You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ถูกนำเสนออย่างไรในนิทรรศการศิลปะการเมืองของ "เฮดเอค สเตนซิล"
หลังจากได้ข่าวเรื่องการหายตัวไปของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือ "ต้าร์" ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในกัมพูชา "เฮดเอค สเตนซิล" ศิลปินพ่นสีใช้เวลาหาข้อมูลเกี่ยวกับชายหนุ่มรุ่นเดียวกับเขาอยู่หนึ่งวัน แล้วจึงออกไปพ่นสีเป็นรูปใบหน้าของวันเฉลิมบนกำแพงริมถนนสุขุมวิท พร้อมด้วยข้อความสีแดงว่า "Dead or Alive. We are human" -- "ตายหรือเป็น...เราก็เป็นคน"
ไม่กี่ชั่วโมงผ่านไป ใบหน้าของวันเฉลิมที่เขาพ่นไว้ก็ถูกลบไป เช่นเดียวกับภาพพ่นสีอื่น ๆ ที่เขาเคยฝากผลงานไว้ตามริมถนนของกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นเสือดำ ใบหน้าและนาฬิกาของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือภาพ "โจร 500" และ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สองเดือนที่ผ่านมา เขาพ่นสีเป็นรูปใบหน้าของวันเฉลิมอีกหลายครั้ง โดยไม่สนใจว่าจะถูกลบหรือไม่
"ผมเลือกภาพของต้าร์ที่ดูยิ้มแย้มที่สุด เพราะในความรู้สึกของผม การที่ต้าร์ถูกทำให้หายไปมันไม่ใช่จุดจบหรือความพ่ายแพ้ของต้าร์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นชัยชนะของประชาชน คุณพลาดแล้วที่มาทำเรื่องแบบนี้ในตอนนี้ เพราะมันไม่ใช่ยุคสมัยที่คุณมีอำนาจล้นฟ้าแล้วจะอุ้มใครก็ได้" ศิลปินวัย 38 ปี บอกกับบีบีซีไทย โดยขอไม่เปิดเผยชื่อและนามสกุลเนื่องจากไม่ต้องการให้งานด้านศิลปะการเมืองของเขากระทบกับบุคคลในครอบครัว
"ดู-ดาย Do or Die"
เฮดเอค สเตนซิล เคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านงานศิลปะหรือที่เขาเรียกว่า "ศิลปะการเมือง" มาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2557 ซึ่งเป็นช่วงที่เขาลาออกจากงานประจำในตำแหน่งครีเอทีฟที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่งมาใช้ชีวิตเป็นศิลปินอิสระที่ จ.เชียงใหม่
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เฮดเอค สเตนซิล ซึ่งเรียนจบด้านศิลปะจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝากผลงานศิลปะพ่นสี ซึ่งเป็นเทคนิคที่เขาถนัดที่สุด ไว้บนกำแพง สะพานลอยและริมถนนมาหลายครั้ง สร้างกระแสในสังคมมาแล้วหลายหน
"งานศิลปะของผมอาจจะไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมอะไรขนาดนั้น แต่มันเป็นเหมือนการเอาน้ำมันราดลงบนไฟหรือมีบทบาทในการช่วยส่งออกข้อมูลข่าวสารที่ถูกปิดกั้นมากกว่า" เฮดเอค สเตนซิล กล่าวกับบีบีซีไทยในงานนิทรรศการศิลปะของเขาที่ชื่อ "ดู-ดาย Do or Die" จัดที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ระหว่างวันที่ 31 ก.ค.-28 ส.ค.
งานศิลปะที่นำมาแสดงในนิทรรศการครั้งนี้มีทั้งหมด 16 ภาพ แต่จัดแสดงครั้งละ 8 ภาพ โดยจะนำภาพมาเปลี่ยนสัปดาห์ละ 2 ภาพ เขาเปิดเผยว่าเหตุที่ต้องทยอยนำภาพมาแสดงนั้นเป็นเพราะบางภาพล่อแหลมจน "อาจทำให้โดนปิดงานตั้งแต่วันเปิด"
รอยยิ้มของวันเฉลิม
หนึ่งในภาพที่ถูกนำมาจัดแสดงตั้งแต่วันแรกคือภาพของวันเฉลิม ซึ่งหายตัวไปครบ 2 เดือนเต็มเมื่อวานนี้ (4 ส.ค.)
ภาพศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวของวันเฉลิมที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นในครั้งนี้มีชื่อว่า "#savewanchalerm, 2020" ซึ่งแตกต่างไปจากภาพพ่นสีตามถนนที่เขาเคยทำมา
วลี "Dead or alive" สีแดงที่เคยใช้ถูกเปลี่ยนเป็นคำว่า "Approved" สีดำ ครึ่งบนของใบหน้าวันเฉลิมถูกปิดทับด้วยเทปกาวสีขาว เหลือให้เห็นเพียงรอยยิ้มสดใสด้านล่าง
เฮดเอค สเตนซิลอธิบายว่าเทปกาวสีขาวนั้นเปรียบเสมือนผ้าพันห่อศพ เพราะเขาเชื่อว่าวันเฉลิมไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ส่วนคำว่า Approved นั้นสื่อถึงการที่ผู้มีอำนาจ "approve (อนุมัติ) ให้อุ้มคนนี้ approve ให้เก็บคนนี้ สั่งการให้คนนี้หายไป"
"ผมจงใจเลือกภาพที่เขายิ้ม...เพราะว่าคุณทำให้วันเฉลิมหายไปแต่กลายเป็นว่าคนรู้จักเขาและการต่อสู้ของเขาเยอะกว่าเดิมอีก มันคือรอยยิ้มแห่งชัยชนะ แต่น่าเสียใจที่เขาไม่ได้อยู่เห็นชัยชนะนี้" เฮดเอค สเตนซิลกล่าว
ภาพที่เขานำมาใช้ในการทำงานศิลปะได้รับอนุญาตจากครอบครัวของวันเฉลิมแล้ว
เฮดเอค สเตนซิล ยืนยันจะผลิตผลงานด้านศิลปะการเมืองต่อไป แม้เส้นทางนี้จะทำให้เขาถูกชายที่คาดว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบติดตามหรืออาจถูกดำเนินคดี เพราะเชื่อว่างานศิลปะของเขาจะช่วยสื่อสารในประเด็นที่สื่อกระแสหลักเลือกที่จะไม่นำเสนอหรือเซ็นเซอร์ตัวเอง
ก่อนสร้างงานแต่ละชิ้น เฮดเอค สเตนซิลบอกว่าเขาจะศึกษาข้อมูลในประเด็นนั้น ๆ อย่างดีเสียก่อน "เพราะเรื่องที่เราทำมันเป็นเรื่องเซ็นสิทีฟ (อ่อนไหว) เราจะเอาอารมณ์มาเกี่ยวข้องอย่างเดียวไม่ได้"
หลังจากเสร็จงานนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ เฮดเอค สเตนซิลบอกว่าเขามีแผนจะเดินทางไปลงพื้นที่ศึกษาผลกระทบของโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา
"ผมสนใจเรื่องนี้ แต่ยังไม่มีเวลาหาข้อมูล ไว้ผมลงพื้นที่ศึกษาปัญหาก่อนแล้วผมจะทำ (งานศิลปะ) เพื่อสื่อสารเรื่องของจะนะ"