ภารกิจอาร์ทิมิส 2 แสดงให้เห็นว่าเราสามารถลงจอดบนดวงจันทร์ได้อีกครั้งได้อย่างไร ?

The blue Earth rising above the brownish grey surface

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, นาซาเผยแพร่ภาพอันน่าทึ่งจากภารกิจนี้ ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายโลกของเราที่อยู่หลังดวงจันทร์
    • Author, พัลลภ โกศ
    • Role, ผู้สื่อข่าวสายวิทยาศาสตร์ บีบีซีนิวส์
  • เวลาอ่าน: 11 นาที

ภารกิจอาร์ทิมิส 2 (The Artemis II mission) ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือนาซา (National Aeronautics and Space Administration - NASA) ผ่านการทดสอบสำคัญทุกอย่างนับตั้งแต่ปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อ 1 เม.ย. โดยจรวด ยานอวกาศ และลูกเรือทำงานได้ดีเกินกว่าที่บรรดาวิศวกรคาดหวังเอาไว้

หกวันแรกของภารกิจแสดงให้เห็นว่า ยานแคปซูลโอไรออน (Orion Space Capsule) ทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้เมื่อมีมนุษย์อยู่บนยานเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่แบบจำลองใด ๆ ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้

แต่บางครั้งความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของภารกิจอาร์ทิมิส อาจอยู่ที่การดำเนินการของลูกเรือ ซึ่งได้สร้างความหวัง พลัง และการมองโลกในแง่ดีให้กับโลกที่ดูเหมือนจะต้องการแรงบันดาลใจอย่างยิ่ง

ทว่าคำถามสำคัญที่ยังคงอยู่คือ การลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2028 ตามความต้องการของนาซาและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ นั้น เป็นเป้าหมายที่จะบรรลุผลได้จริงหรือไม่

สิ่งที่อาร์ทิมิส 2 ได้มาสอนอะไรเราบ้างในตอนนี้

ไม่กี่วันหลังจากที่ระบบปล่อยจรวดขนาดใหญ่ของนาซา หรือเอสแอลเอส (Nasa's Space Launch System - SLS) มาถึงแท่นปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี เราได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญที่สุดเกี่ยวกับโครงการอาร์ทิมิส 2 ไปแล้ว

หลังจากยกเลิกการปล่อยจรวด 2 ครั้งในเดือน ก.พ. และ มี.ค. เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่แตกต่างกัน จาเร็ด ไอแซคแมน ผู้บริหารนาซา กล่าวว่า "การปล่อยจรวดที่มีความสำคัญและซับซ้อนอย่างจรวด SLS ทุก 3 ปีไม่ใช่หนทางสู่ความสำเร็จ"

ก่อนหน้านี้ ภารกิจอาร์ทิมิส 1 ไม่ได้ส่งนักบินอวกาศไปด้วยมีขึ้นในเดือน พ.ย. 2022

เขากล่าวว่า นาซาต้องเลิกมองจรวดแต่ละลำ "ราวกับเป็นงานศิลปะ" และเริ่มปล่อยจรวดด้วยความถี่ที่สมกับเป็นโครงการที่จริงจัง

โดยพื้นฐานแล้ว มันเป็นการประกาศว่าการเรียนรู้บทเรียนเดิมซ้ำ ๆ ทุก 3 ปีนั้นต้องยุติลง

นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสิ่งนี้เป็นการปรับมุมมองใหม่ให้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น และเมื่อพิจารณาจากความทะเยอทะยานนั้น ภารกิจนี้ได้แสดงให้เราเห็นอะไรบ้างในช่วง 6 วันที่ผ่านมา นับตั้งแต่ รีด ไวซ์แมน, วิคเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา โคช และเจเรมี แฮนเซน ขึ้นบินเมื่อ 1 เม.ย.

คำตอบสั้น ๆ ก็คือ มากกว่าที่แม้แต่ผู้มองโลกในแง่ดีก็ยังไม่กล้าหวัง

A tall white and orange rocket is blasting off from a coastal launch pad. Flames and bright white exhaust pour from its base, creating a wide, glowing tail that hides the ground in thick clouds of smoke. The rocket is pencil‑thin and points straight up into a clear blue sky, with the sea faintly visible behind it. Slender white booster rockets cling to either side of the central orange core. To the left and right stand two latticework metal towers, like giant scaffolding poles, framing the rocket. A rounded white tank sits nearby on spindly legs, partly lost in the steam. The overall impression is of immense power and light as the vehicle climbs away, leaving a boiling, churning cloud where it stood.

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, นักบินอวกาศกล่าวว่า การเดินทางราบรื่นอย่างน่าประหลาดใจ ขณะที่จรวดที่ทรงพลังที่สุดของนาซานำพวกเขาขึ้นสู่วงโคจรโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

จรวดที่ทำหน้าที่ได้สำเร็จ

จรวด SLS สร้างแรงขับดัน 8.8 ล้านปอนด์ขณะปล่อยตัว และจากการวัดผลทุกอย่างที่วิศวกรให้ความสำคัญพบว่าทำงานได้ตามแผน ทุกขั้นตอนของการขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ตามคำพูดที่เรียบง่ายของศูนย์ควบคุมภารกิจคือ "เป็นไปตามปกติ" แรงดันไดนามิกสูงสุด การดับเครื่องยนต์หลัก และการแยกบูสเตอร์

การปรับเส้นทางโคจรไปยังดวงจันทร์ที่วางแผนไว้ 2 ใน 3 ครั้งถูกยกเลิก เนื่องจากวิถีโคจรมีความแม่นยำมากอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องปรับอีก ซึ่ง ดร.ซิเมียน บาร์เบอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านอวกาศจากมหาวิทยาลัยเปิด (Open Univertsity) กล่าวว่า "ต้องยกเครดิตให้พวกเขา พวกเขาทำได้ถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก"

หนึ่งวันหลังจากการปล่อยยาน ก็มาถึงช่วงเวลาสำคัญ ยานโอไรออนจุดเครื่องยนต์หลักเป็นเวลา 5 นาที 55 วินาที ซึ่งเรียกว่าการจุดเครื่องยนต์เพื่อเข้าสู่ดวงจันทร์ (translunar injection burn) ทำให้ยานอวกาศเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางวนรอบไปยังดวงจันทร์โดยไม่จำเป็นต้องทำการปรับวงโคจรครั้งใหญ่ใด ๆ เพิ่มเติมอีก

ดร.ลอรี เกลซ หัวหน้าโครงการอาร์ทิมิส กล่าวว่า การเผาไหม้ของเครื่องยนต์อันทรงพลังนั้น "ไร้ที่ติ"

Inside a cramped spacecraft cabin, five astronauts float side by side in weightlessness. They wear matching black T‑shirts with a small mission patch on the chest and pale trousers with Velcro straps. Their faces are blurred, but their relaxed body language suggests they are chatting to camera. Behind them, every surface is crowded with white padded panels, cables, pipes and equipment. Above their heads, American and Canadian flags are pinned to a storage bag, with a colourful “America 250” sign between them. To the left, a netted bundle of blue and orange bags is tethered down, preventing it from drifting.

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, เจเรมี แฮนเซน, คริสตินา โคช, รีด ไวซ์แมน และ วิคเตอร์ โกลเวอร์ (จากซ้ายไปขวา) เป็นกลุ่มทดลอง เพื่อทดสอบว่ามนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับยานอวกาศอย่างไร
A dark circle in th eblackness of space with the Sun's atmosphere shimmering around its edges.

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์ ดังที่ลูกเรือของยานโอไรออนถ่ายภาพไว้ในห้วงอวกาศอันไกลโพ้น

มนุษย์ในเครื่องยนต์

จุดประสงค์อย่างเป็นทางการของภารกิจนี้คือการส่งคนเข้าไปในยานโอไรออนและค้นหาสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่กับตัวยานเท่านั้น แต่รวมถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างลูกเรือและเครื่องยนต์ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นตรงกับที่คาดการณ์ไว้ และเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียนรู้ได้จากแบบจำลอง

มีปัญหาเกี่ยวกับห้องน้ำ มีปัญหาเรื่องเครื่องจ่ายน้ำดื่ม ทำให้ลูกเรือต้องบรรจุน้ำดื่มใส่ถุงเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีปัญหาการทำงานผิดพลาดเล็กน้อยในระบบฮีเลียมระบบหนึ่ง ซึ่งถูกเอ่ยถึงในการแถลงข่าวช่วงแรก และได้รับการแก้ไขแบบเงียบ ๆ แล้ว

ดังที่บาร์เบอร์ได้กล่าวไว้ว่า "ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับการดึงมนุษย์เข้ามามีส่วนร่วม มนุษย์ที่น่ารำคาญเหล่านี้ที่กดปุ่ม หายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ต้องการเครื่องปรับอากาศ และต้องการใช้ห้องน้ำ มันเป็นเรื่องของว่าระบบจะทำงานได้อย่างไรเมื่อมีคนเหล่านั้นอยู่บนยาน"

วิศวกรที่คอยตรวจสอบระบบกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ของยานโอไรออนผ่านการทดสอบแบบต่อเนื่อง หรือทดสอบการควบคุมยานอวกาศเมื่อปิดใช้งานเครื่องยนต์ขับดันโดยเจตนา กำลังสร้างหลักฐานยืนยันว่ายานลำนี้มีความปลอดภัยเพียงพอในการนำมนุษย์ไปยังพื้นผิวของดวงจันทร์ได้

การประเมินโดยรวมของบาร์เบอร์นั้นตรงไปตรงมา "โดยรวมแล้วดูเหมือนว่ายานโอไรออนจะทำงานได้ค่อนข้างดีทีเดียว โดยเฉพาะระบบขับเคลื่อน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด"

วิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม หรือแค่โฆษณาชวนเชื่อของนาซา ?

นาซาได้กล่าวถึงผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับ ลูกเรือได้ทำการสังเกตการณ์อย่างละเอียดระหว่างการบินผ่าน โดยบันทึกลักษณะทางธรณีวิทยาประมาณ 35 แห่งแบบเรียลไทม์ การเปลี่ยนแปลงของสีที่อาจบ่งบอกถึงองค์ประกอบของแร่ธาตุ และสุริยุปราคาจากห้วงอวกาศ ซึ่งวิคเตอร์ โกลเวอร์ นักบิน บอกวว่า "มันดูไม่เหมือนจริงเลย"

ภาพหนึ่งที่โดดเด่นคือ "แอ่งโอเรียนทาเล" (Orientale) ซึ่งเป็นหลุมอุกกาบาตขนาด 600 ไมล์ ใกล้ด้านไกลของดวงจันทร์ ที่มนุษย์ได้มองเห็นอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก

แต่กระนั้น วิทยาศาสตร์ก็ไม่ใช่ประเด็นหลัก ศาสตราจารย์คริส ลินทอตต์ แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้ร่วมดำเนินรายการเดอะสกาย แอท ไนท์ (The Sky at Night) กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "คุณค่าทางศิลปะของภาพที่ได้จากภารกิจอาร์ทิมิสและลูกเรือมีนัยสำคัญ แต่คุณค่าทางวิทยาศาสตร์นั้นมีจำกัด"

ก่อนหน้านี้ ยานสำรวจจันทรายาน 3 ของอินเดีย (India's Chandrayaan-3) ลงจอดใกล้ขั้วโลกใต้ในปี 2023 ส่วนยานสำรวจฉางเอ๋อ 6 ของจีน (China's Chang'e-6) เก็บตัวอย่างจากด้านไกลของขั้วโลกใต้ในปี 2024 ยานสำรวจหุ่นยนต์เหล่านี้ได้ทำการสำรวจและทำแผนที่ภูมิประเทศนี้อย่างละเอียดอย่างน่าทึ่ง

A cresent view of the Earth with sunlight falling on th eright side of its surface in the blackness of space.

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, ภาพที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่: มุมมองของโลกจากยานโอไรออน

ช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่สุดไม่ได้มาจากอุปกรณ์ใด ๆ แต่มาจากลูกเรือ ขณะที่นักบินอวกาศทำลายสถิติระยะทางที่ลูกเรือในภารกิจอะพอลโล 13 (Apollo 13) ที่ประสบเหตุในปี 1970 ทำไว้ เจเรมี แฮนเซน ผู้เชี่ยวชาญภารกิจ ได้โทรแจ้งไปยังศูนย์ควบคุมภารกิจในฮิวสตัน

เขากล่าวว่า มีหลุมอุกกาบาตอยู่ตรงรอยต่อระหว่างด้านใกล้และด้านไกลของกาแล็กซี ซึ่งเป็นจุดสว่างทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหลุมอุกกาบาตกลูชโก (Glushko)

"เราสูญเสียคนที่เรารักไป" เสียงของเขาเริ่มสั่นเครือ "เธอชื่อแครอล ภรรยาของรีด แม่ของเคทีและเอลลี และเราอยากจะเรียกเธอว่าแครอล" ความเงียบเข้าปกคลุมนาน 45 วินาที ผู้บัญชาการรีด ไวซ์แมน ร่ำไห้ ลูกเรือกอดกัน กลับมาที่โลก ลูกสาวของเขากำลังเฝ้าดูอยู่จากฮิวสตัน

ช่วงเวลานั้นมีความสำคัญด้วยเหตุผลที่นอกเหนือไปจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว

โครงการอวกาศที่ไม่สามารถสร้างอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงและเป็นธรรมชาติของมนุษย์ได้ มักจะอยู่ได้ไม่นาน เหตุผลที่โครงการอะพอลโลยังคงอยู่ในความทรงจำทางวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงแค่ด้านวิศวกรรมเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่มันสื่อถึงความก้าวกระโดดและความกล้าหาญของมนุษย์ด้วย

ในห้วงเวลานั้น ภารกิจอาร์ทิมิส 2 ก็ได้อ้าง[ความสำเร็จ]ในแบบเดียวกัน

A white cylindirical spacecraft in the blackness of space. Nasa is wriotten in large letters on its side

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, แผ่นกันความร้อนของยานโอไรออนจะได้รับการทดสอบขณะที่มันกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก

บททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดกำลังจะมาถึง

ภารกิจนี้ยังไม่จบสิ้น ยานโอไรออนกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน โดยมีกำหนดลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้เมืองซานดิเอโก วันที่ 11 เม.ย. นี้

ภารกิจที่เหลืออยู่คือ การกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลอย่างมากหลังภารกิจอาร์ทิมิส 1 เมื่อความเสียหายของแผ่นกันความร้อนที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดทำให้เกิดการสอบสวนซึ่งส่งผลให้ภารกิจนี้ล่าช้าไปกว่า 1 ปี ยานโอไรออนจะเคลื่อนที่เข้าสู่ชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วประมาณ 25,000 ไมล์ต่อชั่วโมง (40,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

นั่นคือการทดสอบที่ไม่มีแบบจำลองใดสามารถจำลองได้ และผลลัพธ์ของการทดสอบนี้จะกำหนดมรดกของภารกิจนี้ได้มากกว่าภาพใด ๆ ที่บันทึกจากด้านไกลของดวงจันทร์เสียอีก

หากการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเป็นไปด้วยดี ภาพที่ปรากฏจากภารกิจอาร์ทิมิส 2 จะเป็นภาพที่น่ายินดีอย่างแท้จริง จรวดทำงานได้ ยานอวกาศทำงานได้ ลูกเรือควบคุมระบบต่าง ๆ ด้วยความสามารถและความสง่างาม และในที่สุดนาซาก็ได้วางแผนอันน่าเชื่อถือเพื่อต่อยอดจากความสำเร็จในครั้งนี้ แทนที่จะรออีก 3 ปีแล้วเริ่มต้นใหม่

การลงจอดบนดวงจันทร์ภายในปี 2028 ยังคงเป็นเรื่องที่ยากอยู่ บาร์เบอร์คาดการณ์ว่าน่าจะใช้เวลาราว 3-4 ปี และการคาดการณ์นี้ก็ยากที่จะโต้แย้งได้

แต่ความราบรื่นของภารกิจนี้ ตั้งแต่การปล่อยจรวดจนถึงการบินผ่านดวงจันทร์ ได้เปลี่ยนโอกาสไปในทิศทางที่ดีขึ้น คำถามจึงไม่ใช่ว่ายานโอไรออนจะบินได้หรือไม่ คำถามคือว่ายานลงจอด จังหวะเวลา และเจตจำนงทางการเมืองจะสามารถตามทันได้หรือไม่ อย่างน้อยที่สุดยานอวกาศก็ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว

ภารกิจอาร์ทิมิส 2 ถือเป็นเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจและเรื่องราวแห่งวิทยาศาสตร์ เหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมาสะท้อนถึงโครงการอะพอลโล ในช่วงเวลาที่โลกนี้ขาดเรื่องราวดี ๆ เช่นเดียวกับในช่วงทศวรรษที่ 1960 ที่มีสงครามทั่วโลกและความไม่สงบภายในสหรัฐฯ นี่คือช่วงเวลาที่เราสามารถระลึกได้ว่าเราเป็นหนึ่งเดียวกัน เราสามารถมองเห็นภาพของโลกได้

นี่ไม่ใช่จุดจบของเรื่องราวใด นี่เป็นเพียงการทดสอบการบินเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการลงจอดบนดวงจันทร์ในอนาคต ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่จะมีอีกหลายครั้งตามมา