจฉัยว่าเป็นอย่างไร
อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชป. แสดงความเป็นกังวลและเป็นห่วงว่า "คำวินิจฉัยครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่เกี่ยวกับการกู้เงินของรัฐบาล ในกรณีที่รัฐบาลมีเงินไม่เพียงพอ แต่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ"
เขากล่าวต่อไปว่า ผลที่ตามมาหลังรัฐบาลสามารถกู้เงินได้ จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ขยับจนเกือบชนเพดาน 70% ซึ่งรัฐบาลเคยยืนยันต่อสภาว่าจะไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ดังนั้นจึงขอให้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจนว่ารัฐบาลมีแผนการคลังในการเพิ่มรายได้ หรือลดรายจ่ายอย่างไร ไม่เช่นนั้นก็อาจต้องมีการกู้เงินเพิ่มและขยายเพดานอีกหรือไม่ ซึ่งพรรค ปชป. หวังว่าจะไม่มีการกู้อีก
ส่วนโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ที่มี 2 ตุลาการเสียงข้างน้อยเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญนั้น นายอภิสิทธิ์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำความชัดเจน และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมกลั่นกรองโครงการต่าง ๆ เพื่อประสิทธิภาพ และความโปร่งใสให้มากที่สุด
หากถามว่าผลการวินิจฉัยครั้งนี้เกินความคาดหมายของพรรคหรือไม่นั้น หัวหน้าพรรค ปชป. บอกว่า เชื่อในเหตุผลของพรรค และทราบดีว่าคำวินิจฉัยในอดีต ศาจะระวังไม่ทำให้ฝ่ายบริหารทำงานได้ยาก และรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไม่ได้ให้ศาลตีความถึงความจำเป็นเร่งด่วน แต่ให้ตีความถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจเท่านั้น





























