You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
Memoria ของ "เจ้ย" อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในมุมมองของ ก้อง ฤทธิ์ดี
"โลกใบนี้ไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่มันรุ่มรวย เปรียบได้กับผู้หญิงที่เก็บความทรงจำไว้ในหัวของเธอ เราทุกคนต่างผูกพันกันด้วยกระแสธารที่ไหลเวียนรอบโลกที่ยังอยู่ในยุคดึกดำบรรพ์"
อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย กล่าวถึง "Memoria" ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขาที่ถ่ายทำในประเทศโคลอมเบีย ซึ่งเป็นหนังที่พูดภาษาอังกฤษและสเปน โดยมีดาราอังกฤษ ทิลดา สวินตัน นำแสดงในบทของผู้หญิงที่ถูกหลอกหลอนด้วยเสียงประหลาดที่ดังขึ้นในหัวของเธอ และนำเธอไปสู่การเดินทางเพื่อตามหาต้นกำเนิดของมัน
"Memoria" เป็นหนังที่ผู้ชมทั่วโลกตั้งตารอมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปี และเพิ่งเปิดฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่สายประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังหนังจบ ผู้ชมในโรงยืนขึ้นปรบมือให้หนังนานถึงเกือบ 14 นาที จนทางเทศกาลต้องส่งไมโครโฟนให้ผู้กำกับชาวไทยได้พูดกับคนดู ซึ่งอภิชาติพงศ์ได้กล่าวขอบคุณและลงท้ายว่า "Long Live Cinema" หรือ "ภาพยนตร์จงเจริญ" หนังเรื่องนี้ยังได้รับเสียงวิจารณ์เชิงบวกอย่างท่วมท้นจากสื่อมวลชนนานาชาติ
ค่ำวันพรุ่งนี้ (17 ก.ค.) เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์จะประกาศผลรางวัลปาล์มทองคำ หนึ่งในรางวัลที่ทรงเกียรติที่สุดของโลกภาพยนตร์ ซึ่งเป็นรางวัลที่อภิชาติพงศ์เคยสร้างประวัติศาสตร์เป็นคนทำหนังไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้รางวัลนี้มาแล้วเมื่อปี 2553 จากภาพยนตร์เรื่อง "ลุงบุญมีระลึกชาติ" (Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Lives) ภาพยนตร์อันลุ่มลึกและชวนฉงน ที่อ้างอิงคติการกลับชาติและโยงใยกับความทรงจำของผู้คนในภาคอีสานของไทยในช่วงสงครามเย็น
- ออสการ์ 2020: สนทนากับผู้แปลซับไตเติล Parasite ว่าด้วย "กำแพงสูง 1 นิ้ว" และภาพยนตร์ที่คนพูดถึงมากที่สุดปีนี้
- ออสการ์ : เปิดภาพชีวิตจริงของผู้คน “ชนชั้นปรสิต” ในกรุงโซล
- ออสการ์ 2020 : "โจ๊กเกอร์" นำโด่ง เข้าชิง 11 รางวัล ตามมาด้วย คนใหญ่ไอริช, 1917 และ กาลครั้งหนึ่ง…ในฮอลลีวูด
- ชีวิตของผู้ลี้ภัยเด็กจากซีเรียเปลี่ยนไปอย่างไร หลัง "Capernaum" หนังที่เขาแสดงได้ชิงออสการ์
- สกาลา: บันทึกความทรงจำถึง “ราชาโรงหนังแห่งสยาม” โรงภาพยนตร์สแตนด์อะโลนแห่งสุดท้ายในกรุงเทพฯ
อภิชาติพงศ์เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ "Memoria" ว่าเขาเดินทางไปโคลอมเบียเพื่อร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ Cartagena Film Festival เมื่อหลายปีก่อน และหลงใหลในประเทศอเมริกาใต้แห่งนี้ ประกอบกับความชอบในเรื่องราวผจญภัยในป่าแอมะซอนที่เคยอ่านตอนยังเด็ก หลังจากได้คุยกับโปรดิวเซอร์ชาวโคลอมเบียเพื่อหาความเป็นไปได้ เขาจึงกลับไปที่โคลอมเบียอีกครั้งเพื่อเดินทางไปทั่วประเทศ อันนำมาซึ่งบทภาพยนตร์เรื่อง "Memoria" ในที่สุด
อภิชาติพงศ์ยังกล่าวว่า "บางครั้งเบื่อหน่ายกับการที่ในประเทศไทยเราไม่สามารถทำหนังที่พูดอะไรได้ตรง ๆ แต่ต้องหลีกหนีไปใช้สัญลักษณ์ภาพยนตร์หรืออุปมาอุปมัยแทน"
ดังนั้นถึงจะห่างกันหลายพันไมล์ ฉากหลังของภาคอีสานในหนังเรื่องก่อน ๆ ของเขา กับฉากหลังของเมืองและชนบทของโคลอมเบียใน "Memoria" กลับมีความเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ทั้งประวัติศาสตร์ ความทรงจำ และการเมืองทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น
ในการฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เมื่อวันที่ 15 ก.ค. อภิชาติพงศ์และนักแสดงชาวโคลอมเบียของเขา ชูธงชาติโคลอมเบียที่มีตัวหนังสือ S.O.S เพื่อแสดงออกว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามการชุมนุมเรียกร้องความเท่าเทียมที่ปะทุขึ้นในโคลอมเบีย และนำไปสู่การสังหารประชาชนหลายสิบคนในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา
"ประเทศไทยกับประเทศโคลอมเบียต่างเผชิญหน้ากับระบอบอำนาจนิยมที่ไม่แม้แต่จะพยายามปิดบังตัวเอง" อภิชาติพงศ์กล่าว "ผมสัมผัสได้ถึงความฝันและความอึดอัดของชาวโคลอมเบีย"
จากลิงผี สู่เสียง "ปัง!"
จากผืนป่าและถ้ำอนธกาลในภาคอีสานของประเทศไทย สู่ภูเขาในทวีปอเมริกาใต้ ลัดเลาะไปยังหมู่บ้านและธารน้ำที่ได้ยินเสียงแว่วของลิงป่า การเดินทางของผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยคนสำคัญ ยังคงดำเนินต่อไปราวกับวิญญาณแห่งอดีต ผ่านภาพ เสียง และความไร้กาลเวลาของความทรงจำ
"Memoria" เล่าเรื่องของเจสสิกา ผู้หญิงที่ได้ยินเสียง "ปัง" (หรือ Bang ในคำอธิบายภาษาอังกฤษ) รบกวนสติสัมปชัญญะของเธอแทบตลอดเวลา เจสสิกาท่องไปในกรุงโบโกตาเพื่อพยายามค้นหาว่าเสียงที่ดังก้องในหัวเธอคือเสียงอะไร โดยมีทั้งช่างบันทึกเสียงและนักดนตรีคอยช่วยเหลือ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจเดินทางออกนอกเมือง ผ่านหมู่บ้านและป่าเขา ผ่านอุโมงค์ที่มีการขุดค้นทางโบราณคดี จนพบกับคนแล่ปลาผู้อาจให้คำตอบเธอได้ว่าเสียงประหลาดที่เธอได้ยินคือเสียงอะไร
อภิชาติพงศ์เล่าว่า ต้นกำเนิดของหนังมาจากเสียง "ปัง" ที่เขาได้ยินในหัว เป็นอาการที่ทางการแพทย์เรียกว่า Exploding Head Syndrome ที่ทำให้เขาได้ยินเสียงดังก้องในหัวตอนเช้า ระหว่างครึ่งหลับครึ่งตื่น "การทำหนังเรื่องนี้คือการเดินทางไปพร้อม ๆ กับเสียงสะท้อนแว่วนั้น" เขากล่าว
"ผมพยายามปรับแต่งจังหวะของผมให้เข้ากับตัวละครเจสสิกา เมื่อทิลดาค่อย ๆ เผยตัวเจสสิกาออกมาเรื่อย ๆ ในระหว่างการแสดง ผมรับรู้ได้ถึงสภาพแวดล้อมของเสียงที่วนเวียนรอบตัวเธอ ราวกับว่าเธอเป็นไมโครโฟน และเสียงต่าง ๆ เป็นอาหารของเธอ หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับการฟังและการมอง คล้ายกับการทำสมาธิ"
"Memoria" เป็นหนังที่แตกต่างจาก "ลุงบุญมี" และหนังเรื่องอื่น ๆ ของเขา ทั้งในแง่ต้นธารความคิดและกลวิธีการเล่าเรื่อง แต่หนังยังคงเอกลักษณ์ทางภาพ เสียงปริศนาแห่งความทรงจำและประวัติศาสตร์ และความละเอียดอ่อนในการสัมผัสกับประสาทการรับรู้ รวมทั้งอารมณ์ขันแบบนึกไม่ถึง อันเป็นสิ่งที่คนดูคุ้นเคยกับหนังของอภิชาติพงศ์แทบทุกเรื่องตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา นี่เป็นหนังที่พูดถึงความทรงจำร่วมของมนุษย์ทุกคนในโลก ทั้งความสวยงามและความเจ็บปวด อันเป็นความทรงจำที่ถูกกลบฝังด้วยชั้นดินและกาลเวลา
ถึงแม้จะเป็นหนังเรื่องแรกของเขาที่ถ่ายทำนอกประเทศทั้งหมด อภิชาติพงศ์หลีกเลี่ยงการสร้างภาพแบบ exotic หรือการใช้สีสันและภาพจำอันดาษดื่นของความเป็นอเมริกาใต้ เขาสามารถสร้างเรื่องราวที่จริงใจต่อพื้นที่ ผู้คน แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับถึงสถานะการเป็น "ผู้เดินทาง" และคนต่างถิ่น ดังเช่นตัวละครเจสสิกา ที่เป็นผู้หญิงยุโรปที่อาศัยอยู่ทวีปอเมริกาใต้
"ผมเคยอยากชวนทิลดามาเล่นหนังเรื่องก่อนหน้านี้ "Cemetery of Splendour" ("รักที่ขอนแก่น") แต่เธอไม่เหมาะกับบท เพราะนั่นเป็นหนังที่มีความเป็นท้องถิ่นแบบไทยสูง ผมจึงต้องหาพื้นที่ใหม่ที่เราทั้งสองคนเป็นคนแปลกหน้า เป็นคนต่างถิ่น พื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับเราทั้งคู่" อภิชาติพงศ์ในสัมภาษณ์กับนิตยสาร Hollywood Reporter เมื่อสัปดาห์ก่อน
"เพราะสถานที่เช่นนั้นจะทำให้เราต้องเปิดรับความรู้สึกของเราเต็มที่"
การเดินทางของอภิชาติพงศ์
การเดินทางของอภิชาติพงศ์ในฐานะผู้บันทึกห้วงความรู้สึกได้อย่างละเมียดละไม เริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาจบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และไปเรียนต่อด้านศิลปะที่ The Art Institute of Chicago เขาเริ่มเส้นทางการเป็นศิลปินและคนทำหนังในปี 2543 จากภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก "ดอกฟ้าในมือมาร" (Mysterious Object At Noon) หนังทดลองกึ่งสารคดีที่เล่นกับเทคนิค "ต่อกลอน" และตระเวนถ่ายทำไปทั่วประเทศไทย
ต่อมาในปี 2545 ภาพยนตร์เรื่อง "สุดเสน่หา" (Blissfully Yours) ที่เป็นทั้งหนังรักอ่อนโยนและกล้าหาญในการนำเสนอห้วงอารมณ์เสน่หา ได้รับเลือกให้ฉายในสายประกอบของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ และจบที่ได้รางวัล Prix Un Certain Regard อันทำให้ชื่อ อภิชาติพงศ์ กลายเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักดูหนังสายคอแข็งทั่วโลก อีกสองปีต่อมา "สัตว์ประหลาด" (Tropical Malady) หนังรักที่อบอวลด้วยตำนานเสือสมิง กลายเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ได้เข้าฉายในสายประกวดหลักของเทศกาลเมืองคานส์ และจบที่ได้รางวัล Prix de Jury หรือรางวัลพิเศษจากคณะกรรมการ หลังจากนั้น อภิชาติพงศ์จึงกลายเป็นชื่อที่มีแฟน ๆ หนังติดตามทั่วโลก (โดยคนดูต่างชาติมักจำเขาได้ด้วยชื่อเล่น "Joe" อันแผลงมาจากชื่อเล่นไทย "เจ้ย") และยังเป็นศิลปินที่ทำงานแสดงในแกลเลอรีและหอศิลป์ต่างชาติมากมาย
ปี 2553 อภิชาติพงศ์กลับมาที่เทศกาลคานส์อีกครั้งด้วย "ลุงบุญมีระลึกชาติ" หนังที่มีตัวละคร "ลิงผี" หรือ Monkey Ghost สัตว์ประหลาดที่มีนัยน์ตาแดงก่ำและขนดำทั่วร่าง อันตีความได้ว่าเป็นตัวแทนของคนหนุ่มที่ไปร่วมรบกับกองกำลังคอมมิวนิสต์ในภาคอีสาน และติดค้างอยู่ในวังวนของไพรป่ามานับทศวรรษก่อนจะกลับมาเยี่ยมพ่อที่กำลังป่วยหนักที่หมู่บ้าน
"ลุงบุญมี" เป็นม้ามืดที่ฝ่าด่านคนทำหนังระดับอรหันต์ จนคว้ารางวัลปาล์มทองมาได้ นับเป็นความสำเร็จสูงสุดของคนทำหนังไทยในวงการภาพยนตร์นานาชาติ โดยในปีนั้น การแจกรางวัลเกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุปราบปรามการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม "คนเสื้อแดง และอภิชาติพงศ์เกือบจะไม่สามารถไปร่วมงานที่ประเทศฝรั่งเศสได้เพราะเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ
วางหนังไทยในแผนที่โลก
ผลงานภาพยนตร์และงานศิลปะของอภิชาติพงศ์ตลอด 21 ปีที่ผ่านมา เติบโตจากรากของความเชื่อเรื่องวิญญาณ เจ้าป่าเจ้าเขา เคมีของความฝันที่แทรกซึมในโลกความจริง ผสมผสานกับความชอบในนิยายวิทยาศาสตร์ และเรื่องราวเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บและการสาธารณสุข ดังเห็นได้จากในหนังของเขามักมีฉากที่เกี่ยวกับหมอและคลินิก รวมทั้งใน "Memoria" เมื่อเจสสิกาไปหาหมอที่คลินิกต่างจังหวัดเพื่อขอยาบรรเทาอาการนอนไม่หลับ
แต่ถึงกระนั้นในช่วงต้นของอาชีพ อภิชาติพงศ์มักถูกมองด้วยสายตางุนงงโดยผู้ชมบางกลุ่มในไทย และถึงขั้นถูกค่อนขอดว่าทำหนังให้คนต่างชาติดู ทั้ง ๆ ที่องค์ประกอบในหนังของเขาเต็มไปด้วยความเชื่อพื้นบ้านและภูติผี รวมทั้งการใช้ภาษาถิ่นในหนังหลายเรื่อง เมื่อครั้งที่ "สัตว์ประหลาด" ได้รางวัล Prix de Jury ในปี 2547 ผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ชื่อดังพูดออกอากาศว่า เขาคงต้อง "ปีนบันได" เพื่อดูหนังรางวัลเมืองคานส์เรื่องนี้
ในทางตรงข้าม นักวิจารณ์ไทยหลายคนกลับเสนอว่า จริง ๆ แล้วคนดูไทยต่างหากที่คุ้นเคยกับการเล่าเรื่องแบบหนังฝรั่งฮอลลีวูดมากเกินไป จนไม่เปิดรับหนังที่มีบุคลิกแตกต่างออกไป เช่นเล่าเรื่องช้ากว่า คลุมเครือกว่า หรือมีองค์ประกอบแบบไทยพื้นบ้านที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง
นอกจากนี้ อภิชาติพงศ์ยังเคยมีปัญหากับกองเซ็นเซอร์ของไทยเมื่อครั้งยังอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในปี 2549 ภาพยนตร์เรื่อง "แสงศตวรรษ" (Syndrome and a century") ถูกสั่งให้ตัดฉากหมอนั่งดื่มสุรา ฉากหมอจูบกับแฟน ฉากพระเล่นกีตาร์ และฉากพระเล่นเครื่องบินบังคับ อภิชาติพงศ์ปฏิเสธที่จะทำตาม จนกองเซ็นเซอร์ยึดฟิล์มหนังของเขา
เหตุการณ์นี้นำไปสู่การเรียกร้องครั้งใหญ่ของวงการภาพยนตร์ไทย ที่ออกมาร่วมกันส่งเสียงให้ยกเลิกกฎหมายเซ็นเซอร์ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2473 ท้ายที่สุด มีการผ่านพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ปี 2551 โดยสภานิติบัญญัติที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารปี 2549 ซึ่งมีวรรคที่ระบุให้เปลี่ยนมาใช้ระบบเรทติงภาพยนตร์ และให้มีตัวแทนจากภาคเอกชนเข้าร่วมในการพิจารณาภาพยนตร์ แต่ถึงกระนั้น อำนาจในการห้ามฉายและตัดทอนยังคงมีอยู่ และการแสดงออกทางศิลปะของคนทำหนังยังคงไม่มีเสรีภาพเต็มที่
นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อภิชาติพงศ์ตัดสินใจไม่ฉายภาพยนตร์เรื่อง "รักที่ขอนแก่น" ในประเทศไทย หลังจากหนังเข้าฉายที่สายรองของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 2558 ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวพูดถึงกลุ่มทหารที่นอนหลับใหลด้วยโรคประหลาดในโรงพยาบาลชนบท และถูกตีความว่าเป็นการสะท้อนถึงเหตุการณ์รัฐประหารปี 2557 รวมทั้งความพยายามตื่นรู้ของคนจากความฝันและการถูกครอบงำโดยอุดมการณ์ของรัฐ เช่นเคย อภิชาติพงศ์โยงความคิดเหล่านี้เข้ามาในหนังอย่างละมุนละม่อม อ่อนโยนราวเสียงกระชิบถึงแม้จะเป็นประเด็นที่ใหญ่และหนักราวกับเสียงตะโกนก็ตาม
"คุณูปการใหญ่หลวงของอภิชาติพงศ์มีอย่างน้อย 3 อย่างด้วยกัน" ประวิทย์ แต่งอักษร อาจารย์และนักวิชาการภาพยนตร์ให้ความเห็น "หนึ่ง-สร้างความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ทั้งในแง่เนื้อหาและสไตล์ อย่างที่ไม่เคยเห็นในหนังไทยมาก่อน สอง-เขาสร้างแรงบันดาลใจให้คนทำหนังรุ่นหลังและช่วยให้หลายคนพบทางไปต่อของตัวเอง และสุดท้าย หนังของเขาทำให้ผู้ชมจากทั่วสารทิศมองเห็นว่าเมืองไทยและหนังไทย อยู่ที่ไหนบนแผนที่ภาพยนตร์โลก"
ถึงแม้ "Memoria" จะไม่ได้เป็น "หนังไทย" ในขนบการจำแนกดั้งเดิม เพราะเป็นหนังที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเมืองไทยและไม่ได้ใช้ภาษาไทยหรือนักแสดงไทย และยังได้ทุนสร้างจากนับสิบประเทศ เช่น โคลอมเบีย ไทย ฝรั่งเศส อังกฤษ ฯลฯ แต่ถึงกระนั้น ในเว็บไซต์ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ชื่อของอภิชาติพงศ์ยังถูกระบุว่าเป็นผู้กำกับจากประเทศไทย และชื่อเสียงของเขาในระดับโลก ช่วยสร้างชื่อให้วงการสร้างสรรค์ของไทยมาตลอด คนดูหนังรุ่นใหม่ในไทยที่เติบโตขึ้นในช่วงสิบกว่าปีหลัง มีความเข้าใจในสุนทรียศาสตร์ที่แตกต่าง และพร้อมโอบรับจินตนาการแบบอภิชาติพงศ์มากขึ้นเรื่อย ๆ
"Memoria เป็นหนังที่ตรงไปตรงมา แต่ก็ขึ้นอยู่กับการปรับจังหวะของคนดูด้วย" อภิชาติพงศ์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับหอภาพยนตร์ไทยเมื่อปีที่แล้ว "ไม่รู้ว่าดูง่ายหรือเปล่า แต่เป็นหนังที่เรียบง่ายแน่นอน"
ทีมงานของ "Memoria" ทิ้งท้ายว่ามีแผนจะนำหนังเข้าฉายในประเทศไทยหลังจากนี้ เมื่อสถานการณ์อำนวย