"ผ่าน" หรือ "คว่ำ" พรรคประชาชนเรียกร้องรัฐบาล "แสดงความรับผิดชอบตามสัดส่วน" หาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านขัดรัฐธรรมนูญ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายกรัฐมนตรีพร้อมทำตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ "คดีเงินกู้ 4 แสนล้านบาท" ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร
วันพรุ่งนี้ (9 ก.ค.) ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
คดีนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ฝ่ายค้าน 133 คน ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ และได้ส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อ 18 พ.ค. รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) จัดทำคำชี้แจงตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
ต่อมา 24 มิ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ จึงยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง และกำหนดวันลงมติ 9 พ.ค.
รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสอง กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านเตรียมเปิดแถลงข่าวที่รัฐสภาภายหลังทราบคำวินิจฉัย โดยระบุว่ารัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงินขัดรัฐธรรมนูญ
บีบีซีไทยขอสรุปที่มาที่ไปของคดีนี้ และผลที่จะตามมาหลังศาลมีคำวินิจฉัย
เนื้อหาของ พ.ร.ก.กู้เงิน ว่าอย่างไร
พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 9 พ.ค. 2569 มีเนื้อหา 11 มาตรา
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้เอาไว้ 12 บรรทัด โดยอ้างถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการอันกระทบต่อการบริโภคของประชาชนในภาคครัวเรือน รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม และนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
"จึงเป็นวิกฤตการณ์สำคัญที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง ทั้งการให้ความช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานดังกล่าว และการสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินจำนวน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินมาตรการดังกล่าว ซึ่งไม่อาจดำเนินการให้ได้มาโดยวิธีการงบประมาณตามปกติ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้"
สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ได้แก่
หนึ่ง กระทรวงการคลัง โดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยต้องลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ ภายใน 30 ก.ย. 2570
สอง เงินกู้ก้อนนี้แบ่งออกเป็น 2 ก้อน เพื่อเอาไปใช้ใน 2 วัตถุประสงค์หลัก
- แผนงานที่ 1 วงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า โดยมุ่งช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนและเกษตรกร และช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
- แผนงานที่ 2 วงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อการปรับโครงสร้างพลังงานสู่อนาคต โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของรัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
สาม ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน เป็นผู้พิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. นี้ก่อนเสนอ ครม. อนุมัติ, กำกับดูแลการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการที่ใช้เงินกู้นี้ และรายงานความก้าวหน้าต่อ ครม. ทุก 3 เดือน, กำหนดวงเงินสำหรับรายการเงินสำรองจ่ายตามแผนงานหรือโครงการที่กำหนดไว้ในบัญชีท่าย พ.ร.ก. นี้ โดยดำเนินการภายใต้หลักการ "รอบคอบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ฝ่ายค้านยื่นตีความในประเด็นใด
ของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขออนุมัติ วันที่ 14 พ.ค. แต่เมื่อ สส. ฝ่ายค้านชิงส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ กระบวนการในรัฐสภาจึงต้อง "รอ" ไปก่อน
สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ 2560
- มาตรา 3 เฉพาะในส่วนที่บัญญัติว่า "...และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพรองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์..."
- มาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) ที่บัญญัติว่า "เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดังต่อไปนี้มิได้... (2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว"
- บัญชีท้าย พ.ร.ก. เฉพาะในส่วนแผนงานหรือโครงการที่ 2
คำร้องของ สส. ฝ่ายค้านระบุว่า แม้การเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกจะเป็นนโยบายที่ฝ่ายบริหารต้องทำหรือสมควรกระทำ "แต่หากฝ่ายบริหารไม่ดำเนินการในตอนนี้ ก็มิได้ส่งผลกระทบอย่างเฉียบพลันต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จนทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเกิดความไม่มั่นคง จนจำเป็นต้องแก้ไขอย่างฉุกเฉินรีบด่วนด้วยการตรา พ.ร.ก. แทนที่จะตราเป็น พ.ร.บ. ตามกระบวนการนิติบัญญัติปกติ"
ฝ่ายค้านยังยกกรณีที่ พ.ร.ก. นี้กำหนดให้ลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ไปจนถึง 30 ก.ย. 2570 แสดงให้เห็นว่านโยบายการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิล "ไม่ได้เกิดจากการมีภยันตรายทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนโดยการตรา พ.ร.ก."
คำร้องของฝ่ายค้านระบุต่อไปว่า เมื่อพิจารณาโครงการในบัญชีท้าย พ.ร.ก. ในส่วนแผนงานที่ 2 ก็ปรากฏว่า เป็นการจัดทำโครงการที่มีลักษณะเป็นการลงทุนและพัฒนาเชิงโครงสร้าง เช่น การพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ การสนับสนุนสถานีชาร์จไฟฟ้า การพัฒนาพลังงานทดแทน และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว อันเป็นโครงการที่สามารถดำเนินการเป็นระยะยาว และทยอยลงทุนได้ตามลำดับความจำเป็น และมีลักษณะโดยสภาพของโครงการที่ล้วนแต่เป็นโครงการหรือแผนงานที่ต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการต่อเนื่องหลายปี มิใช่มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้าในระยะจำเป็นรีบด่วนตามนัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง เปิดทางให้ สส. หรือ สว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของแต่ละสภา (กรณี สส. ใช้เสียง 100 คน จากสภา 500 คน กรณี สว. ใช้เสียง 40 คนจากวุฒิสมาชิก 200 คน) มีสิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาของตน ว่า พ.ร.ก. นั้นไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง และให้ประธานส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และให้รอการพิจารณา พ.ร.ก. นั้นไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
จุดที่น่าสังเกตคือ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถตีความได้เฉพาะมาตรา 172 วรรคแรก ที่ระบุว่า "ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตรา พ.ร.ก. ให้ใช้บังคับดังเช่น พ.ร.บ. ก็ได้" พูดง่าย ๆ ว่าศาลจะพิจารณา 4 คำสำคัญว่าด้วย 4 ภัย ตามข้อความในวรรคนี้
ไม่ได้ครอบคลุมถึงมาตรา 172 วรรคสอง ที่ระบุว่า การตรา พ.ร.ก. "ให้กระทําได้เฉพาะเมื่อ ครม. เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้" แต่อย่างใด ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ที่ให้อำนาจศาลตีความว่าเป็น "กรณีฉุกเฉินที่มีความจําเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้" หรือไม่
ผลที่ตามมาหลังจากนี้
ในวันที่ 9 ก.ค. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัย แต่จะเผยแพร่มติศาลรัฐธรรมนูญผ่านเอกสารข่าว ซึ่งคำวินิจฉัยที่ออกมาจะส่งผลแตกต่างกันไป โดยบีบีซีไทยขอสรุปขั้นตอนทางกฎหมาย ดังนี้
ฉากทัศน์แรก: หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ครม. ต้องเตรียมเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณา พ.ร.ก. ฉบับนี้ เพราะรัฐสภากำลังจะปิดสมัยประชุมวันที่ 11 ก.ค. แล้ว ทั้งนี้สภาและวุฒิสภามีอำนาจเพียง "อนุมัติ" หรือ "ไม่อนุมัติ" เท่านั้น แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของกฎหมายได้
- ถ้าสภาและวุฒิสภาอนุมัติ หรือถ้าวุฒิสภาไม่อนุมัติและสภายืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา ผลที่ตามมาจะทำให้ พ.ร.ก. มีผลใช้บังคับเป็น พ.ร.บ. ต่อไป
- ถ้าสภาไม่อนุมัติ หรือสภาอนุมัติแต่วุฒิสภาไม่อนุมัติ และสภายืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา ผลที่ตามาจะทำให้ พ.ร.ก. นั้นตกไป
ฉากทัศน์ที่สอง: หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ให้ พ.ร.ก. ฉบับนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้น แต่การคว่ำ พ.ร.ก. ในชั้นศาล ต้องอาศัยเสียงโหวตไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ 6 จาก 9 คน
ฉากทัศน์ที่สาม: หากศาลอาจวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ครม. แต่มี "คำแนะนำเพิ่มเติม" ครม. ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น และส่ง พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาเพื่อขออนุมัติ (ตามฉากทัศน์แรก)

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ด้านพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเป็นเจ้าของคำร้องคดีนี้ ได้คาดการณ์ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้น โดยแบ่งเป็น 2 ฉากทัศน์ใหญ่ และ 2 ฉากทัศน์ย่อย ตามการเปิดเผยของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้า ปชน. ภายหลังการประชุม ครม. เงาของพรรค
ฉากทัศน์แรก: พ.ร.ก. ผ่านทั้งฉบับ
ฉากทัศน์ที่สอง: พ.ร.ก. ไม่ผ่าน
2.1) พ.ร.ก. ไม่ผ่านทั้งฉบับ ซึ่งทำให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ตกทั้งฉบับ นำไปสู่ความยุ่งยากเพราะ 2 แสนล้านบาทส่วนแรกได้เริ่มกู้และเบิกจ่ายไปแล้วในโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส 60:40" และเติมเงินเข้ากองทุนประชารัฐที่ยังขาดอยู่ รัฐบาลก็ต้องหาแหล่งเงินใหม่มาทดแทน
2.2) พ.ร.ก. ไม่ผ่านเฉพาะ 2 แสนล้านบาทหลังเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเคยมีกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองเงินในส่วนแรกที่ใช้ไปแล้วให้ใช้ต่อไปได้ อาจมีความยุ่งยากน้อยกว่า เพราะรัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก. ฉบับใหม่ขึ้นมาทดแทน หาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ตกไป และยังสามารถใช้เงินใช้ต่อได้
ฝ่ายค้านเตรียมเรียกหาความรับผิดชอบ
หากศาลวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ รัฐบาล "อนุทิน" อาจต้องแสดงความรับผิดชอบบางประการตามความเห็นของนักการเมืองฝ่ายค้าน
แกนนำ พรรค ปชน. ใช้คำว่าหาก พ.ร.ก. ไม่ผ่าน "อยากให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบตามสัดส่วนที่เกิดขึ้น"
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในช่วงรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเห็นนายกฯ ออกมาพูดชัดว่าจะต้องมีการประเมินผลการทำงานของ ครม. ถ้าใครผลงานไม่เข้าเป้า ปรับเปลี่ยนตำแหน่งแน่นอน เรื่องผลงานไม่เข้าเป้าก็ส่วนหนึ่ง แต่การทำผลงานที่ผิดพลาด หากเกิดกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก. ของรัฐบาลไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นโทษที่ร้ายแรงมากกว่าผลงานไม่เข้าเป้าหรือไม่ ซึ่งต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะออกมาเป็นฉากทัศน์ใด
"เรายืนยันในหลักรับผิดรับชอบทางการเมือง ต้องได้สัดส่วนต่อความเสียหาย ตอนนี้เรายังไม่เห็นความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะยังไม่รู้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคประชาชนพร้อมจะแสดงท่าทีมากยิ่งขึ้นหลังจากมีคำวินิจฉัย" หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หาก พ.ร.ก. ไม่ผ่าน ความรับผิดชอบสูงสุดนายกฯ ถึงขั้นต้องยุบสภาหรือลาออกหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ถ้าเป็นฉากทัศน์ที่ร้ายแรงที่สุดและเกิดความเสียหายกับการใช้จ่ายเงินของรัฐที่บางส่วนใช้จ่ายไปแล้ว เอากลับคืนมาไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐบาลเองต้องรับผิดชอบ ตามที่ได้สัดส่วนถึงขั้นลาออก ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ควรต้องทำ แต่ต้องรอดูคำวินิจฉัย
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนวานนี้ (7 ก.ค.) ในทำนองดักคอว่ารัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบ 2 ส่วนคือ 1. ความรับผิดชอบทางการคลัง ว่าเงินที่กู้ไปแล้วจะต้องดำเนินการอย่างไร และ 2. ความรับผิดชอบทางการเมือง หากอ้างอิงธรรมเนียมปฏิบัติก่อนหน้านี้ จะเห็นว่าในกรณีที่ พ.ร.ก. ถูกคว่ำโดยสภา นายกฯ จะต้องยุบสภาหรือลาออก แต่กรณีนี้หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ จะเป็นการคว่ำโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่มีเหตุการณ์ในอดีตที่นำมาอ้างอิงได้ แต่คิดว่านายกฯ หรือรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบทางการเมืองทางใดทางหนึ่ง
แต่ถ้าศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงินไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แกนนำพรรคฝ่ายค้านก็เตรียมโหวต "ไม่อนุมัติ" กลางสภา โดยนายพริษฐ์ให้เหตุผลว่า งบ 2 แสนล้านบาทตามแผนงานเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน สามารถเสนอได้ผ่านโครงการงบประมาณปกติ พรรค ปชน. มองว่าการนำเรื่องดังกล่าวไปอยู่ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท "เป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะหลีกหนีการตรวจสอบของสภา" และ "คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมากลั่นกรองอนุมัติซึ่งมาจากฝ่ายบริหารเอง เหมือนเป็นการตั้งเอง ชงเอง"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในวันที่ 7 ก.ค. ว่า รัฐบาลกู้เงินไปแล้วบางส่วนซึ่งไม่รู้ตัวเลขว่าเป็นเท่าใด หาก พ.ร.ก. ไม่ผ่าน ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไปรับผิดชอบในการหาเงินมาชดใช้เงินที่กู้ไป ส่วนความรับผิดชอบทางการเมือง "มันไม่ได้มีผลกระทบถึงขั้นทำให้รัฐบาลต้องลาออกหรืออะไรอย่างนั้น แต่มันอาจมีผลกระทบถึงเรื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่อาจจะทำให้รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือในเชิงของการดำเนินนโยบายการเงินการคลัง ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับสำนึกของรัฐบาลเองด้วย เพราะเป็นการไปออก พ.ร.ก.เงินกู้ท่ามกลางเสียงคัดค้านของหลายฝ่าย"
อย่างไรก็ตาม รองหัวหน้าพรรคสีฟ้าขอรอดูผลคำวินิจฉัยและดูเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญก่อน โดยพรรค ปชป. จะเปิดแถลงข่าวหลังจากนั้น
รัฐบาลพร้อมรับคำวินิจฉัยศาล
แกนนำคนสำคัญของรัฐบาล ทั้งนายกฯ อนุทิน และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ต่างออกมาระบุเมื่อ 6 ก.ค. ว่า รัฐบาลพร้อมเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และได้ชี้แจงทั้งเอกสารหลักฐานประกอบไปแล้ว ก็ต้องสุดแล้วแต่การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
"เรื่องมั่นใจ มันไม่มีใครมั่นใจหรอก เพราะเราไม่ใช่เป็นคนตัดสิน" นายกฯ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเตรียมแผนสำรองหรือไม่หากผลออกมาเป็นลบ นายอนุทินกล่าวว่า คาดหวังว่าคำอธิบายและคำชี้แจงของรัฐบาล น่าจะทําให้ศาลวินิจฉัยได้ในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งเมื่อวินิจฉัยออกมาอย่างไร ก็ต้องดูว่ามีข้อชี้แนะหรือคำสั่งใด ๆ รัฐบาลก็ต้องทำตามหมด เพราะต้องเคารพคำสั่งของศาล
ด้านนายเอกนิติพูดถึงแผนสำรองว่า รัฐบาลได้เตรียมแนวทางดำเนินงานผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนไว้แล้ว โดยอาศัยกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อผลักดันการลงทุนด้านพลังงานทดแทนและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง แม้การมีงบจาก พ.ร.ก. จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านได้รวดเร็วกว่า






























