You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สุชาติ สวัสดิ์ศรี รู้สึกแปลกแยก ย้อนแย้ง หลังถูกปลดจากศิลปินแห่งชาติ
ไม่กี่เดือนก่อน พ.ค. 2557 "สิงห์สนามหลวง" ในวัย 70 ปีเศษ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเปิดใช้คอมพิวเตอร์อย่างไร ต้องอาศัยลูกชายที่มีอยู่คนเดียวให้ช่วยเปิดบัญชีเฟซบุ๊กภายใต้ชื่อ-นามสกุลจริง "สุชาติ สวัสดิ์ศรี" เพื่อเป็นพื้นที่เผยแพร่ศิลปะ งานคิดงานเขียนแทนการจับปากกา
แต่การยึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค. 2557 กระตุ้นให้เขาใช้โซเชียลมีเดียยุคบุกเบิกนี้เป็นช่องทางแสดงความเห็นคัดค้านสภาพการณ์ทางการเมืองที่เขาคุ้นชินแต่รับไม่ได้ มาตั้งแต่วัยหนุ่ม
ในช่วงขวบปีแรก ๆ ของการก่อรัฐประหาร มีคนจำนวนหนึ่งถูกเรียกไปปรับทัศนคติ แต่สุชาติยังสามารถวิพากษ์วิจารณ์คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ เขาเชื่อว่าตัวเอง "อยู่ในความสนใจ" ของทางการ เพียงแต่ตำแหน่งศิลปินแห่งชาติค้ำจุนให้ได้รับผลพวงที่น้อยกว่า นั่นก็คือ การโทรศัพท์ไปสอบถามรายละเอียดที่บ้าน การส่งคนมาดูพิกัดที่พักอาศัย
"ตอนนั้นเขายังไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับผมดี" เขาบอกกับบีบีซีไทย
"หากเสรีภาพจะมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง มันคงจะหมายถึงสิทธิที่จะบอกคนอื่นในสิ่งที่พวกเขาไม่อยากรับฟัง"
ประโยคแหลมคมที่จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนไว้ใน 1984 วรรณกรรมการเมืองอันโด่งดัง น่าจะสะท้อนสิ่งที่สุชาติพยายามเรียกร้องมาแต่ไหนแต่ไร รวมทั้งสื่อผ่านเฟซบุ๊กตั้งแต่ช่วงรัฐประหารปี 2557 จนเปลี่ยนผ่านมาเป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่าประชาธิปไตย
ซึ่งในที่สุดคำพูดที่โจ่งแจ้ง จุดยืนที่ชัดเจน ต่อต้านรัฐประหาร สนับสนุนการยกเลิกมาตรา 112 และให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ทำให้เจ้าของนามปากกา "สิงห์สนามหลวง" ได้สถานะศิลปินแห่งชาติที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งเป็นคนแรก นับตั้งแต่มีการเชิดชูเกียรติศิลปินแขนงต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2528
คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติมีมติในการประชุมลับเมื่อ ส.ค. 2564 ให้ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติสุชาติจากการเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ฐานที่โพสต์ถ้อยคำหรือภาพที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันหลักที่คนไทยทั้งชาติให้ความเคารพเทิดทูนโดยไม่สมควรและไม่เหมาะสม
ราวหนึ่งปีก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรีมีมติให้แก้ไขกฎกระทรวงเพื่อให้สามารถยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติได้ หากมีพฤติกรรมเสื่อมเสีย รวมทั้งงดจ่ายผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งการแก้กฎกระทรวงนี้สุชาติเชื่อว่าเป็นความตั้งใจเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการปลดเขา
"ผมก็แปลกใจ หลายคนบอกว่าเขาคงไม่ชอบขี้หน้าผม หรือเขาต้องการบอกในทางอ้อมว่าสิ่งที่ผมกระทำ คือความเห็นต่างไปจากเขา น่าจะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อที่จะบอกให้ศิลปินแห่งชาติคนอื่น ๆ อยู่ในระบบ แต่สำหรับผม เป็นศิลปินต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก เพราะเสรีภาพของศิลปินก็คือเสรีภาพของประชาชน" สุชาติ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยที่อยู่ในกรุงลอนดอนผ่านแอปพลิเคชันซูม
อดีตศิลปินแห่งชาติที่ได้รับเกียรตินี้อยู่นาน 10 ปี บอกว่าการแสดงออกทางโซเชียลมีเดียของเขาเป็นไปโดยเปิดเผยและสุจริตใจ เป็นความเห็นและหลักการที่เขายึดถือไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่ที่เคยเคลื่อนไหวในยุค 14 ตุลา และ 6 ตุลา เป็นแนวคิดที่เขาและเพื่อนฝูงในแวดวงศิลปิน นักคิด นักเขียน เคยยึดมั่นเป็นหลักต่อสู้กับอำนาจรัฐประหารที่ครอบงำประเทศ
"ในชั่วชีวิตผมผ่านรัฐประหารมา 6-7 ครั้ง ดังนั้นจึงเห็นสภาพของสิ่งที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ซึ่งมันควรจะได้รับบทเรียน คนในประเทศควรจะชัดเจนตรงนี้…การมีรัฐประหารเกิดขึ้นทุกครั้งเท่ากับปิดหนทางบางสิ่งบางอย่าง หรืออย่างน้อยมันก็ตัดต่อทางความคิด ทำให้คนกลัวที่จะแสดงออก สิ่งที่เราเคยคิดเคยฝันว่าเราอยากมีเสรีภาพ อยากมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมตัดสินชะตากรรมของเราเองของสังคม สิ่งนี้มันหายไป…แล้วครั้งที่ผ่านมานี้ มันเห็นอาการนี้ในคนยุคเบบี้บูมเมอร์ รุ่นราวคราวเดียวกันกับผม ชัดเจนมากขึ้น ก็มีส่วนหนึ่งที่ยังไปกันได้ แต่เป็นส่วนน้อย ยิ่งเป็นศิลปินแห่งชาติด้วยกันยิ่งไม่เห็นเลย"
สุชาติบอกว่าเขารู้สึกเหมือนเป็นคนนอก แปลกแยก และย้อนแย้งเมื่อขาดแรงหนุนตามสมควรจากทั้งคนที่เคยร่วมอุดมการณ์เดียวกัน นักเขียนที่เคยผ่าน "การดูแล" ของเขา และแม้แต่ผู้ที่อยู่ในทำเนียบศิลปินแห่งชาติด้วยกัน ที่แปลกใจยิ่งกว่าคือจู่ ๆ คนรุ่นเดียวกับเขาหลายคนดูจะเลิกสนใจเรื่องการเมือง ทั้งที่เคยแสดงความคิดเห็น เคยร่วมกระบวนการทางการเมืองกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) มาก่อน
ในวันนี้ กำลังใจที่ศิลปินสูงวัยได้รับกลับมาจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่อายุน้อย แต่คนกลุ่มนี้คือผู้ที่ออกมายื่นข้อเรียกร้องทางการเมืองอย่างที่เขาเคยทำ กับยังต้องการให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ด้วย
"ผมรู้สึกมีพลังจากพวกเขา และที่บอกว่าเอาละ ไม่ต้องไปสนเรื่องศิลปินแห่งชาติ เพราะเขาให้ผมเป็นศิลปินแห่งราษฎร์คนแรก ผมก็รู้สึกภูมิใจแหละ มันมีคนรุ่นเจนซี (Z) ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อตัวเขา เพื่ออนาคตของเขา…ผมเองก็คล้าย ๆ กองหนุน ผมเห็นด้วยว่ามันเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะกลับไปนับหนึ่งใหม่ มันเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะพาสังคมย้อนกลับไปก่อน พ.ศ.2475"
สุชาติบอกบีบีซีไทยว่าวันที่ 14 ต.ค.นี้ จะเดินทางไปยังศาลปกครอง พร้อมกับทนายความจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เพื่อยื่นฟ้องคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติและกระทรวงวัฒนธรรมที่ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติเขา ซึ่งจนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่ใช้เป็นเหตุผล ทั้งยังไม่ให้โอกาสเขาได้ชี้แจงก่อนลงมติ
สุขาติและทีมทนายจะเรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมชดใช้ค่าเสียหายต่อการละเมิดสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง เป็นเงิน 1.12 ล้านบาท และจะขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการเป็นศิลปินแห่งชาติของเขาไว้ จนกว่าจะมีคำพิพากษา
"ตอนนี้ผมได้รับความเสียหายอับอาย หลายคนบอกว่าเรื่องมันเลยตัวผมไปแล้ว ควรทำเพื่อให้เป็นบรรทัดฐาน" อดีตบรรณาธิการวารสารและนิตยสารหลายฉบับ บอกบีบีซีไทย
จากศิลปิน นักเขียนที่คุ้นชินกับปากกา กระดาษ หมึกพิมพ์ และแท่นพิมพ์ วันนี้เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊กสุชาติ สวัสดิ์ศรี มีผู้ติดตามทางออนไลน์มากกว่า 5 หมื่นคน
เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีต นักเขียนที่หลายคนยกย่องเป็นครูและบางคน "ถล่มซ้ำ" เมื่อถูกปลดจากตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ เชื่อว่าชีวิตศิลปินของเขาก็ไม่ต่างจากชาวนา หรือกรรมกรที่ต้องทำงานแลกค่าตอบแทน แต่ในแง่ของการแสดงความคิดเห็น เขาไม่ยอมปล่อยตัวเองให้หลุดเข้าไปในกรอบจารีตนิยมที่เขาเห็นว่าเป็นผลพวงของการก่อรัฐประหารหลายครั้งหลายครา และสิ่งนี้คอยกดทับจินตนาการของนักคิดนักเขียนจำนวนหนึ่ง
"คนทำงานศิลปะ ยิ่งเป็นข้าราชการ ยิ่งต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง จะคิดจะเขียนอะไร ก็ต้องมองหน้ามองหลัง มันเป็นสภาพที่เห็นชัดเจนว่าแตกต่างจากที่อื่น"
เปิดเอกสารมติคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2564 สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี พ.ศ. 2554 ซึ่งใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อว่า "สุชาติ สวัสดิ์ศรี" โพสต์เอกสารจากกระทรวงวัฒนธรรม ที่ส่งมาถึงเขาเพื่อแจ้งถึงประกาศการยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติการเป็นศิลปินแห่งชาติ
ประกาศดังกล่าวระบุว่า สืบเนื่องจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มีมติในการประชุมลับยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรตินายสุชาติ สวัสดิ์ศรี เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 2564 และไม่ได้มีการโต้แย้งคัดค้านใด ๆ ตามที่คณะกรรมการกำหนดภายใน 30 วัน จึงออกประกาศยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรติการเป็นศิลปินแห่งชาติ ลงชื่อนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
เอกสารประกาศมีเนื้อความตอนหนึ่งระบุว่า "คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ที่เข้าร่วมประชุมให้ยกเลิกการยกย่องเชิดชูเกียรตินายสุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ เนื่องจากนายสุชาติ สวัสดิศรี ได้ทำการโพสต์ข้อความที่เป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมลงในสื่อเฟซบุ๊กอยู่เป็นประจำ โดยมีถ้อยคำหรือภาพที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักที่คนไทยทั้งชาติ ให้ความเคารพเทิดทูน โดยไม่สมควรและไม่เหมาะสม ซึ่งตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 6 องค์พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ เรื่องนี้ถือเป็นวัฒนธรรมในสังคมไทยที่สำคัญ ซึ่งศิลปินแห่งชาติจะต้องเคารพในหลักวัฒนธรรมไทย และศิลปินแห่งชาติจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ประพฤติปฏิบัติโดยแสดงออกทางกาย วาจา และจิตใจ ที่ไม่ส่งผลให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย และมีความประพฤติที่เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม"
ในโพสต์ดังกล่าว นายสุชาติได้โพสต์ภาพการประชุมออนไลน์ ครั้งที่ 3/2564 ที่มีวาระการประชุมลับของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2564 ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และ นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมร่วมเป็นองค์ประชุม