วิเคราะห์: “ประยุทธ์โพล” ล็อคที่มา “นายกฯคนที่ 30” ?

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 เจ้าของ 4 คำถามถึงประชาชน เพื่อนำไปกำหนดอนาคตทางการเมือง
คำบรรยายภาพ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 เจ้าของ 4 คำถามถึงประชาชน เพื่อนำไปกำหนดอนาคตทางการเมือง
    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวอิสระ บีบีซีไทย
  • Published

"ประยุทธ์ไม่อยู่แล้วจะเรียกใคร" เป็นคำถามใหม่ที่ไม่ได้อยู่ใน 4 คำถามจากนายกฯถึงประชาชน ซึ่งกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงการเมือง เพราะถูกตีความว่าส่งสัญญาณขอ "อยู่ต่อ" ทำให้ "คำถามโพล" ถูกมองว่าเป็นลูกต่อเนื่องจาก "คำถามพ่วง" ที่เปิดทางให้มีนายกฯ คนนอก

"คำถาม 4 ข้อ" จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถูกโยนขึ้นมากลางรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน" ค่ำวันศุกร์ที่ 26 พ.ค.2560 ชวนประชาชนร่วม "ส่งคำตอบ" ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เพื่อ "รับทราบความเห็น และนำมาพิจารณาแนวทางการทำงานต่อไป" สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างยิ่งทางการเมือง ช่วงปลายโรดแมปนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งในอีก 12-15 เดือนข้างหน้า

แม้ต่างสังกัด แต่นักการเมืองหลายพรรคฟันธงตรงกันว่านี่คือปฏิบัติการเช็คกระแสหนุน-ต้าน หากผู้นำคสช.จะขอ "ต่อเวลาทางการเมือง" ไม่ใช่ "เลื่อนวันเลือกตั้ง" แต่มองถึงการกลับมาครองอำนาจอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง

เพราะถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเพียง 3 วัน (23 พ.ค.2560) พล.อ.ประยุทธ์ส่ง "สัญญาณแรก" ด้วยการตอบคำถามแบบไม่ปิดกั้นอนาคตทางการเมืองของตัวเอง หลังผู้สื่อข่าวระบุว่ามีแฟนคลับสอบถามมาว่านายกฯ จะลงสมัครเลือกตั้งหรือไม่ คำตอบที่ได้คือ "ไม่รู้เลย ไม่รู้"

ขณะที่ 3 วันหลังปล่อย "ประยุทธ์โพล" ออกสู่สาธารณะ (29 พ.ค.2560) นายกฯ ถูกถามเรื่องนี้อีกครั้งว่า 4 คำถามที่ออกมา นักการเมืองมองว่าเพราะต้องการอยู่ในอำนาจต่อ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า "อยู่ได้อย่างไร ถ้าอยากอยู่ต่อ ผมต้องถามว่าต้องการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ผมไม่ได้ถาม เมื่อไม่ได้ถามก็อย่าไปตีความ แต่ผมถามว่าถ้าเกิดปัญหาในวันหน้าจะแก้ไขอย่างไร หรือต้องเรียกทหารออกมาปฏิวัติอีก คุณ (สื่อมวลชน) จะเอาอะไรกับผม"

พร้อมทิ้งอีกหมัดเด็ดเป็น "คำถามที่ 5" ว่า "วันหน้าถ้าเกิดปัญหาขึ้นอีกจะเรียกใคร ประยุทธ์ไม่อยู่แล้วจะเรียกใคร"

ทางเลือกระหว่าง "บังโมเดล" หรือ "เปรมโมเดล"

โจทย์ที่ผู้มีอำนาจยังขบคิดไม่ตกคือหากมีความจำเป็นต้อง "ไปต่อ" จะลุยตั้งพรรคการเมืองเอง ตามรอยหัวหน้าคณะรัฐประหารปี 2549 ที่ชื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ผู้สนับสนุนหลักการเกิดขึ้นของพรรคเพื่อแผ่นดินในการเลือกตั้งปี 2550 หรือรอให้พรรคการเมืองที่มีอยู่ในสารบบไปสู้รบกันมาให้จบในสนามเลือกตั้ง แล้วแต่งตัวรอเป็น "นายกฯ รับเชิญ" แบบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (2523-2531)

ไม่ว่าจะเลือก "บังโมเดล" หรือ "เปรมโมเดล" ก็มีความเสี่ยงต้องแบกรับทั้งสิ้น

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นครั้งแรกหลังรัฐประหารปี 2549 ระหว่างร่วมงานศพมารดาของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่วัดโสมนัสวรวิหาร เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2551
คำบรรยายภาพ, นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นครั้งแรกหลังรัฐประหารปี 2549 ระหว่างร่วมงานศพมารดาของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่วัดโสมนัสวรวิหาร เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2551

นายวิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การออกแบบคำถามเช่นนี้ คงต้องการให้มีการเลือกตั้งภายใต้แนวคิดว่าทำอย่างไรให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับมาเป็นนายกฯ อีก ซึ่งการตั้งพรรคทหารไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องได้เสียง ส.ส.มากพอ ทหารคงเข้าใจเรื่องนี้ดี จึงต้องหาวิธีล็อบบี้เพื่อรวมเสียง ส.ส.พรรคอื่นให้มากพอต่อการลงมติเลือกนายกฯ โดยมี ส.ว. 250 คนคอยสนับสนุน เพราะทหารก็รู้ว่าความชอบธรรมในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยมีอยู่จริง และเราต้องก้าวไปสู่จุดนั้นเพื่อบอกกับประชาคมโลกว่ามีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแล้ว และคนในระบบรัฐสภาเป็นคนเลือกเขาให้เป็นนายกฯ

"รัฐบาลพล.อ.เปรมคือการประนีประนอมระหว่างระบอบทหารที่ปกครองประเทศมายาวนาน กับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยแบบสากลหลังผ่านเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 และ 2519 จึงเกิดเป็น 'ประชาธิปไตยครึ่งใบ' แน่นอนว่านายกฯ อย่างพล.อ.เปรมเป็นโมเดลที่หลายคนใฝ่ฝัน เพราะลดความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ได้ แต่บริบทปัจจุบันไม่เหมือนเดิม เราไม่ได้มีความขัดแย้งทางอุดมการณ์แบบยุคนั้น ดังนั้นการใช้ 'ไพ่ความมั่นคง' อ้างถึงเหตุการณ์ไม่สงบ อ้างถึงระเบิด จะเพียงพอหรือไม่ที่จะให้ทุกคนยอมรับสภาพไม่เป็นประชาธิปไตย" นายวิโรจน์กล่าว

Thai Cabinet

ส่วนความเสี่ยงทางการเมืองในกรณีหัวหน้า คสช.หวนคืนเก้าอี้นายกฯ สมัยที่ 2 นายวิโรจน์เห็นว่าจะก่อให้เกิดเงื่อนไขทางการเมือง ทำให้สังคมรู้สึกว่ากติกาที่ออกแบบมา 3 ปีนี้เพื่อปูทางไปสู่การสืบทอดอำนาจ ส่วนความรู้สึกจะรุนแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แม้ในทางการเมือง คนต้องการให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย แต่ปัญหาใหญ่คือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ถ้าปล่อยไปถึงจุดที่คนไม่มีจะกิน ก็จะกลายเป็นแรงกดดันทางการเมือง และการจัดการจะไม่ง่ายแบบปัจจุบันที่ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

ที่ปรึกษาประวิตรเงียบปม "ฉันทามติให้เป็นนายกฯ จนสงบ"

ขณะที่นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) เจ้าของข้อความในเฟซบุ๊ก (24 พ.ค.2560) ที่ว่า "ขณะนี้ประชาชนทั่วประเทศแสดงความจำนงเป็นฉันทามติ ให้นายกฯตู่บริหารประเทศต่อไปจนกว่าจะสงบเรียบร้อย" หลังเหตุระเบิดภายในโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ปฏิเสธจะให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า "ฉันทามติ" ที่เขาอ้างถึงเกี่ยวข้องอย่างไรกับ "ประยุทธ์โพล"

ถอดรหัส 4 คำสำคัญใน 4 คำถามนายกฯ

อย่างไรก็ตามถ้าถอดรหัส 4 คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ จะพบ "4 คำสำคัญ" คือ ธรรมาภิบาล, ประชาธิปไตย, ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูป ซึ่งล้วนแต่เป็นคำที่ถูกใช้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตั้งฉายาว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" นั่นทำให้ "การเลือกตั้งที่ทำให้ได้รัฐบาลธรรมาภิบาล" กลายเป็นคำถามข้อแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องการตอกย้ำจุดยืนเดิมของ "รัฐบาลปราบโกง" มากกว่าแสวงหาหาคำตอบใหม่

เช่นเดียวกับคำถามข้อ 3 ที่อ้างถึง "ยุทธศาสตร์ชาติ" ซึ่งนักการเมืองและนักวิชาการระบุตรงกันว่าเป็นการลดทอนคุณค่าของ "ประชาธิปไตยแบบตัวแทน" และทวงถามความรับผิดชอบล่วงหน้าจากบรรดา "นักเลือกตั้ง" ที่อาจไม่คำนึงถึงกลไกที่ คสช.วางไว้ ทั้งที่เรื่องนี้อาจไม่เป็นประเด็นให้กังวล เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 (ม. 65, 165) กำหนดให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาโดยต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งรัฐบาล คสช.กำลังจัดทำอยู่ในขณะนี้

ประชาชนร้อยละ 58.07 เห็นชอบกับคำถามพ่วงในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ร่วมโหวตเลือกนายกฯ ได้
คำบรรยายภาพ, ประชาชนร้อยละ 58.07 เห็นชอบกับคำถามพ่วงในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ร่วมโหวตเลือกนายกฯ ได้

สำหรับประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เคยถูกนักการเมืองหยิบมาโจมตีไปแล้วช่วงนับถอยหลังประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.2559 เช่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ชี้ว่าเป็น "กับดักพรรคเสียงข้างมาก" ทำให้เกิด "รัฐบาลเป็ดง่อย" จะคิด-ทำนโยบายใหม่ๆ ได้ลำบาก เพราะติดอยู่กับกรอบที่ คสช.วางไว้

แต่คำถามที่นักวิเคราะห์การเมืองจัดให้เป็น "ไฮไลท์" คือคำถามข้อ 4 "กลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่" เพราะเป็น "คำถามนำ" ที่ชี้ชวนให้ประชาชนในฐานะ "เจ้าของประเทศ" เปรียบเทียบระหว่างนักเลือกตั้งในอดีตกับนักแต่งตั้งในปัจจุบัน เพราะถูกมองว่ามีนัยล็อคสเปค "นายกฯ คนที่ 30"

ทั้งนี้ ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ ต้องได้รับความเห็นชอบในที่ประชุมร่วมกับของรัฐสภาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือ 376 จาก 750 เสียง (ม. 272) แน่นอนว่า คสช.สามารถคุมเสียงใน "สภาสูง" 250 คนได้ทั้งหมด เนื่องจาก ส.ว.ชุดใหม่จะมาโดยการคัดเลือกของ คสช. ร่วมด้วยผู้บัญชาการเหลาทัพ 6 คน (ม. 269)

อย่าลืมว่าบทบาทสำคัญของสภาสูงได้มาจาก "คำถามพ่วง" ที่ถูกบรรจุลงรัฐธรรมนูญ ซึ่งในการร่วมลงมติเลือกนายกฯ จะเสนอชื่อบุคคลที่อยู่นอกบัญชีพรรคการเมืองก็ได้ นาทีนี้เชื่อกันว่ามี "ชื่อเดียว"

PM

นักการเมืองระดับหัวหน้าพรรค 2 พรรค ระบุกับบีบีซีไทยว่าปัจจัยชี้ขาดเรื่องการมี "นายกฯ คนนอก" คือคะแนนเสียงที่ "พรรคอันดับ 1" ได้มา หากชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงใกล้เคียงกึ่งหนึ่ง หรือ 220-250 เสียงขึ้นไป เชื่อว่าการเมืองจะเดินไปตามสูตรปกติ เพราะลำพังการมี "พรรค ส.ว." เป็นพวก ไม่ใช่เครื่องการันตีว่าการบริหารราชการแผ่นดินจะราบรื่น เนื่องจากการผ่านร่างกฎหมาย หรือลงมติสำคัญๆ ในสภาจะเป็นไปด้วยความลำบาก และทำให้เกิดภาวะ "ได้เป็นนายกฯ แต่ปกครองไม่ได้" ทางเลือกที่เป็นไปได้คือการสร้าง "พันธมิตรการเมือง"

ทว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายนัก เพราะล่าสุดนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาปลุก 4 พรรคการเมืองให้สงบศึกแล้วจับมือต่อสู้กับ "พรรคทหาร" ซึ่งปรากฏการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงประชามติ เมื่อพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์กลายเป็น "แนวร่วมมุมกลับ" ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

มีชัยชม 4 คำถามตอบโจทย์รัฐธรรมนูญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า "ประยุทธ์โพล" เป็นประเด็นที่ต่อเนื่องเชื่อมร้อยกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ทำให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ออกมาขานรับกับ 4 คำถามของนายกฯ โดยบอกว่า "เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นการตอบโจทย์รัฐธรรมนูญที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญใหม่เขียนไว้ว่าเวลามีเรื่องสำคัญต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม"

พร้อมพูดเป็นนัย ถ้าได้คำตอบมาว่าให้เข้มงวดขึ้น ป้องกันคนไม่ดีเข้าสู่การเมือง กฎหมายเลือกตั้งก็อาจจะเข้มงวดขึ้นเท่าที่จะเข้มงวดได้

นี่ถือเป็นความพยายาม "รุกคืบ" สกัด "ขั้วอำนาจเก่า" ที่ถูกแช่แข็งมานาน 3 ปีหลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557

และน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าโพลที่ พล.อ.ประยุทธ์กำลังทำ จะนำไปสู่การตัดสินใจลงจากอำนาจอย่างไร!!!