You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ห้องสมุดคณะสถาปัตย์ จุฬาฯ โฉมใหม่ ทำไมจึงเป็น "ห้องสมุดที่ไม่มีวันสร้างเสร็จ"
เมื่อจำนวนหนังสืออาจไม่ใช่คำตอบของห้องสมุดยุคใหม่ ชาวคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งผู้บริหาร อาจารย์และศิษย์เก่า จึงระดมสมองในการปรับปรุงห้องสมุดครั้งใหญ่ และพบว่าสิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของนิสิตซึ่งเป็นผู้ใช้งานหลักนั่นเอง
ผลที่ได้ ไม่ใช่เพียงตอบโจทย์การใช้งานของนิสิต แต่ยังทำให้ห้องสมุดโฉมใหม่นี้ ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านการออกแบบประเภทห้องสมุด ประจำปี 2019 จากนิตยสาร Interior Design Magazine ของสหรัฐอเมริกา
อาคาร 3 ชั้นที่ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่อาคารน้อยใหญ่ของคณะสถาปัตย์ ดูผ่าน ๆ แล้วเป็นเหมือนร้านกาแฟที่คุณสามารถนั่งจิบเครื่องดื่มไปทำงานไปด้วยได้ มีเสียงเพลงเปิดคลอเบา ๆ ขณะที่นิสิตจับกลุ่มพูดคุยกัน
ที่นี่ไม่ใช่ร้านกาแฟหรือโค-เวิร์กกิงสเปซซึ่งกำลังเป็นที่นิยม หากแต่เป็นห้องสมุดที่อยู่คู่กับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งนี้มานานกว่า 30 ปี
พฤติกรรมคนเปลี่ยนการออกแบบปรับ
"คนที่เข้ามาใช้ห้องสมุดของเรา ต่อให้เข้ามานั่งเล่นหรือมานั่งทำงาน ก็จะเห็นหนังสืออยู่รอบ ๆ ตัว เขาก็อาจจะเห็นหนังสือที่ต้องการอ่านโดยบังเอิญ แล้วก็มีความสนใจไปค้นคว้าหนังสือเล่มอื่น ๆ ในห้องสมุดต่อไป" รศ.ดร.ปิ่นรัชฎ์ กาญจนัษฐิติ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงห้องสมุดที่ไม่ได้ "เงียบ" อย่างห้องสมุดทั่วไป
ทุกอย่างที่ออกแบบมาได้ผ่านการเก็บข้อมูลความต้องการของนิสิตซึ่งเป็นผู้ใช้งานหลัก
รศ.ดร.ปิ่นรัชฎ์กล่าวว่า สิ่งแรกที่ต้องยอมรับคือพฤติกรรมคนเปลี่ยนไปแล้ว ห้องสมุดไม่ใช่แหล่งข้อมูลเดียวที่หาได้ในปัจจุบัน ทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่าย แต่โลกออนไลน์ก็ยังไม่สามารถเอาชนะหนังสือซึ่งผ่านการคัดสรรและตรวจสอบความถูกต้องมาอย่างดี
"นิสิตส่วนใหญ่อยากได้พื้นที่ทำงานร่วมกันได้ มีปลั๊กเยอะ ๆ สำหรับเสียบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก มีไวไฟแรง ๆ และอยากได้พื้นที่ที่เปิดจนถึงดึกเพื่อให้เขาได้นั่งทำงานหลังจากเลิกเรียน" รศ.ดร.ปิ่นรัชฎ์เล่าถึงโจทย์ใหญ่ของการปรับปรุงห้องสมุดคณะฯ ที่ถูกส่งต่อให้กลุ่มสถาปนิกศิษย์เก่าของคณะที่อาสาเข้ามาแปลงโฉม
ห้องสมุดส่วนใหญ่ เมื่อเดินเข้าไปจะผ่านบรรณารักษ์ก่อน แต่ที่นี่ไม่ใช่ พื้นที่ชั้นแรกมีนิสิตจับกลุ่มคุยงานกันอยู่ สิ่งที่สะดุดตาคือบันไดทางเดินที่ล้อมรอบไปโดยโครงเหล็กใหญ่ยักษ์ที่ตั้งอยู่กลางห้อง ซึ่งสามารถใช้เป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานของนิสิตได้
"เราลดพื้นที่เก็บหนังสือเหลือเพียงสองชั้น แต่ยังเก็บหนังสือได้เท่าเดิม ชั้นล่างจึงเป็นชั้นที่ไม่มีบรรณารักษ์อยู่ ไม่มีจุดควบคุม ไม่ต้องแตะบัตรเข้าออก คนส่วนใหญ่ก็มานั่งทำงานตรงนี้ เลยดีมากที่จะใช้จัดนิทรรศการ" คณบดีกล่าว
นายชัยภัฏ มีระเสน หนึ่งในทีมศิษย์เก่าที่ร่วมออกแบบอธิบายเพิ่มเติมว่า คนยุคสมัยนี้ต้องการ "พื้นที่ที่จะอยู่ร่วมกัน" จึงเป็นที่มาของการจัดโค-เวิร์กกิงสเปซในห้องสมุด
"เราเข้าใจว่าคนรุ่นหลังเราเขาอยู่ในพื้นที่ที่เล็กลง อยู่คอนโด อยู่หอพัก ไม่มีพื้นที่ส่วนกลาง สมัยก่อนเราไปนั่งทำงานที่บ้านเพื่อน แต่เดี๋ยวนี้บ้านเพื่อนก็ไม่มีที่ให้ทำ คนยุคปัจจุบันจึงมักไปนั่งตามร้านกาแฟ หรือสถานที่ต่าง ๆ เพื่อที่จะทำงานกลุ่มร่วมกัน หรือแม้กระทั่งตอนอ่านหนังสือสอบก็ไปนั่งอ่านรวมกันเป็นกลุ่ม เหมือนเขาต้องการพื้นที่ที่จะไปอยู่ร่วมกันมากกว่า เป็นความต้องการเชิงสังคม"
ความเป็น "เด็กสถาปัตย์" มาก่อน ทำให้ทีมออกแบบเข้าใจธรรมชาติของนิสิตคณะนี้ได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมองเห็นว่าสิ่งใดควรเพิ่มเข้ามาในห้องสมุดและสิ่งใดที่ลดทอนลงได้
"งานครึ่งหนึ่งของนิสิตสถาปัตย์ก็คืองานออกแบบ เพราะฉะนั้นการที่เขาเข้าไปสืบค้นข้อมูล ค้นหางานของสถาปนิกต่าง ๆ ก็เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้เขาสามารถทำงานออกแบบออกมาได้ ซึ่งห้องสมุดมันไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจด้วยตัวหนังสืออย่างเดียว แต่ทุกอย่างที่อยู่ที่นี่น่าจะสร้างแรงบันดาลใจได้ เราเลยตั้งชื่อมันใหม่ว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์" นายชัยภัฏกล่าว
หนึ่งในสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างมหาศาลในความคิดของสถาปนิกรายนี้ คือ "นิทรรศการ" เขาจึงใส่ใจอย่างมากกับการจัดสรรพื้นที่ชั้นแรกให้เป็นที่จัดนิทรรศการ ที่ให้นิสิตชั้นปีต่าง ๆ นำผลงานมาแสดงได้อย่างอิสระ
"เราไม่รู้เลยว่านิสิตชั้นปีอื่นเขาเรียนอะไร หรือนิสิตภาควิชาอื่นเขาเรียนอะไร เราแทบไม่เห็นงานเพื่อน ...ถ้าเรามาห้องสมุดแล้วเห็นผลงานที่นำมาจัดแสดง แค่หยุดดูไม่กี่นาที ก็สร้างแรงบันดาลใจได้แล้ว" เขาให้ความเห็น
บรรดาโต๊ะทุกตัวในชั้นนี้มีล้อเลื่อน เก้าอี้เลือกแบบที่เก็บซ้อนกันได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ผ่านการคิดมาแล้วว่าจะช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตลอดเวลาและยืดหยุ่นเพื่อรองรับการใช้งานในหลายลักษณะและหลายโอกาส
เปิดโอกาสให้ "ชิม" หนังสือ
เดินมาตามบันไดกลางห้องขึ้นสู่ชั้นสอง ก็จะพบบรรยากาศที่แตกต่างจากห้องสมุดที่หลายคนคุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง สถาปนิกเลือกใช้สีทึบอย่างสีดำทำให้ห้องดู "เท่ ๆ คูล ๆ" ส่วนชั้นหนังสือก็ถูกออกแบบให้เป็นเหมือนชั้นวางโชว์สินค้ามากกว่าชั้นหนังสือในห้องสมุดที่มีแต่หนังสือเบียด ๆ กันอยู่จนแทบหาหนังสือที่ต้องการไม่เจอ
การวางหนังสือให้เห็นชัด ๆ แบบนี้ ทำให้ผู้ใช้บริการพบหนังสือที่ต้องการได้ง่ายกว่าการค้นหาด้วยรหัสเพียงอย่างเดียว ซึ่งเหมาะกับหนังสือเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่เน้นภาพและมีหน้าปกดึงดูดใจ การจัดวางหนังสือแบบนี้จึงได้ผลตอบรับดีเกินคาด
"ตอนเป็นเด็ก สิ่งหนึ่งที่เราไม่ชอบเวลามาใช้ห้องสมุดคือ เราไม่รู้ว่าหนังสืออยู่ที่ไหน เราต้องไปค้นเลขที่หนังสือและจดตัวเลขมาเดินหาตามชั้นวางหนังสือ บางทีก็อึดอัด เพราะช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือมันแคบ ไม่เหมือนร้านขายหนังสือที่เป็นอีกอารมณ์หนึ่งเลย คือ หนังสือถูกนำมาแสดง มันโดนแผ่ โดนคลี่ จัดเป็นมุมหนังสือแต่ละประเภท เราเข้าไปก็เจอเลย" ชัยภัฏเล่าถึงประสบการณ์ในวัยเด็กที่กลายมาเป็นแนวคิดในการออกแบบห้องสมุดที่เขาเชื่อว่าจะเป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากที่สุด
เสียงเพลงเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เราไม่ค่อยพบในห้องสมุดที่อื่น เขาอธิบายว่าเสียงเพลงที่เปิดคลออยู่ตลอดเวลาในโซนนี้นั้นก็เพื่อให้ทุกคนรับรู้ว่า พื้นที่นี้สามารถใช้เสียงพูดคุยกันได้ ด้วยเชื่อว่าบทสนทนาคือวิธีการที่ดีที่สุดในการสร้างแรงบันดาลใจให้นักออกแบบ
ชั้น 3 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ "โซนสบาย ๆ" (casual) ออกมาให้เป็นที่นั่งเป็นขั้นบันได มีจอโปรเจกเตอร์ ที่สามารถปรับเป็นพื้นที่จัดงานเสวนาวงเล็ก ๆ หรือใช้เป็นห้องบรรยายก็ได้ มีเบาะบีนแบ็กวางเสริมให้อ่านหนังสือสบาย ๆ อีกโซนหนึ่ง คือ "โซนเงียบ" ที่ถูกออกแบบมาเป็นรูปแบบเขาวงกต เพื่อเน้นความเป็นส่วนตัว
ห้องสมุดจะสร้างเสร็จก็ต่อเมื่อมีคนใช้งาน
"อะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้น ที่นี้รองรับได้ทั้งหมด" นี่คือข้อความตอนหนึ่งนิตยสาร Interior Design Magazine กล่าวถึงห้องสมุดแห่งนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลาย ๆ เหตุผลที่คณะกรรมการซึ่งล้วนแต่เป็นนักออกแบบมืออาชีพตัดสินให้ห้องสมุดแห่งนี้ได้รับรางวัล Best of Year Awards 2019
"นิสิตสถาปัตย์ ไม่ใช่แค่มองงานแล้วจะเกิดแรงบันดาลใจ เราต้องเข้าไปลงมือทำด้วยตัวเอง อย่างโครงเหล็กที่เห็นในห้องสมุดนี้ ไม่ใช่ของตกแต่ง แต่เป็นโครงสร้างที่วางไว้ให้นิสิตคิดต่อว่าเขาจะทำอะไรกับมัน เหมือนโครงเหล็กของป้ายโฆษณาที่ต้องมีคนมาคิดต่อว่าจะเอาอะไรมาติดบนนี้" ชัยภัฏกล่าว
การเลือกใช้ปูนเปลือยและคอนกรีตเปลือยยังเป็นการเชิญชวนให้นิสิตเข้ามาใช้งานโดยไม่ต้องกังวลว่าห้องสมุดจะเลอะเทอะหรือเสียหาย
การออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้งาน "คิดต่อ" ว่าจะทำอะไรที่นี่ นำผลงานอะไรมาแสดง หรือจัดแสดงแบบไหน รวมทั้งการมีพื้นที่ "เปลือย ๆ" เพื่อเชิญชวนให้นิสิตมาใช้งานโดยไม่ต้องกลัวว่าจะเลอะเทอะเปรอะเปื้อนนี่เองที่ตอบปริศนาว่า เพราะเหตุใดห้องสมุดแห่งนี้จึงได้ชื่อว่าเป็น "ห้องสมุดที่ไม่มีวันสร้างเสร็จ"
"ต้องมีนิสิตแต่ละชั้นปีหมุนเวียนกันเอาผลงานมาเติม ห้องสมุดแห่งนี้จึงจะสมบูรณ์" สถาปนิกศิษย์เก่าสถาปัตย์ จุฬาฯ กล่าว
ห้องสมุดที่ใช่
นิสิตชั้นปีที่ 4 ของคณะสถาปัตย์ อย่างธนาภา สถิรพินิจกุล เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่านิสิตสถาปัตย์ส่วนใหญ่มักใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กส่วนตัวในการทำงาน ควบคู่ไปกับการหาข้อมูลและดูงานอ้างอิงจากหนังสือ ดังนั้นถ้าห้องสมุดมีพื้นที่ให้ใช้โน้ตบุ๊กและค้นคว้าหนังสือไปด้วย "จะวิเศษมาก" ซึ่งห้องสมุดโฉมใหม่นี้ตอบโจทย์ทุกอย่าง
"เรามีพื้นที่สำหรับทำงานมากขึ้น ชั้นหนึ่งมีคนตลอดจนถึง 4 ทุ่ม พื้นที่ชั้นบนก็มีพื้นที่หลากหลายทั้งส่วนที่เหมาะกับนั่งคนเดียวหรือนั่งกับเพื่อน"
ณัฐนันท์ ตัณฑิกุล นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะสถาปัตย์ ประทับใจกับห้องสมุดที่ปรับปรุงใหม่อย่างมาก โดยบอกว่ามีแรงดึงดูดให้อยากเข้าห้องสมุดมากกว่าเดิม และทำให้เข้าถึงหนังสือดี ๆ โดยไม่รู้ตัว
"ห้องสมุดเหมือนเป็นคลังความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด ทุกวันนี้เราดูออนไลน์กันมากเกินไป การมีที่ที่ให้เรากลับมาหาหนังสือดี ๆ จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์" เธอบอก
นอกจากห้องสมุดแห่งนี้จะถูกใจนิสิตของคณะสถาปัตย์แล้ว ยังได้รับการตอบรับอย่างดีจากนิสิตคณะอื่น ๆ และบุคคลภายนอกที่สนใจด้านการออกแบบที่หลั่งไหลมาใช้งาน จนภายหลังต้องมีการจัดสรรเวลาเพื่อให้ทุกคนได้ใช้บริการอย่างทั่วถึง